ตั้งราคาจากคุณค่า ไม่ใช่ต้นทุนบวกกำไร: วิธีหาราคาที่ลูกค้ายอมจ่ายสำหรับ SME

ทำไมราคาขยับ 1% จึงกระทบกำไรแรงกว่าต้นทุนและยอดขาย วิธีคำนวณคุณค่าในมุมลูกค้าทีละขั้น ตารางเช็กว่าขึ้นราคาแล้วเสียยอดขายได้แค่ไหน และกฎหมายแสดงราคาที่ผู้ขายต้องทำตาม

ตัวเลข 11.1% ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างแท่งกราฟสี่แท่งที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ โดยแท่งที่สามเป็นสีดำ แทนราคาที่ตั้งจากคุณค่า
ในบทความนี้
  1. ราคาขยับนิดเดียว กำไรขยับมาก
  2. ต้นทุนบวกกำไรผิดตรงไหน
  3. คำนวณคุณค่าในมุมลูกค้า
  4. ขึ้นราคาแล้วเสียลูกค้าได้มากแค่ไหน
  5. ลูกค้าแต่ละกลุ่มเห็นคุณค่าไม่เท่ากัน
  6. ตั้งราคาจากคุณค่าภายใต้กฎหมายไทย
  7. เริ่มต้นกับสินค้าหนึ่งตัว

SME จำนวนมากตั้งราคาด้วยวิธีเดียวกัน คือเอาต้นทุนมาบวกกำไรที่อยากได้ แล้วดูว่าคู่แข่งขายเท่าไร วิธีนี้ง่ายและรู้สึกปลอดภัย แต่ไม่มีขั้นไหนถามว่าลูกค้าได้อะไรจากสินค้าของเรา และยอมจ่ายเท่าไรสำหรับสิ่งนั้น ผลคือสินค้าที่ดีกว่าคู่แข่งชัดเจนมักถูกขายในราคาเกือบเท่าคู่แข่ง

บทความนี้อธิบายว่าทำไมราคาเป็นตัวเลขที่ส่งผลต่อกำไรแรงที่สุด วิธีคำนวณคุณค่าในมุมลูกค้า (Economic Value) ทีละขั้น วิธีเช็กว่าขึ้นราคาแล้วเสียลูกค้าได้มากแค่ไหนก่อนกำไรจะลด และกฎหมายเรื่องราคาที่ผู้ขายในไทยต้องทำตาม

ราคาขยับนิดเดียว กำไรขยับมาก

ในบทความ "Managing Price, Gaining Profit" ของ Harvard Business Review ปี 2535 ทีมของ McKinsey วิเคราะห์ตัวเลขเฉลี่ยของบริษัท 2,463 แห่ง แล้วเทียบว่าถ้าปรับปัจจัยแต่ละตัวดีขึ้น 1% กำไรจากการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นเท่าไร

ปรับดีขึ้น 1% กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น
ราคา 11.1%
ต้นทุนผันแปร 7.8%
ปริมาณขาย 3.3%
ต้นทุนคงที่ 2.3%

เหตุผลคือราคาที่เพิ่มขึ้นทุกบาทกลายเป็นกำไรทั้งบาท ไม่มีต้นทุนผลิตหรือส่งของเพิ่ม ตัวเลขนี้ใช้ได้ทั้งสองทาง บทความเดียวกันเตือนว่าการลดราคาลง 1% ในบริษัทที่มีตัวเลขแบบค่าเฉลี่ยนี้ ทำให้กำไรจากการดำเนินงานหายไป 11.1% ตัวเลขของกิจการคุณจะต่างไปตามอัตรากำไร แต่ทิศทางเดียวกัน ยิ่งอัตรากำไรต่ำ ราคายิ่งมีผลแรง

ต้นทุนบวกกำไรผิดตรงไหน

การตั้งราคาแบบต้นทุนบวกกำไร (Cost-plus Pricing) มีปัญหาสามข้อ

  • ลูกค้าไม่สนใจต้นทุนของเรา ลูกค้าเทียบราคากับทางเลือกอื่นที่มี และกับสิ่งที่ตัวเองได้รับ ไม่ได้เทียบกับต้นทุนการผลิต
  • ราคาผูกกับประสิทธิภาพของเราเอง โรงงานที่ทำงานได้ประสิทธิภาพดีขึ้นจนต้นทุนลด จะลดราคาตามโดยอัตโนมัติ ส่วนกิจการที่ต้นทุนบานกลับตั้งราคาสูงขึ้น ทั้งที่ลูกค้าไม่ได้อะไรเพิ่ม
  • ทิ้งเงินไว้บนโต๊ะ สินค้าที่ช่วยลูกค้าประหยัดหรือสร้างรายได้มาก ถูกขายในราคาที่สะท้อนแค่ต้นทุน

ต้นทุนยังสำคัญ แต่ทำหน้าที่เป็นพื้น คือราคาต่ำสุดที่ยอมขาย ส่วนเพดานคือคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ ราคาที่ดีอยู่ระหว่างสองจุดนี้ การตั้งราคาจากคุณค่า (Value-based Pricing) คือการหาเพดานให้เจอก่อน แล้วตัดสินใจว่าจะแบ่งคุณค่าส่วนนั้นให้ลูกค้าเท่าไร

คำนวณคุณค่าในมุมลูกค้า

วิธีที่ใช้กันแพร่หลายในตำราการตั้งราคาคือคำนวณคุณค่าทางเศรษฐกิจ (Economic Value) จากสองส่วน

คุณค่าทางเศรษฐกิจ = คุณค่าอ้างอิง + คุณค่าส่วนต่าง

คุณค่าอ้างอิง = ราคาของทางเลือกที่ดีที่สุดถัดไปของลูกค้า

คุณค่าส่วนต่าง = สิ่งที่ลูกค้าได้เพิ่มจากเรา − สิ่งที่ลูกค้าเสียเพิ่มเพราะเลือกเรา

"ทางเลือกที่ดีที่สุดถัดไป" คือสิ่งที่ลูกค้าจะทำถ้าไม่ซื้อจากเรา อาจเป็นสินค้าคู่แข่ง การทำเอง หรือการไม่ทำอะไรเลยก็ได้ ส่วนคุณค่าส่วนต่างต้องคิดเป็นเงิน เช่น เวลาที่ประหยัดได้ ของเสียที่ลดลง หรือยอดขายที่เพิ่มขึ้น

ตัวอย่าง

ตัวอย่างสมมติ SME แห่งหนึ่งผลิตน้ำยาทำความสะอาดพื้นสูตรเข้มข้นขายให้โรงแรม แกลลอนละ 5 ลิตร ผสมน้ำได้ 150 ลิตร ส่วนยี่ห้อที่โรงแรมใช้อยู่ราคาแกลลอนละ 600 บาท ผสมน้ำได้ 100 ลิตร

รายการ (ต่อหนึ่งแกลลอนของเรา) บาท
คุณค่าอ้างอิง: ยี่ห้อเดิม 1.5 แกลลอน ให้น้ำยาพร้อมใช้ 150 ลิตรเท่ากัน 900
บวก พื้นแห้งเร็วกว่า ประหยัดเวลาแม่บ้าน (โรงแรมประเมินเอง) 200
หัก ต้องอบรมพนักงานและเปลี่ยนผู้ขายรายใหม่ −100
คุณค่าทางเศรษฐกิจ 1,000

ต้นทุนผันแปรของผู้ผลิตแกลลอนละ 300 บาท ถ้าตั้งราคาแบบต้นทุนบวกกำไร 50% จะขายแกลลอนละ 450 บาท ซึ่งต่ำกว่าคุณค่าที่โรงแรมได้รับถึง 550 บาท ถ้าตั้งราคา 800 บาทแทน โรงแรมยังประหยัดได้ 200 บาทต่อแกลลอนเมื่อเทียบกับทางเลือกเดิม จึงมีเหตุผลที่จะเปลี่ยน ขณะที่กำไรขั้นต้นของผู้ผลิตเพิ่มจาก 150 บาทเป็น 500 บาทต่อแกลลอน

กราฟแท่งเทียบราคาต่อแกลลอน ต้นทุนผันแปร 300 บาท ราคาแบบต้นทุนบวกกำไร 50% เท่ากับ 450 บาท ราคาจากคุณค่า 800 บาท และคุณค่าทางเศรษฐกิจที่ลูกค้าได้รับ 1,000 บาท
ราคาจากคุณค่ายังต่ำกว่าคุณค่าที่ลูกค้าได้รับ 200 บาท ลูกค้าจึงยังมีเหตุผลที่จะซื้อ

อย่าตั้งราคาเท่ากับคุณค่าทางเศรษฐกิจพอดี เพราะลูกค้าไม่มีเหตุผลที่จะเปลี่ยนผู้ขาย และตัวเลขฝั่งคุณค่าส่วนต่างมักเป็นการประเมิน ซึ่งลูกค้าอาจเชื่อไม่เต็มร้อย การแบ่งคุณค่าส่วนหนึ่งคืนให้ลูกค้าคือสิ่งที่ทำให้การขายเกิดขึ้นได้

ขึ้นราคาแล้วเสียลูกค้าได้มากแค่ไหน

ความกลัวที่ใหญ่ที่สุดของการขึ้นราคาคือเสียลูกค้า คำถามที่ควรถามคือเสียได้มากแค่ไหนก่อนกำไรจะลดลง คำตอบขึ้นกับอัตรากำไรส่วนเกิน (Contribution Margin) คือราคาลบต้นทุนผันแปร หารด้วยราคา

ขึ้นราคา: ยอดขายลดลงได้ไม่เกิน = % ที่ขึ้นราคา ÷ (อัตรากำไรส่วนเกิน + % ที่ขึ้นราคา)

ลดราคา: ยอดขายต้องเพิ่มอย่างน้อย = % ที่ลดราคา ÷ (อัตรากำไรส่วนเกิน − % ที่ลดราคา)

อัตรากำไรส่วนเกิน ขึ้นราคา 5% ยอดขายลดได้ไม่เกิน ลดราคา 5% ยอดขายต้องเพิ่มอย่างน้อย
20% 20.0% 33.3%
30% 14.3% 20.0%
40% 11.1% 14.3%
50% 9.1% 11.1%

อ่านตารางนี้แบบนี้ กิจการที่มีอัตรากำไรส่วนเกิน 20% ถ้าลดราคา 5% ต้องขายได้มากขึ้นอย่างน้อยหนึ่งในสามเพื่อให้กำไรรวมเท่าเดิม ส่วนถ้าขึ้นราคา 5% เสียยอดขายได้ถึง 20% ก่อนกำไรจะลด กิจการที่อัตรากำไรบางจึงควรระวังการลดราคาเป็นพิเศษ ตัวเลขนี้คิดเฉพาะกำไรส่วนเกิน ไม่รวมผลระยะยาว เช่น ลูกค้าที่จากไปแล้วไม่กลับมา

ลูกค้าแต่ละกลุ่มเห็นคุณค่าไม่เท่ากัน

ลูกค้าทุกรายไม่ได้รับคุณค่าเท่ากัน ในตัวอย่างน้ำยาทำความสะอาด โรงแรมใหญ่ที่จ้างแม่บ้านหลายสิบคนประหยัดเวลาได้มากกว่าเกสต์เฮาส์ห้าห้อง ราคาเดียวจึงแพงเกินไปสำหรับกลุ่มหนึ่งและถูกเกินไปสำหรับอีกกลุ่ม

  • แบ่งเป็นแพ็กเกจ เช่น สามระดับ ระดับพื้นฐานสำหรับลูกค้าที่ดูราคาเป็นหลัก ระดับบนเพิ่มบริการที่ลูกค้ารายใหญ่ให้คุณค่า เช่น ส่งของตามรอบ หรืออบรมพนักงานให้
  • ตั้งเงื่อนไขส่วนลดให้มีเหตุผล ส่วนลดควรแลกกับสิ่งที่มีคุณค่ากับเรา เช่น สั่งปริมาณมาก จ่ายเงินเร็ว หรือทำสัญญายาว ไม่ใช่ให้เพราะลูกค้าต่อรองเก่ง
  • ดูราคาที่ได้จริง บทความของ Harvard Business Review ฉบับเดิมเรียกราคาหลังหักส่วนลดทุกประเภท ทั้งส่วนลดเงินสด ค่าส่งเสริมการขาย และของแถม ว่า Pocket Price ราคาบนใบเสนอราคาอาจดูดี แต่ราคาที่เหลือเข้ากระเป๋าจริงอาจต่ำกว่ามาก

ตั้งราคาจากคุณค่าภายใต้กฎหมายไทย

การตั้งราคาจากคุณค่าไม่ได้หมายถึงตั้งราคาตามใจ ผู้ขายในไทยต้องทำตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งกรมการค้าภายในดูแล

  • แสดงราคาให้ชัดเจน ทั้งหน้าร้านและออนไลน์ การไม่ปิดป้ายแสดงราคามีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
  • ขายออนไลน์ห้ามให้ทัก Inbox ถามราคา ตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ ฉบับที่ 70 พ.ศ. 2563 ต้องแสดงชื่อสินค้า ราคา และค่าบริการอื่น เช่น ค่าส่ง ให้เห็นชัด โทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท
  • เช็กว่าสินค้าอยู่ในรายการสินค้าและบริการควบคุมหรือไม่ เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 กระทรวงพาณิชย์ประกาศคงรายการสินค้าและบริการควบคุมไว้ 66 รายการต่ออีกหนึ่งปี สินค้าบางรายการมีมาตรการ เช่น ต้องแจ้งหรือขออนุญาตก่อนปรับราคา
  • ห้ามจำหน่ายในราคาสูงเกินสมควรหรือกักตุนสินค้า โทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ราคาที่อ้างอิงจากคุณค่าที่พิสูจน์ได้ และแสดงอย่างเปิดเผย อยู่คนละฝั่งกับการฉวยโอกาสขึ้นราคา แต่ถ้าสินค้าของคุณอยู่ในรายการควบคุม ให้ตรวจเงื่อนไขกับกรมการค้าภายใน (สายด่วน 1569) ก่อนเปลี่ยนราคา

เริ่มต้นกับสินค้าหนึ่งตัว

  1. เลือกสินค้าหรือบริการที่ขายดีที่สุดหนึ่งตัว แล้วคำนวณต้นทุนผันแปรและอัตรากำไรส่วนเกินปัจจุบัน
  2. คุยกับลูกค้าห้าถึงสิบราย ถามว่าถ้าไม่ซื้อจากเรา จะใช้อะไรแทน และสินค้าของเราช่วยประหยัดหรือสร้างรายได้ตรงไหน
  3. คำนวณคุณค่าทางเศรษฐกิจตามสูตร โดยแยกตามกลุ่มลูกค้าหลักอย่างน้อยสองกลุ่ม
  4. ใช้ตารางด้านบนดูว่าถ้าขึ้นราคา จะเสียยอดขายได้มากแค่ไหน แล้วเลือกราคาที่ยังทิ้งคุณค่าส่วนหนึ่งไว้ให้ลูกค้า
  5. ทดลองราคาใหม่กับลูกค้าใหม่ก่อน ติดตามอัตราปิดการขายและเหตุผลที่แพ้ดีลสักสองถึงสามเดือน ถ้าแทบไม่เคยแพ้เพราะราคาเลย อาจเป็นสัญญาณว่ายังตั้งราคาต่ำไป

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี