ค่าคอมมิชชันพนักงานขาย: จ่ายตามกำไรขั้นต้นแทนยอดขาย ให้ส่วนลดไม่กินกำไร

ส่วนลด 10% ที่อัตรากำไรขั้นต้น 30% ทำให้กำไรขั้นต้นหายไป 33.3% แต่คอมมิชชันตามยอดขายลดแค่ 10% ตัวอย่างเทียบสองแบบ วิธีนิยามกำไรที่ใช้คิด ตั้งอัตรา เกณฑ์ขั้นต่ำ และการจ่ายเมื่อเก็บเงินได้

ตัวเลข 33.3% ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างตาชั่งลายเส้นที่จาน GP มีลูกตุ้มสีดำและเอียงต่ำกว่าจาน REV
ในบทความนี้
  1. ส่วนลดกินกำไรขั้นต้นมากกว่าที่เห็น
  2. เทียบสองแบบด้วยตัวเลข
  3. ออกแบบแผนคอมมิชชันตามกำไรขั้นต้น
  4. ข้อมูลที่ต้องพร้อมก่อนเปลี่ยน
  5. ภาษีและการเปลี่ยนแผนกับทีมเดิม
  6. เริ่มจากตรงไหน

บริษัทจำนวนมากจ่ายค่าคอมมิชชันพนักงานขายเป็นร้อยละของยอดขาย เพราะคำนวณง่ายและพนักงานเข้าใจทันที แต่แผนแบบนี้มีจุดอ่อนที่เห็นชัดเมื่อพนักงานให้ส่วนลด ส่วนลดทุกบาทหักออกจากกำไรขั้นต้น (Gross Profit) ของบริษัทเต็มจำนวน ขณะที่คอมมิชชันของพนักงานลดลงเพียงเล็กน้อย พนักงานจึงปิดการขายด้วยส่วนลดได้โดยแทบไม่เสียอะไร และบริษัทเป็นฝ่ายรับต้นทุนเกือบทั้งหมด

บทความนี้แสดงด้วยตัวเลขว่าส่วนลดกระทบกำไรขั้นต้นมากกว่าที่เห็นอย่างไร เทียบคอมมิชชันตามยอดขายกับคอมมิชชันตามกำไรขั้นต้น แล้วให้วิธีออกแบบแผนใหม่ ตั้งแต่นิยามกำไรที่ใช้คิด อัตรา เกณฑ์ขั้นต่ำ การจ่ายเมื่อเก็บเงินได้ จนถึงขั้นตอนเปลี่ยนแผนกับทีมขายเดิม

ส่วนลดกินกำไรขั้นต้นมากกว่าที่เห็น

ต้นทุนสินค้าไม่ได้ลดลงเมื่อให้ส่วนลด ราคาที่ลดไปจึงหายไปจากกำไรขั้นต้นทั้งหมด ผลต่อกำไรขั้นต้นคำนวณได้จากอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ของสินค้านั้น

กำไรขั้นต้นที่ลดลง (%) = ส่วนลด (% ของราคาเต็ม) ÷ อัตรากำไรขั้นต้นที่ราคาเต็ม (%)

สินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้น 30% ถ้าให้ส่วนลด 10% กำไรขั้นต้นของดีลนั้นลดลง 10 ÷ 30 = 33.3% ถ้าอัตรากำไรขั้นต้นมีเพียง 20% ส่วนลดเท่ากันทำให้กำไรขั้นต้นหายไปครึ่งหนึ่ง แต่ถ้าคอมมิชชันคิดจากยอดขาย คอมมิชชันของพนักงานลดลงแค่ 10% เท่ากับส่วนลด ส่วนลดครั้งเดียวกันจึงมีน้ำหนักต่างกันมากสำหรับพนักงานกับสำหรับบริษัท

ด้วยเหตุผลเดียวกัน การขึ้นราคาจะไม่เกิดผลถ้าทีมขายคืนส่วนลดให้ลูกค้าไปเรื่อย ๆ ดูการคำนวณฝั่งราคาใน ขึ้นราคาอย่างไรไม่เสียลูกค้า

เทียบสองแบบด้วยตัวเลข

ตัวอย่างสมมติ ดีลหนึ่งราคาเต็ม 100,000 บาท ต้นทุนสินค้า 70,000 บาท กำไรขั้นต้น 30,000 บาท (30%) แบบที่หนึ่งจ่ายคอมมิชชัน 3% ของยอดขาย แบบที่สองจ่าย 10% ของกำไรขั้นต้น ที่ราคาเต็มทั้งสองแบบจ่าย 3,000 บาทเท่ากัน

คอมมิชชันต่อดีลเมื่อให้ส่วนลด (ตัวอย่างสมมติ หน่วย: บาท)
ส่วนลดยอดขายกำไรขั้นต้น3% ของยอดขายคิดเป็นสัดส่วนของกำไรขั้นต้น10% ของกำไรขั้นต้น
0%100,00030,0003,00010.0%3,000
5%95,00025,0002,85011.4%2,500
10%90,00020,0002,70013.5%2,000
15%85,00015,0002,55017.0%1,500
20%80,00010,0002,40024.0%1,000

ที่ส่วนลด 20% กำไรขั้นต้นของบริษัทเหลือหนึ่งในสาม แต่คอมมิชชันแบบยอดขายยังเหลือ 80% ของเดิม และกินสัดส่วนกำไรขั้นต้นเพิ่มจาก 10% เป็น 24% ส่วนแบบกำไรขั้นต้น คอมมิชชันลดลงในสัดส่วนเดียวกับกำไรของบริษัท

อีกมุมหนึ่งคือยอดที่ต้องขายเพิ่มเพื่อชดเชยส่วนลด ถ้าทุกดีลมีส่วนลด 10% บริษัทต้องขายเพิ่ม 50% จึงจะได้กำไรขั้นต้นรวมเท่าเดิม (30,000 ÷ 20,000 = 1.5 เท่า) แต่พนักงานที่ได้คอมมิชชันตามยอดขายปิดดีลเพิ่มแค่ 11.1% ก็ได้คอมมิชชันเท่าเดิม (3,000 ÷ 2,700 = 1.11 เท่า) ภายใต้แบบกำไรขั้นต้น พนักงานต้องขายเพิ่ม 50% เท่ากับบริษัท ส่วนลดจึงคุ้มสำหรับพนักงานที่ได้คอมมิชชันตามยอดขาย แม้จะไม่คุ้มสำหรับบริษัท

กราฟเส้นคอมมิชชันต่อดีลเมื่อส่วนลดเพิ่มจาก 0 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ แบบ 3 เปอร์เซ็นต์ของยอดขายลดจาก 3,000 เหลือ 2,400 บาท แบบ 10 เปอร์เซ็นต์ของกำไรขั้นต้นลดจาก 3,000 เหลือ 1,000 บาท ที่ส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์ได้ 2,700 และ 2,000 บาทตามลำดับ
คอมมิชชันตามยอดขายลดลงช้ากว่ากำไรขั้นต้นมาก ส่วนคอมมิชชันตามกำไรขั้นต้นลดลงในสัดส่วนเดียวกับที่บริษัทเสีย

ออกแบบแผนคอมมิชชันตามกำไรขั้นต้น

กำหนดว่ากำไรขั้นต้นที่ใช้คิดคืออะไร

ตัวเลขที่ใช้คิดคอมมิชชันไม่จำเป็นต้องเท่ากับกำไรขั้นต้นในงบการเงิน ควรเป็นตัวเลขที่พนักงานขายควบคุมได้ คือราคา ส่วนลด และสินค้าที่ขาย

กำไรขั้นต้นเพื่อคิดคอมมิชชัน = ยอดขายสุทธิหลังส่วนลด − ต้นทุนมาตรฐานของสินค้า − ค่าใช้จ่ายเฉพาะดีลที่พนักงานตกลงให้ลูกค้า

  • ยอดขายสุทธิ หักส่วนลดทุกรูปแบบ รวมของแถม ส่วนลดท้ายบิล และเงินคืนตามยอดซื้อ
  • ต้นทุนมาตรฐาน (Standard Cost) คือต้นทุนต่อหน่วยของสินค้าแต่ละตัวที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่นทุกไตรมาส ใช้แทนต้นทุนจริงที่ขึ้นลงตามราคาซื้อ พนักงานขายไม่ได้คุมราคาซื้อ จึงไม่ควรได้หรือเสียเพราะเรื่องนั้น เมื่อจะปรับต้นทุนมาตรฐานให้ประกาศล่วงหน้า
  • ค่าใช้จ่ายเฉพาะดีล เช่นค่าขนส่งฟรี ค่าติดตั้ง หรือการรับประกันเพิ่มที่พนักงานเสนอให้ลูกค้าเอง ถ้าไม่หักออก ส่วนลดจะย้ายไปอยู่ในรูปบริการฟรีแทน

ตั้งอัตราจากค่าตอบแทนเป้าหมาย

อัตราคอมมิชชัน = คอมมิชชันเป้าหมายต่อปี ÷ กำไรขั้นต้นเป้าหมายต่อปีของตำแหน่งนั้น

ตัวอย่างสมมติ บริษัทต้องการให้พนักงานขายที่ทำได้ตามเป้าได้คอมมิชชันปีละ 240,000 บาท และเป้ากำไรขั้นต้นของตำแหน่งนี้คือปีละ 2,400,000 บาท อัตราคือ 240,000 ÷ 2,400,000 = 10% ก่อนใช้จริงให้นำดีลจริงย้อนหลัง 6–12 เดือนมาคิดทั้งแผนเดิมและแผนใหม่ พนักงานที่ผลงานปานกลางควรได้ใกล้เคียงเดิม คนที่ได้น้อยลงมากมักเป็นคนที่ให้ส่วนลดมากที่สุด ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่แผนใหม่ตั้งใจเปลี่ยน

เกณฑ์ขั้นต่ำและอัตราขั้นบันได

  • อัตรากำไรขั้นต่ำ (Margin Floor) เช่นดีลที่อัตรากำไรขั้นต้นต่ำกว่า 15% ไม่ได้คอมมิชชัน เว้นแต่ได้รับอนุมัติก่อนเสนอราคา ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างสมมติ ให้ตั้งจากต้นทุนของบริษัทเอง
  • อัตราขั้นบันได (Accelerator) เช่น 10% จนถึงเป้า และ 12% สำหรับกำไรขั้นต้นส่วนที่เกินเป้า ใช้ไม่เกินสองหรือสามขั้น แผนที่พนักงานคำนวณเองไม่ได้จะไม่เปลี่ยนพฤติกรรม

จ่ายเมื่อเก็บเงินได้

ดีลที่เก็บเงินไม่ได้ไม่มีกำไรให้แบ่ง ให้จ่ายคอมมิชชันหลังลูกค้าชำระเงินแล้ว และเขียนไว้ว่าถ้าลูกค้าคืนสินค้า หรือหนี้ค้างเกินกำหนด เช่น 90 วัน คอมมิชชันของดีลนั้นจะหักคืนจากรอบถัดไป เงื่อนไขนี้ทำให้ทีมขายสนใจเครดิตของลูกค้าตั้งแต่ก่อนปิดการขาย ดูวิธีติดตามหนี้ค้างใน ลูกหนี้ค้างนานและหนี้สูญ

ข้อมูลที่ต้องพร้อมก่อนเปลี่ยน

  • ต้นทุนรายสินค้า ในระบบขายหรือระบบบัญชี ถ้ายังไม่มี ให้เริ่มจากสินค้าที่ทำยอดขายรวมกันราว 80% ของยอดขายทั้งหมดก่อน ดูวิธีคิดใน Contribution Margin รายสินค้า
  • ส่วนลดบันทึกรายบรรทัด ในใบแจ้งหนี้ ไม่ใช่ตัดราคาไว้ในราคาสินค้า หรือออกใบลดหนี้ภายหลังโดยไม่ผูกกับดีล
  • ใบเสนอราคาที่เห็นผลทันที พนักงานควรเห็นกำไรขั้นต้นและคอมมิชชันของตัวเองก่อนตัดสินใจให้ส่วนลด เริ่มจากตารางคำนวณที่ใส่ราคาแล้วได้ตัวเลขก็พอ
  • รายงานรายเดือนรายคน แสดงทุกดีล ยอดขาย ส่วนลด กำไรขั้นต้น และคอมมิชชัน ให้พนักงานตรวจตัวเลขของตัวเองได้

ถ้ายังไม่พร้อมเปิดเผยต้นทุนให้ทีมขาย ทางกลางคือคิดคอมมิชชันจากยอดขายต่อไป แต่ลดอัตราตามช่วงส่วนลด เช่นส่วนลดไม่เกิน 5% ได้ 3% ส่วนลดมากกว่า 5% ถึง 10% ได้ 2% และส่วนลดมากกว่า 10% ต้องได้รับอนุมัติก่อน ตัวเลขเหล่านี้เป็นตัวอย่างสมมติ วิธีนี้หยาบกว่าเพราะไม่สะท้อนอัตรากำไรที่ต่างกันของแต่ละสินค้า แต่ก็ทำให้ส่วนลดมีราคาสำหรับพนักงาน

ภาษีและการเปลี่ยนแผนกับทีมเดิม

ค่าคอมมิชชันที่จ่ายให้พนักงานเป็นเงินได้พึงประเมินของพนักงาน บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามมาตรา 50(1) ของประมวลรัษฎากร ซึ่งใช้กับเงินได้ตามมาตรา 40(1) และ (2) เช่นเดียวกับเงินเดือน แล้วนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1 ของเดือนที่จ่าย ดูขั้นตอนรายเดือนใน หน้าที่นายจ้างรายเดือน

การเปลี่ยนแผนกับพนักงานที่อยู่แล้วต้องทำให้ทีมเชื่อถือได้

  1. เขียนแผนเป็นเอกสาร ระบุผู้มีสิทธิ์ นิยามกำไรขั้นต้น อัตรา เกณฑ์ขั้นต่ำ วันจ่าย การหักคืน วิธีปรับต้นทุนมาตรฐาน และสิ่งที่เกิดกับดีลค้างเมื่อพนักงานลาออก
  2. คิดคู่ขนาน 2–3 เดือน ยังจ่ายตามแผนเดิม แต่ส่งรายงานตามแผนใหม่ให้พนักงานแต่ละคนเห็นทุกเดือน
  3. เริ่มใช้ต้นไตรมาส ไม่เปลี่ยนกลางรอบที่พนักงานกำลังปิดดีลอยู่
  4. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญกฎหมายแรงงานก่อน ค่าคอมมิชชันเป็นส่วนหนึ่งของค่าตอบแทนตามสัญญาจ้าง ถ้าการเปลี่ยนแผนอาจทำให้พนักงานบางคนได้น้อยลง ให้ตรวจสัญญาจ้างและข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน แล้วทำความตกลงกับพนักงานเป็นลายลักษณ์อักษร

เริ่มจากตรงไหน

  1. ดึงดีลย้อนหลัง 12 เดือน ให้มีราคาเต็ม ส่วนลด ยอดขายสุทธิ และต้นทุนของแต่ละดีล
  2. คำนวณกำไรขั้นต้นรายดีลและรายพนักงาน ดูว่าใครให้ส่วนลดมากที่สุด และนำกำไรขั้นต้นมาเท่าไร
  3. กำหนดนิยามกำไรขั้นต้นเพื่อคิดคอมมิชชัน และต้นทุนมาตรฐานของสินค้าหลัก
  4. ตั้งอัตราให้พนักงานผลงานปานกลางได้ใกล้เคียงเดิม แล้วกำหนดอัตรากำไรขั้นต่ำ
  5. คิดคู่ขนาน 2–3 เดือน ปรับแผนจากคำถามของทีม แล้วเริ่มใช้ต้นไตรมาสถัดไป

บริษัทและตัวเลขในบทความเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อการอธิบาย อัตรา เกณฑ์ขั้นต่ำ และเงื่อนไขการจ่ายที่เหมาะสมขึ้นกับอัตรากำไร รอบการขาย และสัญญาจ้างของแต่ละบริษัท

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี