ระดมทุนเท่าไรดี: คำนวณขนาดรอบจาก Milestone, Burn และเวลาระดมทุนรอบถัดไป
สูตรหาเงินที่ต้องระดมจากแผนใช้เงินจนถึง Milestone เวลาที่ใช้ระดมทุนรอบถัดไป และเงินสำรอง ตัวอย่างคำนวณ ตารางเทียบขนาดรอบกับ Runway และสัดส่วนหุ้นที่เสีย และวิธีอธิบายตัวเลขให้นักลงทุน
ในบทความนี้
ผู้ก่อตั้งหลายคนตั้งขนาดรอบระดมทุนจากตัวเลขที่บริษัทอื่นระดมได้ หรือจากตัวเลขที่นักลงทุนเสนอมา แต่ขนาดรอบที่อธิบายได้ควรคำนวณจากแผนของบริษัทเอง คือเงินที่ต้องใช้จนถึง Milestone ที่ทำให้ระดมทุนรอบถัดไปได้ เวลาที่ต้องใช้ระดมทุนรอบนั้น และเงินสำรองเผื่อแผนช้ากว่าที่คิด
ระดมน้อยเกินไป บริษัทต้องกลับไปหานักลงทุนก่อนพิสูจน์สิ่งที่บอกไว้ ระดมมากเกินไป ผู้ถือหุ้นเดิมเสียสัดส่วนมากกว่าที่จำเป็น บทความนี้ให้สูตร ตัวอย่างคำนวณ ตารางเทียบขนาดรอบกับ Runway และสัดส่วนหุ้น และวิธีอธิบายตัวเลขให้นักลงทุน
เริ่มจาก Milestone ไม่ใช่จากตัวเลขเงิน
Milestone ในที่นี้คือหลักฐานที่นักลงทุนรอบถัดไปต้องเห็นก่อนตัดสินใจ เช่นรายได้ประจำต่อเดือนถึงระดับที่ตั้งไว้ อัตราลูกค้าเลิกใช้ต่ำกว่าเกณฑ์ หรือต้นทุนหาลูกค้าที่คืนทุนได้ในเวลาที่กำหนด เขียน Milestone 2–3 ข้อ แต่ละข้อมีตัวเลขและเดือนเป้าหมาย ข้อที่วัดไม่ได้ใช้วางแผนเงินไม่ได้
คำถามที่ใช้ตั้ง Milestone คือ "ต้องเห็นอะไร นักลงทุนรอบถัดไปจึงให้มูลค่าสูงกว่ารอบนี้" หรือ "ต้องถึงจุดไหน บริษัทจึงไม่ต้องระดมทุนอีก" ดูตัวชี้วัดที่ใช้บ่อยใน Unit Economics และ MRR, Churn และ Cohort
สูตรหาขนาดรอบ
เงินที่ต้องระดม = เงินสดที่ใช้สุทธิจนถึง Milestone + เงินสดที่ใช้ระหว่างระดมทุนรอบถัดไป + เงินสำรอง − เงินสดที่มีอยู่
- เงินสดที่ใช้สุทธิ (Net Burn) คือเงินสดจ่ายออกหักเงินสดรับในแต่ละเดือน วางเป็นรายเดือนตามแผนจ้างคนและแผนการตลาด ไม่ใช้ค่าเฉลี่ยของปีที่ผ่านมา เพราะถ้าแผนหลังได้เงินมีการจ้างคนเพิ่ม เงินที่ใช้ต่อเดือนจะสูงขึ้นตาม ดูวิธีคิดใน Burn Rate และ Runway และ วางแผนกำลังคน
- เวลาระดมทุนรอบถัดไป บริษัทยังใช้เงินต่อระหว่างหานักลงทุน เจรจา และรอเงินเข้า และงานอื่นจะช้าลงด้วย Paul Graham เขียนไว้ในบทความ How to Raise Money ว่าเมื่อเริ่มระดมทุน งานอื่นแทบหยุดหมด เพราะการระดมทุนกลายเป็นเรื่องที่ผู้ก่อตั้งคิดถึงเป็นอันดับแรก
- เงินสำรอง สำหรับ Milestone ที่ช้ากว่าแผน หรือรอบถัดไปที่ใช้เวลานานกว่าที่คิด กำหนดเป็นจำนวนเดือนของเงินที่ใช้ต่อเดือนในช่วงท้ายแผน
ตัวอย่างคำนวณ
ตัวอย่างสมมติ Startup แห่งหนึ่งมีเงินสด 2,800,000 บาท ตั้ง Milestone ไว้ที่เดือนที่ 12 ช่วง 6 เดือนแรกใช้เงินสุทธิเดือนละ 800,000 บาท จากนั้นจ้างคนเพิ่มจนใช้เงินเดือนละ 1,200,000 บาท เผื่อเวลาระดมทุนรอบถัดไป 6 เดือน และเงินสำรองอีก 3 เดือน
| ช่วง | เดือนที่ | ใช้เงินสุทธิต่อเดือน | รวม |
|---|---|---|---|
| ก่อนจ้างคนเพิ่ม | 1–6 | 800,000 | 4,800,000 |
| หลังจ้างคนเพิ่ม จนถึง Milestone | 7–12 | 1,200,000 | 7,200,000 |
| ระหว่างระดมทุนรอบถัดไป | 13–18 | 1,200,000 | 7,200,000 |
| เงินสำรอง | 19–21 | 1,200,000 | 3,600,000 |
| เงินที่ต้องใช้ทั้งหมด | 1–21 | – | 22,800,000 |
| หักเงินสดที่มีอยู่ | – | – | −2,800,000 |
| เงินที่ต้องระดม | – | – | 20,000,000 |
เงิน 20,000,000 บาทรวมกับเงินสดเดิมพอใช้ 21 เดือน แบ่งเป็น 12 เดือนจนถึง Milestone 6 เดือนสำหรับระดมทุนรอบถัดไป และสำรอง 3 เดือน ถ้า Milestone สำเร็จตามกำหนด บริษัทจะเริ่มระดมทุนรอบถัดไปขณะที่ยังมีเงินใช้อีก 9 เดือน
เทียบขนาดรอบกับสัดส่วนหุ้นที่เสีย
เงินที่ระดมแลกกับหุ้น สัดส่วนที่นักลงทุนใหม่ได้คำนวณจากมูลค่าหลังรับเงิน (Post-money Valuation)
สัดส่วนของนักลงทุนใหม่ = เงินที่ระดม ÷ (มูลค่าก่อนรับเงิน + เงินที่ระดม)
ต่อจากตัวอย่าง สมมติว่าตกลงมูลค่าก่อนรับเงิน (Pre-money Valuation) ได้ 80,000,000 บาท และมูลค่านี้ไม่เปลี่ยนตามขนาดรอบ
| เงินที่ระดม (บาท) | มูลค่าหลังรับเงิน (บาท) | สัดส่วนของนักลงทุนใหม่ | ผู้ถือหุ้นเดิมเหลือ | Runway |
|---|---|---|---|---|
| 14,000,000 | 94,000,000 | 14.9% | 85.1% | 16 เดือน |
| 20,000,000 | 100,000,000 | 20.0% | 80.0% | 21 เดือน |
| 26,000,000 | 106,000,000 | 24.5% | 75.5% | 26 เดือน |
| 32,000,000 | 112,000,000 | 28.6% | 71.4% | 31 เดือน |
รอบ 14 ล้านบาทใช้ได้ 16 เดือน ถึง Milestone แต่เหลือเวลาระดมทุนรอบถัดไปแค่ 4 เดือนและไม่มีเงินสำรอง ส่วนเงินที่เพิ่มทุก 6 ล้านบาทซื้อเวลาได้อีก 5 เดือน แลกกับสัดส่วนหุ้นราว 4–5 จุด เงินส่วนเพิ่มนี้ขายหุ้นที่มูลค่าของวันนี้ ถ้าแผนสำเร็จ มูลค่าในรอบถัดไปจะสูงกว่า การขายหุ้นเพิ่มในวันนี้จึงมีต้นทุนสูงกว่าที่เห็น
ข้อสมมติว่ามูลค่าไม่เปลี่ยนตามขนาดรอบเป็นการทำให้ง่ายขึ้น ในการเจรจาจริง นักลงทุนอาจไม่รับรอบที่ใหญ่ขึ้นที่มูลค่าเดิม ตารางนี้ใช้เพื่อเห็นราคาของเวลาที่ซื้อเพิ่ม
ระดมน้อยไปหรือมากไป เสียอะไร
- น้อยไป บริษัทต้องเริ่มระดมทุนอีกครั้งก่อนมีผลงานพอ เจรจาในฐานะฝ่ายที่ต้องการเงิน และผู้ก่อตั้งเสียเวลาไปกับการระดมทุนบ่อยขึ้น
- มากไป ผู้ถือหุ้นเดิมเสียสัดส่วนมากขึ้น และถ้ามูลค่าของรอบนี้สูงตามขนาดรอบ รอบถัดไปต้องมีผลงานพอที่จะได้มูลค่าสูงกว่าอีก ไม่เช่นนั้นจะเป็นรอบที่มูลค่าลดลง ซึ่งอาจทำให้เงื่อนไขกันการถูกลดสัดส่วนของนักลงทุนเดิมมีผล ดู Anti-dilution และ Pro-rata Rights
- เพดานคร่าว ๆ Paul Graham เสนอกฎคร่าว ๆ สำหรับเพดานของเงินที่ควรระดม คือจำนวนคนที่ตั้งใจจ้าง × ต้นทุนรวมต่อคนต่อเดือน × 18 เดือน โดยให้เหตุผลว่าต้นทุนเกือบทั้งหมดของ Startup ส่วนใหญ่ขึ้นกับจำนวนคน ตัวเลขต่อคนในบทความของเขาเป็นค่าใช้จ่ายในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2556 จึงต้องใช้ต้นทุนของบริษัทเองแทน และบวกค่าใช้จ่ายอื่นที่ไม่เกี่ยวกับคน เช่นค่าผลิต เพิ่มเข้าไป
อธิบายตัวเลขให้นักลงทุน
อธิบายขนาดรอบด้วยสิ่งที่เงินก้อนนี้ซื้อได้ ไม่ใช่แค่จำนวนเงิน ใน Pitch Deck และในการคุยกับนักลงทุน ให้ตอบได้ครบห้าข้อ
- ขนาดรอบ และ Milestone ที่เงินก้อนนี้พาไปถึง พร้อมตัวเลขและเดือนเป้าหมาย
- Runway กี่เดือน แยกเป็นช่วงจนถึง Milestone ช่วงระดมทุนรอบถัดไป และเงินสำรอง
- การใช้เงินแยกตามหมวด เช่นคน การตลาด และผลิตภัณฑ์ ที่ตรงกับแผนเงินสดรายเดือน
- ขนาดรอบขั้นต่ำที่ยังทำได้ และ Milestone ข้อไหนจะตัดหรือเลื่อนถ้าได้เงินน้อยกว่าเป้า
- สัดส่วนหุ้นหลังรับเงินตามตารางผู้ถือหุ้นที่อัปเดตแล้ว ดู Cap Table
เริ่มจากตรงไหน
- เขียน Milestone 2–3 ข้อที่นักลงทุนรอบถัดไปต้องเห็น พร้อมตัวเลขและเดือนเป้าหมาย
- วางแผนเงินสดรายเดือนจนถึง Milestone รวมแผนจ้างคน
- บวกเดือนที่ใช้ระดมทุนรอบถัดไปและเงินสำรอง แล้วใช้สูตรหาขนาดรอบ
- ทำตารางขนาดรอบ 3–4 แบบ เทียบ Runway กับสัดส่วนหุ้นที่มูลค่าที่คาดว่าจะตกลงได้
- เตรียมแผนขั้นต่ำว่าจะตัดอะไรถ้าได้เงินน้อยกว่าเป้า และเตรียมขั้นตอนเพิ่มทุนตามกฎหมาย ดู เพิ่มทุนเพื่อรับเงินนักลงทุน
บริษัทและตัวเลขในบทความเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อการอธิบาย ขนาดรอบ มูลค่า และเวลาที่ใช้ระดมทุนจริงขึ้นกับธุรกิจ ผลงาน และการเจรจากับนักลงทุนแต่ละราย