ระดมทุนเท่าไรดี: คำนวณขนาดรอบจาก Milestone, Burn และเวลาระดมทุนรอบถัดไป

สูตรหาเงินที่ต้องระดมจากแผนใช้เงินจนถึง Milestone เวลาที่ใช้ระดมทุนรอบถัดไป และเงินสำรอง ตัวอย่างคำนวณ ตารางเทียบขนาดรอบกับ Runway และสัดส่วนหุ้นที่เสีย และวิธีอธิบายตัวเลขให้นักลงทุน

ตัวเลข 21 ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างปฏิทินลายเส้น 21 ช่อง ช่อง 1 ถึง 12 มีเครื่องหมายถูก และช่องที่ 21 เป็นสีดำมีเครื่องหมายถูก
ในบทความนี้
  1. เริ่มจาก Milestone ไม่ใช่จากตัวเลขเงิน
  2. สูตรหาขนาดรอบ
  3. ตัวอย่างคำนวณ
  4. เทียบขนาดรอบกับสัดส่วนหุ้นที่เสีย
  5. ระดมน้อยไปหรือมากไป เสียอะไร
  6. อธิบายตัวเลขให้นักลงทุน
  7. เริ่มจากตรงไหน

ผู้ก่อตั้งหลายคนตั้งขนาดรอบระดมทุนจากตัวเลขที่บริษัทอื่นระดมได้ หรือจากตัวเลขที่นักลงทุนเสนอมา แต่ขนาดรอบที่อธิบายได้ควรคำนวณจากแผนของบริษัทเอง คือเงินที่ต้องใช้จนถึง Milestone ที่ทำให้ระดมทุนรอบถัดไปได้ เวลาที่ต้องใช้ระดมทุนรอบนั้น และเงินสำรองเผื่อแผนช้ากว่าที่คิด

ระดมน้อยเกินไป บริษัทต้องกลับไปหานักลงทุนก่อนพิสูจน์สิ่งที่บอกไว้ ระดมมากเกินไป ผู้ถือหุ้นเดิมเสียสัดส่วนมากกว่าที่จำเป็น บทความนี้ให้สูตร ตัวอย่างคำนวณ ตารางเทียบขนาดรอบกับ Runway และสัดส่วนหุ้น และวิธีอธิบายตัวเลขให้นักลงทุน

เริ่มจาก Milestone ไม่ใช่จากตัวเลขเงิน

Milestone ในที่นี้คือหลักฐานที่นักลงทุนรอบถัดไปต้องเห็นก่อนตัดสินใจ เช่นรายได้ประจำต่อเดือนถึงระดับที่ตั้งไว้ อัตราลูกค้าเลิกใช้ต่ำกว่าเกณฑ์ หรือต้นทุนหาลูกค้าที่คืนทุนได้ในเวลาที่กำหนด เขียน Milestone 2–3 ข้อ แต่ละข้อมีตัวเลขและเดือนเป้าหมาย ข้อที่วัดไม่ได้ใช้วางแผนเงินไม่ได้

คำถามที่ใช้ตั้ง Milestone คือ "ต้องเห็นอะไร นักลงทุนรอบถัดไปจึงให้มูลค่าสูงกว่ารอบนี้" หรือ "ต้องถึงจุดไหน บริษัทจึงไม่ต้องระดมทุนอีก" ดูตัวชี้วัดที่ใช้บ่อยใน Unit Economics และ MRR, Churn และ Cohort

สูตรหาขนาดรอบ

เงินที่ต้องระดม = เงินสดที่ใช้สุทธิจนถึง Milestone + เงินสดที่ใช้ระหว่างระดมทุนรอบถัดไป + เงินสำรอง − เงินสดที่มีอยู่

  • เงินสดที่ใช้สุทธิ (Net Burn) คือเงินสดจ่ายออกหักเงินสดรับในแต่ละเดือน วางเป็นรายเดือนตามแผนจ้างคนและแผนการตลาด ไม่ใช้ค่าเฉลี่ยของปีที่ผ่านมา เพราะถ้าแผนหลังได้เงินมีการจ้างคนเพิ่ม เงินที่ใช้ต่อเดือนจะสูงขึ้นตาม ดูวิธีคิดใน Burn Rate และ Runway และ วางแผนกำลังคน
  • เวลาระดมทุนรอบถัดไป บริษัทยังใช้เงินต่อระหว่างหานักลงทุน เจรจา และรอเงินเข้า และงานอื่นจะช้าลงด้วย Paul Graham เขียนไว้ในบทความ How to Raise Money ว่าเมื่อเริ่มระดมทุน งานอื่นแทบหยุดหมด เพราะการระดมทุนกลายเป็นเรื่องที่ผู้ก่อตั้งคิดถึงเป็นอันดับแรก
  • เงินสำรอง สำหรับ Milestone ที่ช้ากว่าแผน หรือรอบถัดไปที่ใช้เวลานานกว่าที่คิด กำหนดเป็นจำนวนเดือนของเงินที่ใช้ต่อเดือนในช่วงท้ายแผน

ตัวอย่างคำนวณ

ตัวอย่างสมมติ Startup แห่งหนึ่งมีเงินสด 2,800,000 บาท ตั้ง Milestone ไว้ที่เดือนที่ 12 ช่วง 6 เดือนแรกใช้เงินสุทธิเดือนละ 800,000 บาท จากนั้นจ้างคนเพิ่มจนใช้เงินเดือนละ 1,200,000 บาท เผื่อเวลาระดมทุนรอบถัดไป 6 เดือน และเงินสำรองอีก 3 เดือน

เงินที่ต้องใช้ตามแผน (ตัวอย่างสมมติ หน่วย: บาท)
ช่วงเดือนที่ใช้เงินสุทธิต่อเดือนรวม
ก่อนจ้างคนเพิ่ม1–6800,0004,800,000
หลังจ้างคนเพิ่ม จนถึง Milestone7–121,200,0007,200,000
ระหว่างระดมทุนรอบถัดไป13–181,200,0007,200,000
เงินสำรอง19–211,200,0003,600,000
เงินที่ต้องใช้ทั้งหมด1–21–22,800,000
หักเงินสดที่มีอยู่––−2,800,000
เงินที่ต้องระดม––20,000,000

เงิน 20,000,000 บาทรวมกับเงินสดเดิมพอใช้ 21 เดือน แบ่งเป็น 12 เดือนจนถึง Milestone 6 เดือนสำหรับระดมทุนรอบถัดไป และสำรอง 3 เดือน ถ้า Milestone สำเร็จตามกำหนด บริษัทจะเริ่มระดมทุนรอบถัดไปขณะที่ยังมีเงินใช้อีก 9 เดือน

เทียบขนาดรอบกับสัดส่วนหุ้นที่เสีย

เงินที่ระดมแลกกับหุ้น สัดส่วนที่นักลงทุนใหม่ได้คำนวณจากมูลค่าหลังรับเงิน (Post-money Valuation)

สัดส่วนของนักลงทุนใหม่ = เงินที่ระดม ÷ (มูลค่าก่อนรับเงิน + เงินที่ระดม)

ต่อจากตัวอย่าง สมมติว่าตกลงมูลค่าก่อนรับเงิน (Pre-money Valuation) ได้ 80,000,000 บาท และมูลค่านี้ไม่เปลี่ยนตามขนาดรอบ

ขนาดรอบ สัดส่วนหุ้น และ Runway ที่มูลค่าก่อนรับเงิน 80 ล้านบาท (ตัวอย่างสมมติ)
เงินที่ระดม (บาท)มูลค่าหลังรับเงิน (บาท)สัดส่วนของนักลงทุนใหม่ผู้ถือหุ้นเดิมเหลือRunway
14,000,00094,000,00014.9%85.1%16 เดือน
20,000,000100,000,00020.0%80.0%21 เดือน
26,000,000106,000,00024.5%75.5%26 เดือน
32,000,000112,000,00028.6%71.4%31 เดือน

รอบ 14 ล้านบาทใช้ได้ 16 เดือน ถึง Milestone แต่เหลือเวลาระดมทุนรอบถัดไปแค่ 4 เดือนและไม่มีเงินสำรอง ส่วนเงินที่เพิ่มทุก 6 ล้านบาทซื้อเวลาได้อีก 5 เดือน แลกกับสัดส่วนหุ้นราว 4–5 จุด เงินส่วนเพิ่มนี้ขายหุ้นที่มูลค่าของวันนี้ ถ้าแผนสำเร็จ มูลค่าในรอบถัดไปจะสูงกว่า การขายหุ้นเพิ่มในวันนี้จึงมีต้นทุนสูงกว่าที่เห็น

กราฟแท่ง Runway หลังระดมทุน รอบ 14 ล้านบาทได้ 16 เดือนซึ่งสั้นกว่าแผน 21 เดือน รอบ 20 ล้านบาทได้ 21 เดือน รอบ 26 ล้านบาทได้ 26 เดือน และรอบ 32 ล้านบาทได้ 31 เดือน
เงินที่เพิ่มทุก 6 ล้านบาทซื้อเวลาเพิ่ม 5 เดือน รอบที่เล็กกว่าแผนหมดเงินก่อนระดมทุนรอบถัดไปเสร็จ

ข้อสมมติว่ามูลค่าไม่เปลี่ยนตามขนาดรอบเป็นการทำให้ง่ายขึ้น ในการเจรจาจริง นักลงทุนอาจไม่รับรอบที่ใหญ่ขึ้นที่มูลค่าเดิม ตารางนี้ใช้เพื่อเห็นราคาของเวลาที่ซื้อเพิ่ม

ระดมน้อยไปหรือมากไป เสียอะไร

  • น้อยไป บริษัทต้องเริ่มระดมทุนอีกครั้งก่อนมีผลงานพอ เจรจาในฐานะฝ่ายที่ต้องการเงิน และผู้ก่อตั้งเสียเวลาไปกับการระดมทุนบ่อยขึ้น
  • มากไป ผู้ถือหุ้นเดิมเสียสัดส่วนมากขึ้น และถ้ามูลค่าของรอบนี้สูงตามขนาดรอบ รอบถัดไปต้องมีผลงานพอที่จะได้มูลค่าสูงกว่าอีก ไม่เช่นนั้นจะเป็นรอบที่มูลค่าลดลง ซึ่งอาจทำให้เงื่อนไขกันการถูกลดสัดส่วนของนักลงทุนเดิมมีผล ดู Anti-dilution และ Pro-rata Rights
  • เพดานคร่าว ๆ Paul Graham เสนอกฎคร่าว ๆ สำหรับเพดานของเงินที่ควรระดม คือจำนวนคนที่ตั้งใจจ้าง × ต้นทุนรวมต่อคนต่อเดือน × 18 เดือน โดยให้เหตุผลว่าต้นทุนเกือบทั้งหมดของ Startup ส่วนใหญ่ขึ้นกับจำนวนคน ตัวเลขต่อคนในบทความของเขาเป็นค่าใช้จ่ายในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2556 จึงต้องใช้ต้นทุนของบริษัทเองแทน และบวกค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคน เช่นค่าผลิต เพิ่มเข้าไป

อธิบายตัวเลขให้นักลงทุน

อธิบายขนาดรอบด้วยสิ่งที่เงินก้อนนี้ซื้อได้ ไม่ใช่แค่จำนวนเงิน ใน Pitch Deck และในการคุยกับนักลงทุน ให้ตอบได้ครบห้าข้อ

  1. ขนาดรอบ และ Milestone ที่เงินก้อนนี้พาไปถึง พร้อมตัวเลขและเดือนเป้าหมาย
  2. Runway กี่เดือน แยกเป็นช่วงจนถึง Milestone ช่วงระดมทุนรอบถัดไป และเงินสำรอง
  3. การใช้เงินแยกตามหมวด เช่นคน การตลาด และผลิตภัณฑ์ ที่ตรงกับแผนเงินสดรายเดือน
  4. ขนาดรอบขั้นต่ำที่ยังทำได้ และ Milestone ข้อไหนจะตัดหรือเลื่อนถ้าได้เงินน้อยกว่าเป้า
  5. สัดส่วนหุ้นหลังรับเงินตามตารางผู้ถือหุ้นที่อัปเดตแล้ว ดู Cap Table

เริ่มจากตรงไหน

  1. เขียน Milestone 2–3 ข้อที่นักลงทุนรอบถัดไปต้องเห็น พร้อมตัวเลขและเดือนเป้าหมาย
  2. วางแผนเงินสดรายเดือนจนถึง Milestone รวมแผนจ้างคน
  3. บวกเดือนที่ใช้ระดมทุนรอบถัดไปและเงินสำรอง แล้วใช้สูตรหาขนาดรอบ
  4. ทำตารางขนาดรอบ 3–4 แบบ เทียบ Runway กับสัดส่วนหุ้นที่มูลค่าที่คาดว่าจะตกลงได้
  5. เตรียมแผนขั้นต่ำว่าจะตัดอะไรถ้าได้เงินน้อยกว่าเป้า และเตรียมขั้นตอนเพิ่มทุนตามกฎหมาย ดู เพิ่มทุนเพื่อรับเงินนักลงทุน

บริษัทและตัวเลขในบทความเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อการอธิบาย ขนาดรอบ มูลค่า และเวลาที่ใช้ระดมทุนจริงขึ้นกับธุรกิจ ผลงาน และการเจรจากับนักลงทุนแต่ละราย

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี