MRR, Churn และ Cohort: วัดรายได้ประจำรายเดือนให้รู้ว่าธุรกิจโตจริงหรือแค่เติมลูกค้าใหม่
วิธีนับ MRR ที่ไม่ปนรายการครั้งเดียว ทำสะพาน MRR ห้าส่วน วัด Churn สามแบบ และอ่านตาราง Cohort ว่าลูกค้ารุ่นใหม่อยู่นานขึ้นหรือไม่ พร้อมตัวอย่างตัวเลขทำตามได้ในสเปรดชีต
ในบทความนี้
ธุรกิจที่เก็บเงินลูกค้าเป็นรายเดือน เช่น ซอฟต์แวร์แบบสมาชิก บริการดูแลระบบ หรือสัญญาบำรุงรักษา มักดูแค่ยอดขายรวมของเดือนแล้วสรุปว่าธุรกิจโต แต่ยอดรวมซ่อนสองเรื่องที่สำคัญที่สุดไว้ คือลูกค้าเก่าอยู่ต่อแค่ไหน และรายได้ที่เพิ่มมาจากลูกค้าใหม่หรือจากลูกค้าเดิมที่ซื้อเพิ่ม
บทความนี้อธิบายวิธีวัดรายได้ประจำรายเดือน (Monthly Recurring Revenue: MRR) อัตราการเลิกใช้ (Churn) และการวิเคราะห์ตามกลุ่มลูกค้า (Cohort Analysis) ให้ถูก พร้อมตัวอย่างตัวเลขที่ทำตามได้ในสเปรดชีตธรรมดา
MRR คืออะไร และอะไรไม่ควรนับ
MRR คือรายได้ที่คาดว่าจะเกิดซ้ำทุกเดือนจากสัญญาหรือแผนสมาชิกที่ยังมีผลอยู่ ณ สิ้นเดือน ใช้ดูทิศทางของธุรกิจ ไม่ใช่ตัวเลขรายได้ในงบการเงิน ซึ่งต้องรับรู้ตามมาตรฐานบัญชีและอาจไม่ตรงกับ MRR
- นับ ค่าสมาชิกรายเดือนหลังหักส่วนลดที่ให้จริง และแผนรายปีที่หารด้วย 12 แล้ว
- ไม่นับ ค่าติดตั้ง ค่าวางระบบครั้งแรก ค่าฝึกอบรม ค่าที่ปรึกษาแบบครั้งเดียว และค่าฮาร์ดแวร์
- ไม่นับ ผู้ใช้ทดลองฟรี ลูกค้าที่ตกลงด้วยวาจาแต่ยังไม่มีสัญญา และใบเสนอราคาที่ยังไม่ปิด
- ไม่นับภาษีมูลค่าเพิ่ม ใช้ยอดก่อน VAT เสมอ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเอายอดขายเดือนเดียวคูณ 12 แล้วเรียกว่ารายได้ประจำต่อปี (ARR) บทความ 16 Startup Metrics ของ a16z เตือนว่าวิธีนี้มักทำให้ตัวเลขสูงเกินจริง เพราะปนรายการครั้งเดียวและยอดสัญญาที่ยังไม่ได้ส่งมอบบริการเข้าไปด้วย ลูกค้าที่จ่ายรายปีล่วงหน้า 120,000 บาท ไม่ได้ทำให้ MRR เดือนนั้นเพิ่ม 120,000 บาท แต่เพิ่ม 10,000 บาทต่อเดือนตลอดอายุสัญญา
สะพาน MRR: รายได้เดือนนี้มาจากไหน
แทนที่จะดูแค่ MRR ต้นเดือนกับปลายเดือน ให้แยกการเปลี่ยนแปลงออกเป็นห้าส่วน
MRR ปลายเดือน = MRR ต้นเดือน + ลูกค้าใหม่ + ขยาย (Expansion) − ลดแผน (Contraction) − เลิกใช้ (Churned)
ตัวอย่างสมมติ บริษัทซอฟต์แวร์บริหารร้านอาหารแบบสมาชิกรายเดือน ต้นเดือนมีลูกค้า 250 ราย MRR 500,000 บาท
| รายการ | MRR (บาท) | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| MRR ต้นเดือน | 500,000 | ลูกค้า 250 ราย |
| + ลูกค้าใหม่ | 40,000 | ลูกค้าใหม่ 20 ราย |
| + ขยาย | 25,000 | ลูกค้าเดิมเพิ่มสาขาหรืออัปเกรดแผน |
| − ลดแผน | −5,000 | ลูกค้าเดิมลดจำนวนผู้ใช้ |
| − เลิกใช้ | −15,000 | ลูกค้า 10 รายยกเลิก |
| MRR ปลายเดือน | 545,000 | ลูกค้า 260 ราย |
MRR โต 9% ในเดือนเดียว แต่สะพานนี้บอกมากกว่านั้น การเติบโต 45,000 บาทมาจากลูกค้าใหม่ 40,000 บาท และจากลูกค้าเดิมสุทธิ 5,000 บาท (25,000 − 5,000 − 15,000) ถ้าเดือนหน้าการหาลูกค้าใหม่ชะลอตัว ธุรกิจยังโตได้จากฐานลูกค้าเดิม ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี
Churn: วัดสามแบบ และอย่าดูแบบเดียว
ใช้ตัวเลขจากตัวอย่างเดิม ตัวหารทุกตัวคือยอดต้นเดือน ไม่รวมลูกค้าใหม่ที่เข้ามาระหว่างเดือน
Customer Churn = ลูกค้าที่เลิก ÷ ลูกค้าต้นเดือน = 10 ÷ 250 = 4.0%
Gross Revenue Churn = (ลดแผน + เลิกใช้) ÷ MRR ต้นเดือน = (5,000 + 15,000) ÷ 500,000 = 4.0%
Net Revenue Churn = (ลดแผน + เลิกใช้ − ขยาย) ÷ MRR ต้นเดือน = (20,000 − 25,000) ÷ 500,000 = −1.0%
Net Churn ติดลบหมายความว่าลูกค้าเดิมกลุ่มเดียวกันจ่ายเงินมากขึ้นกว่าต้นเดือน แม้จะมีคนเลิกใช้ ในอีกมุมหนึ่งคือ อัตราการรักษารายได้สุทธิ (Net Revenue Retention) = (500,000 + 25,000 − 5,000 − 15,000) ÷ 500,000 = 101%
a16z แนะนำให้ดู Gross Churn ควบคู่เสมอ เพราะ Net Churn เอายอดขยายมาหักกลบ ทำให้การสูญเสียลูกค้าดูน้อยกว่าที่เป็นจริง ในตัวอย่างนี้ 4% ต่อเดือนฟังดูไม่มาก แต่ถ้าเกิดต่อเนื่องทั้งปี
สัดส่วนลูกค้าที่เหลือหลัง 12 เดือน = (1 − 0.04) ยกกำลัง 12 = 0.96 ยกกำลัง 12 ≈ 61%
คือเสียลูกค้าเดิมราว 39% ต่อปี ต้องหาลูกค้าใหม่มาแทนเกือบสี่ในสิบทุกปีก่อนจะเริ่มโตได้ ตัวเลขนี้ไม่ใช่ 4% × 12 = 48% เพราะ Churn แต่ละเดือนคิดจากฐานลูกค้าที่เหลืออยู่ ซึ่งเล็กลงเรื่อย ๆ
Cohort: ลูกค้ารุ่นใหม่อยู่นานกว่ารุ่นเก่าหรือไม่
Churn เฉลี่ยของทั้งบริษัทปนลูกค้าที่อยู่มาสามปีกับลูกค้าที่เพิ่งสมัครเดือนที่แล้วเข้าด้วยกัน การวิเคราะห์ Cohort แยกลูกค้าเป็นรุ่นตามเดือนหรือไตรมาสที่เริ่มใช้ แล้วติดตามว่าแต่ละรุ่นยังจ่ายเงินอยู่เท่าไรในเดือนต่อ ๆ ไป โดยตั้ง MRR เดือนแรกของรุ่นเป็น 100%
ตัวอย่างสมมติ เทียบสองรุ่นของบริษัทเดิม
| รุ่น | เดือน 0 | เดือน 1 | เดือน 2 | เดือน 3 | เดือน 4 | เดือน 5 | เดือน 6 |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| สมัครเดือนมกราคม | 100% | 88% | 82% | 78% | 76% | 75% | 75% |
| สมัครเดือนเมษายน | 100% | 93% | 89% | 87% | – | – | – |
a16z ชี้ให้ดูสองแนวโน้มในตาราง Cohort
- เส้นของแต่ละรุ่นแบนลงหรือไม่ รุ่นมกราคมหยุดลดที่ราว 75% แปลว่ามีกลุ่มลูกค้าที่ใช้งานจริงและอยู่ต่อ ถ้าเส้นลดไม่หยุด ธุรกิจจะต้องเติมลูกค้าใหม่ไปตลอด
- รุ่นใหม่ดีกว่ารุ่นเก่าที่อายุเท่ากันหรือไม่ ในเดือนที่ 3 รุ่นเมษายนเหลือ 87% เทียบกับ 78% ของรุ่นมกราคม เป็นสัญญาณว่าสินค้า การเริ่มต้นใช้งาน หรือการเลือกกลุ่มลูกค้าดีขึ้น
ถ้ารุ่นใหม่แย่กว่ารุ่นเก่า มักเป็นเพราะช่องทางหาลูกค้าใหม่ดึงคนที่ไม่ตรงกลุ่มเข้ามา เช่น โปรโมชันลดราคาแรง ๆ ควรตรวจก่อนเพิ่มงบการตลาด
ข้อผิดพลาดที่ทำให้ตัวเลขดูดีเกินจริง
- นับเงินรับล่วงหน้ารายปีเป็น MRR ทั้งก้อน ในเดือนที่ได้รับเงิน
- รวมค่าติดตั้งและค่าบริการครั้งเดียว เข้าไปใน MRR หรือ ARR
- เอาลูกค้าใหม่ระหว่างเดือนไปรวมในตัวหาร ทำให้ Churn ดูต่ำลง
- รายงานแต่ Net Churn โดยไม่บอก Gross Churn
- นับลูกค้าที่หยุดชั่วคราวหรือค้างชำระนานเป็นลูกค้าที่ยังอยู่ ควรตั้งกติกาให้ชัด เช่น ค้างชำระเกินกี่วันถือว่าเลิกใช้ แล้วใช้กติกาเดียวทุกเดือน
นักลงทุนที่ทำ Due Diligence มักขอข้อมูลรายลูกค้ารายเดือนมาคำนวณเอง ตัวเลขที่ใช้นิยามต่างจากที่นำเสนอจะถูกพบในขั้นนี้ และทำให้ความน่าเชื่อถือของตัวเลขอื่นลดลงไปด้วย
เริ่มจากตรงไหน
- ทำตารางรายลูกค้ารายเดือน แถวละหนึ่งลูกค้า คอลัมน์ละหนึ่งเดือน ใส่ MRR ก่อน VAT ของลูกค้านั้น ไม่รวมรายการครั้งเดียว และมีคอลัมน์เดือนที่เริ่มใช้
- เขียนนิยามไว้หนึ่งหน้า ว่าอะไรนับเป็น MRR แผนรายปีคิดอย่างไร และเมื่อไรถือว่าลูกค้าเลิกใช้
- ทำสะพาน MRR ทุกเดือน แยกห้าส่วนตามตัวอย่าง สูตรในสเปรดชีตเทียบคอลัมน์เดือนนี้กับเดือนก่อนของแต่ละลูกค้าก็พอ
- รายงาน Churn ทั้งสามแบบ พร้อม Net Revenue Retention
- ทำตาราง Cohort ทุกไตรมาส แล้วดูว่าเส้นแบนลงหรือไม่ และรุ่นใหม่ดีขึ้นหรือไม่
เมื่อมีตัวเลขชุดนี้ การตัดสินใจเรื่องงบหาลูกค้าใหม่ การปรับราคา และการลงทุนในทีมดูแลลูกค้าจะมีพื้นฐานจากข้อมูล ไม่ใช่จากยอดขายรวมของเดือนล่าสุด
ตัวเลขทั้งหมดในบทความเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อการอธิบาย ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม