กำไรส่วนเกินรายสินค้า: สินค้าตัวไหนทำเงินจริง และเมื่อไรไม่ควรเลิกขาย

เฉลี่ยค่าเช่าและเงินเดือนลงสินค้าแต่ละตัวอาจทำให้เลิกขายสินค้าที่ช่วยจ่ายต้นทุนอยู่ ใช้กำไรส่วนเกิน (Contribution Margin) ดูว่าตัวไหนทำเงิน และควรผลิตอะไรก่อนเมื่อกำลังผลิตเต็ม

ตัวเลข 12 ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างแท่งกราฟสามแท่ง แท่งขวาสุดสีดำ
ในบทความนี้
  1. กำไรส่วนเกินบอกอะไร
  2. ตัวอย่าง: ร้านเบเกอรี่สามสินค้า
  3. กับดักของการเฉลี่ยต้นทุนคงที่
  4. เมื่อทรัพยากรมีจำกัด ดูกำไรส่วนเกินต่อหน่วยของสิ่งที่ขาด
  5. ข้อควรระวังก่อนใช้ตัวเลข
  6. เริ่มทำกับกิจการของคุณ

เจ้าของกิจการที่ขายสินค้าหลายตัวมักอยากรู้ว่าตัวไหนทำเงินจริง ตัวไหนควรเลิก วิธีที่ใช้บ่อยคือเอาค่าเช่า เงินเดือน และค่าใช้จ่ายคงที่อื่น ๆ มาเฉลี่ยลงสินค้าแต่ละตัว แล้วดูว่าตัวไหนขาดทุน วิธีนี้ดูละเอียด แต่ทำให้ตัดสินใจผิดได้ง่าย เพราะค่าเช่าไม่ได้หายไปเมื่อเลิกขายสินค้าตัวหนึ่ง

บทความนี้ใช้กำไรส่วนเกิน (Contribution Margin) วิเคราะห์ว่าสินค้าแต่ละตัวช่วยจ่ายต้นทุนคงที่ได้เท่าไร เมื่อไรควรเลิกขายจริง และเมื่อเครื่องจักร เตาอบ หรือชั่วโมงทำงานมีจำกัด ควรให้น้ำหนักกับสินค้าตัวไหน ตัวอย่างทั้งหมดเป็นตัวอย่างสมมติที่เปลี่ยนเป็นตัวเลขของกิจการคุณได้ทันที

กำไรส่วนเกินบอกอะไร

กำไรส่วนเกินคือราคาขายหักต้นทุนผันแปร หรือต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทุกครั้งที่ขายเพิ่มหนึ่งหน่วย เช่น วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าคอมมิชชัน และค่าธรรมเนียมช่องทางขาย เงินส่วนที่เหลือนี้ใช้จ่ายต้นทุนคงที่ เมื่อจ่ายครบแล้วจึงเป็นกำไร

กำไรส่วนเกินต่อหน่วย = ราคาขาย − ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย

อัตรากำไรส่วนเกิน = กำไรส่วนเกินต่อหน่วย ÷ ราคาขาย

กำไรจากการดำเนินงาน = กำไรส่วนเกินรวมของทุกสินค้า − ต้นทุนคงที่รวม

อัตรากำไรส่วนเกินบอกว่ายอดขายทุก 100 บาทเหลือไว้จ่ายต้นทุนคงที่เท่าไร ตัวเลขนี้ใช้เทียบสินค้าที่ราคาต่างกันมากได้ดีกว่ากำไรต่อชิ้น

ตัวอย่าง: ร้านเบเกอรี่สามสินค้า

ตัวอย่างสมมติ ร้านเบเกอรี่ส่งขายให้ร้านกาแฟและร้านค้า ทำสินค้าสามตัว ตัวเลขต่อเดือนเป็นดังนี้

สินค้า ราคา (บาท) ต้นทุนผันแปร (บาท) กำไรส่วนเกินต่อชิ้น (บาท) อัตรากำไรส่วนเกิน ขายต่อเดือน (ชิ้น) กำไรส่วนเกินรวม (บาท)
ขนมปังแซนด์วิช 40 22 18 45.0% 3,000 54,000
ครัวซองต์ 35 15 20 57.1% 2,000 40,000
เค้กชิ้น 60 42 18 30.0% 1,000 18,000
รวม 44.8% 112,000

รายได้รวม 250,000 บาท ต้นทุนคงที่ต่อเดือน 90,000 บาท ได้แก่ ค่าเช่า เงินเดือนพนักงาน ค่าเสื่อมราคาเตาอบ และค่าจ้างพนักงานแต่งเค้กแบบพาร์ตไทม์ 10,000 บาท กำไรจากการดำเนินงานคือ 112,000 − 90,000 = 22,000 บาท

กับดักของการเฉลี่ยต้นทุนคงที่

ถ้าเฉลี่ยต้นทุนคงที่ 90,000 บาทตามสัดส่วนรายได้ ขนมปังรับ 48% เท่ากับ 43,200 บาท ครัวซองต์รับ 28% เท่ากับ 25,200 บาท และเค้กรับ 24% เท่ากับ 21,600 บาท ผลที่ได้คือ

สินค้า กำไรส่วนเกิน (บาท) ต้นทุนคงที่ที่เฉลี่ยมา (บาท) กำไรหลังเฉลี่ย (บาท)
ขนมปังแซนด์วิช 54,000 43,200 10,800
ครัวซองต์ 40,000 25,200 14,800
เค้กชิ้น 18,000 21,600 −3,600
รวม 112,000 90,000 22,000

ตารางนี้ชวนให้คิดว่าเลิกขายเค้กแล้วกำไรจะเพิ่มขึ้น 3,600 บาท แต่เมื่อเลิกขายจริง ต้นทุนคงที่ที่หายไปมีแค่ค่าจ้างพนักงานแต่งเค้ก 10,000 บาท ค่าเช่า เงินเดือนประจำ และค่าเสื่อมราคาเตาอบยังอยู่ครบ

กำไรหลังเลิกขายเค้ก = (112,000 − 18,000) − (90,000 − 10,000) = 94,000 − 80,000 = 14,000 บาท

กำไรลดลงจาก 22,000 เหลือ 14,000 บาท เพราะเค้กให้กำไรส่วนเกิน 18,000 บาท มากกว่าต้นทุนคงที่ที่ประหยัดได้ 10,000 บาท ตัวเลขที่ควรใช้ตัดสินใจคือ กำไรส่วนเกินหักต้นทุนคงที่ที่จะหายไปจริงเมื่อเลิกสินค้านั้น ในกรณีนี้เท่ากับ 18,000 − 10,000 = 8,000 บาทต่อเดือน ตราบใดที่ตัวเลขนี้เป็นบวก การเลิกขายจะทำให้กำไรรวมลดลง ต้นทุนคงที่ที่ถูกเฉลี่ยมาแต่ไม่หายไปเมื่อตัดสินใจ ไม่ควรนำมาใช้ตัดสินใจ

เมื่อทรัพยากรมีจำกัด ดูกำไรส่วนเกินต่อหน่วยของสิ่งที่ขาด

ถ้ากำลังผลิตเหลือ ทุกสินค้าที่มีกำไรส่วนเกินเป็นบวกควรขายเพิ่ม แต่เมื่อมีทรัพยากรที่เต็ม เช่น เตาอบ ชั่วโมงช่าง หรือพื้นที่วางของบนชั้น คำถามเปลี่ยนเป็น "ทรัพยากรที่ขาดหนึ่งหน่วยควรใช้ทำอะไร" ต้องจัดอันดับสินค้าด้วยกำไรส่วนเกินต่อหน่วยของทรัพยากรนั้น ไม่ใช่กำไรส่วนเกินต่อชิ้น

ในตัวอย่าง เตาอบใช้เต็ม 13,500 นาทีต่อเดือน (225 ชั่วโมง) แต่ละสินค้าใช้เวลาเตาไม่เท่ากัน

สินค้า เวลาเตาต่อชิ้น (นาที) เวลาเตาทั้งเดือน (นาที) กำไรส่วนเกินต่อนาทีเตา (บาท)
ขนมปังแซนด์วิช 2 6,000 9.00
ครัวซองต์ 3 6,000 6.67
เค้กชิ้น 1.5 1,500 12.00

ครัวซองต์มีกำไรส่วนเกินต่อชิ้นสูงสุด แต่ใช้เตานานที่สุด ส่วนเค้กซึ่งดูขาดทุนในตารางเฉลี่ยต้นทุน กลับทำเงินได้มากที่สุดต่อนาทีเตา ถ้ามีลูกค้าขอเค้กเพิ่ม 500 ชิ้นต่อเดือน ร้านต้องใช้เตาเพิ่ม 750 นาที ซึ่งได้มาจากการลดครัวซองต์ 250 ชิ้น

กำไรส่วนเกินที่เพิ่ม = (500 × 18) − (250 × 20) = 9,000 − 5,000 = 4,000 บาทต่อเดือน

กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มเป็น 26,000 บาท โดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม การคำนวณนี้สมมติว่าลูกค้าที่ได้ครัวซองต์น้อยลงยังซื้อสินค้าอื่นจากร้านเท่าเดิม ถ้าสินค้าสองตัวขายพ่วงกัน ให้คิดผลกระทบนั้นรวมด้วย

กราฟแท่งแนวนอนเทียบกำไรจากการดำเนินงานต่อเดือนของร้านเบเกอรี่ตัวอย่าง แผนปัจจุบัน 22,000 บาท เลิกขายเค้ก 14,000 บาท เพิ่มเค้ก 500 ชิ้นและลดครัวซองต์ 250 ชิ้น 26,000 บาท
สินค้าที่ดูขาดทุนหลังเฉลี่ยต้นทุนคงที่ กลับเป็นตัวที่ควรขายเพิ่มเมื่อเตาอบเต็ม

ข้อควรระวังก่อนใช้ตัวเลข

  • แยกต้นทุนผันแปรให้ครบ นอกจากวัตถุดิบ ให้รวมบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่งต่อออเดอร์ ค่าคอมมิชชันของพนักงานขาย และค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มหรือบัตรเครดิต ซึ่งมักถูกลืม
  • ต้นทุนบางอย่างคงที่แค่ช่วงสั้น ค่าแรงที่จ่ายเป็นรายเดือนดูเหมือนคงที่ แต่ถ้ายอดขายโตจนต้องจ้างกะเพิ่ม ต้นทุนนั้นจะกระโดด
  • คิดตามช่องทางและลูกค้าด้วย สินค้าตัวเดียวกันที่ขายผ่านแพลตฟอร์มที่เก็บค่าธรรมเนียมสูง อาจมีกำไรส่วนเกินต่างจากขายส่งมาก
  • สัดส่วนการขายเปลี่ยน กำไรเปลี่ยน อัตรากำไรส่วนเกินรวม 44.8% ในตัวอย่างเป็นค่าเฉลี่ยถ่วงตามยอดขาย ถ้าขายเค้กมากขึ้น ตัวเลขรวมจะลดลงแม้กำไรเงินบาทเพิ่มขึ้น
  • สินค้าบางตัวมีเหตุผลที่ไม่ใช่ตัวเลข เช่น เป็นสินค้าที่ลูกค้ารายใหญ่ซื้อพ่วงกับตัวอื่น การเลิกขายอาจทำให้เสียลูกค้าทั้งราย

เริ่มทำกับกิจการของคุณ

  1. ทำตารางกำไรส่วนเกินของสินค้า 10 ตัวที่ขายมากที่สุด ใช้ราคาขายจริงหลังส่วนลด และต้นทุนผันแปรจากใบแจ้งหนี้ล่าสุด
  2. เรียงตามอัตรากำไรส่วนเกิน สินค้าที่อัตราต่ำมากหรือติดลบเป็นตัวแรกที่ต้องทบทวนราคาหรือต้นทุน
  3. แยกต้นทุนคงที่ที่ผูกกับสินค้าเฉพาะตัว เช่น พนักงานหรือเครื่องมือที่ใช้กับสินค้านั้นอย่างเดียว เพื่อรู้ว่าถ้าเลิกขายจะประหยัดได้เท่าไรจริง
  4. หาทรัพยากรที่เต็มก่อน เครื่องจักร คน หรือพื้นที่ แล้วคำนวณกำไรส่วนเกินต่อหน่วยของทรัพยากรนั้นเพื่อจัดลำดับการผลิตและการขาย
  5. ทบทวนทุกไตรมาส หรือทุกครั้งที่ราคาวัตถุดิบหรือค่าธรรมเนียมช่องทางขายเปลี่ยน

ตารางกำไรส่วนเกินไม่ได้บอกทุกอย่าง แต่ช่วยให้คำถามว่า "สินค้าตัวไหนทำเงิน" มีคำตอบที่ตรวจสอบได้ และป้องกันการตัดสินใจเลิกสินค้าที่จริง ๆ แล้วช่วยจ่ายค่าเช่าอยู่

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี