เงินมัดจำและงวดเงินในสัญญา B2B: ออกแบบงวดให้เงินสดของโครงการไม่ติดลบ

งานโครงการกำไรดีแต่เงินสดติดลบระหว่างทำ วิธีวาดเส้นเงินสดเพื่อเลือกงวดเงิน มัดจำต่างจากเงินล่วงหน้าอย่างไร VAT และภาษีหัก ณ ที่จ่ายเมื่อรับเงินก่อนส่งมอบ และข้อที่ต้องเขียนในสัญญา

ตัวเลข 30% ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างภาพลายเส้นขั้นบันไดสามขั้น 30% 70% และ 100% ขั้นแรกเป็นสีดำ
ในบทความนี้
  1. มัดจำ เงินล่วงหน้า งวดงาน และเงินประกันผลงาน
  2. วาดเส้นเงินสดของโครงการก่อนตกลงงวด
  3. หลักการออกแบบงวดเงิน
  4. ภาษีของเงินที่รับก่อนส่งมอบ
  5. เขียนในสัญญาให้ชัด
  6. เริ่มจากตรงไหน

ธุรกิจที่รับงานโครงการจากลูกค้าองค์กร เช่น ติดตั้งระบบ ผลิตตามสั่ง รับเหมา หรือพัฒนาซอฟต์แวร์ มักมีกำไรในใบเสนอราคา แต่เงินสดติดลบระหว่างทำงาน เพราะต้องจ่ายค่าวัสดุ ค่าแรง และผู้รับเหมาช่วงก่อนที่ลูกค้าจะจ่ายเงินก้อนใหญ่ งานยิ่งใหญ่ เงินที่ต้องสำรองไว้ก่อนยิ่งมาก บางบริษัทเลยต้องปฏิเสธงานดี ๆ เพราะไม่มีเงินพอจะเริ่ม

งวดเงินในสัญญาเป็นเครื่องมือที่ใช้แก้ปัญหานี้ได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงาน บทความนี้อธิบายความต่างของมัดจำ เงินล่วงหน้า งวดงาน และเงินประกันผลงาน วิธีวาดเส้นเงินสดของโครงการเพื่อเลือกงวดที่เหมาะ ภาษีที่เกิดขึ้นเมื่อรับเงินก่อนส่งมอบ และสิ่งที่ต้องเขียนในสัญญา

มัดจำ เงินล่วงหน้า งวดงาน และเงินประกันผลงาน

สี่คำนี้มักใช้ปนกัน แต่ทำหน้าที่ต่างกัน

  • มัดจำ เงินที่ลูกค้าให้ไว้ในวันเข้าทำสัญญา เป็นหลักประกันว่าจะปฏิบัติตามสัญญา มีกฎหมายกำกับโดยเฉพาะ (ดูหัวข้อการเขียนสัญญาข้างล่าง)
  • เงินล่วงหน้า (Advance Payment) ค่าสินค้าหรือค่าบริการบางส่วนที่จ่ายก่อนเริ่มงาน ใช้เป็นทุนซื้อวัสดุหรือจองกำลังการผลิต แล้วหักออกจากงวดถัด ๆ ไปหรือจากยอดสุดท้าย
  • งวดงาน (Milestone Payment) เงินที่เรียกเก็บเมื่องานถึงจุดที่วัดได้ เช่น ส่งแบบ ติดตั้งเสร็จ หรือผ่านการทดสอบ
  • เงินประกันผลงาน (Retention) ส่วนที่ลูกค้าหักไว้จากแต่ละงวด มักเป็นร้อยละเล็ก ๆ แล้วคืนหลังพ้นระยะรับประกัน ใช้กันมากในงานก่อสร้างและงานติดตั้ง

สองแบบแรกทำให้เงินเข้าก่อนต้นทุน แบบที่สามทำให้เงินเข้าใกล้เคียงกับต้นทุน ส่วนแบบสุดท้ายทำให้เงินบางส่วนเข้าช้ากว่ากำไรหลายเดือน

วาดเส้นเงินสดของโครงการก่อนตกลงงวด

ก่อนเสนองวดเงินให้ลูกค้า ให้ลงต้นทุนของโครงการเป็นรายเดือนตามวันที่ต้องจ่ายจริง แล้ววางเงินที่จะรับตามงวดที่คิดไว้ บวกระยะเวลาที่ลูกค้าใช้จ่ายเงินหลังรับใบแจ้งหนี้ จุดต่ำสุดของเงินสดสะสมคือเงินที่บริษัทต้องมีสำรองไว้ก่อนเริ่มงาน

ตัวอย่างสมมติ บริษัทรับติดตั้งระบบมูลค่า 1,000,000 บาท (ก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม) ใช้เวลา 4 เดือน ต้นทุนรวม 700,000 บาท จ่ายเดือนที่ 1 ถึง 4 เป็น 150,000 250,000 200,000 และ 100,000 บาท ลูกค้าจ่ายเงิน 30 วันหลังรับใบแจ้งหนี้ ลองเทียบสองแบบ

  • แบบ ก เก็บครั้งเดียวเมื่อส่งมอบ วางบิล 100% เมื่อส่งมอบสิ้นเดือนที่ 4 เงินเข้าเดือนที่ 5
  • แบบ ข 30/40/30 รับมัดจำ 30% วันเซ็นสัญญา เก็บ 40% เมื่อติดตั้งเสร็จสิ้นเดือนที่ 2 (เงินเข้าเดือนที่ 3) และ 30% เมื่อลูกค้าตรวจรับสิ้นเดือนที่ 4 (เงินเข้าเดือนที่ 5)
เงินสดสะสมของโครงการ (พันบาท) ตัวอย่างสมมติ ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่มและภาษีหัก ณ ที่จ่าย
สิ้นเดือน ต้นทุนที่จ่าย แบบ ก เงินสดสะสม แบบ ข เงินรับ แบบ ข เงินสดสะสม
1 150 −150 300 150
2 250 −400 0 −100
3 200 −600 400 100
4 100 −700 0 0
5 0 300 300 300

กำไรของโครงการเท่ากันที่ 300,000 บาททั้งสองแบบ แต่แบบ ก ต้องมีเงินสำรอง 700,000 บาท ส่วนแบบ ข ต้องมีแค่ 100,000 บาท ถ้าบริษัทมีเงินสดว่าง 300,000 บาท แบบ ก รับงานนี้ไม่ได้ถ้าไม่กู้เงินเพิ่ม แต่แบบ ข รับได้สบาย ๆ และยังเหลือเงินพอรับงานขนาดเดียวกันอีกหนึ่งงานพร้อมกัน

กราฟเส้นเงินสดสะสมของโครงการ 1,000,000 บาท แบบเก็บเงินครั้งเดียวเมื่อส่งมอบลดลงต่ำสุดที่ −700,000 บาทในเดือนที่ 4 แบบงวด 30/40/30 ต่ำสุดที่ −100,000 บาทในเดือนที่ 2 ทั้งสองแบบจบที่ 300,000 บาทในเดือนที่ 5
กำไรเท่ากัน แต่เงินที่ต้องสำรองก่อนเริ่มงานต่างกัน 7 เท่า จุดต่ำสุดของเส้นคือตัวเลขที่ควรใช้ตัดสินใจรับงาน
เงินที่ต้องสำรองก่อนรับงาน = ค่าติดลบที่ต่ำที่สุดของ (เงินรับสะสม − ต้นทุนที่จ่ายสะสม) ในแต่ละเดือน

ทำตารางนี้ในสเปรดชีตแผ่นเดียวต่อโครงการ แล้วรวมทุกโครงการที่ทำพร้อมกันเข้าในประมาณการกระแสเงินสด 13 สัปดาห์ จะเห็นว่าช่วงไหนที่โครงการหลายงานติดลบพร้อมกัน

หลักการออกแบบงวดเงิน

  • ให้มัดจำหรือเงินล่วงหน้าครอบคลุมต้นทุนช่วงแรก อย่างน้อยค่าวัสดุและค่าผู้รับเหมาช่วงที่ต้องจ่ายก่อนงวดงานแรกจะได้เงิน ลูกค้ามักยอมรับง่ายกว่าเมื่อเห็นว่าเงินก้อนนี้ใช้ซื้อของสำหรับงานของเขาเอง
  • ผูกงวดกับผลงานที่ตรวจได้ ไม่ผูกกับเวลา เช่น "ส่งมอบแบบที่ลูกค้าลงนามอนุมัติ" หรือ "ติดตั้งครบตามรายการแนบ" งวดที่วัดยากจะกลายเป็นข้อโต้แย้งตอนวางบิล
  • อย่าวางงวดใหญ่ที่สุดไว้ท้ายสุด งวดสุดท้ายผูกกับการตรวจรับ ซึ่งเป็นจุดที่ลูกค้ามีอำนาจต่อรองมากที่สุดและเลื่อนได้ง่ายที่สุด
  • นับระยะเวลาที่ลูกค้าจ่ายเงินเข้าไปด้วย งวดที่ถึงกำหนดวันนี้อาจได้เงินอีก 30 ถึง 60 วัน ขึ้นกับรอบวางบิลและรอบจ่ายของลูกค้า
  • ลดผลของเงินประกันผลงาน ตัวอย่างสมมติ ถ้าลูกค้าหักประกันผลงาน 5% ของสัญญา 1,000,000 บาท เงิน 50,000 บาทจะค้างอยู่จนพ้นระยะรับประกัน กำไรที่เป็นเงินสดตอนจบโครงการเหลือ 250,000 บาท ทางเลือกที่ใช้กันคือเสนอหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร (Bank Guarantee) แทนการหักเงิน หรือขอคืนครึ่งหนึ่งเมื่อตรวจรับ
  • คิดราคาให้สะท้อนงวด ลูกค้าที่ขอจ่ายครั้งเดียวตอนจบกำลังขอให้เราออกเงินทุนให้ ส่วนต่างระหว่างสองแบบควรอยู่ในราคา หรือใช้เป็นข้อแลกเปลี่ยน เช่น ลดราคาเล็กน้อยเพื่อแลกกับมัดจำที่สูงขึ้น

ภาษีของเงินที่รับก่อนส่งมอบ

เงินที่รับก่อนส่งมอบงานมีผลทางภาษีทันที แม้ทางบัญชียังไม่ถือเป็นรายได้

ภาษีมูลค่าเพิ่ม

ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 78/1 ความรับผิดเสียภาษีมูลค่าเพิ่มของการให้บริการเกิดเมื่อได้รับชำระค่าบริการ เว้นแต่ได้ออกใบกำกับภาษีหรือลูกค้าได้ใช้บริการก่อน ส่วนการขายสินค้า มาตรา 78 กำหนดให้เกิดเมื่อส่งมอบสินค้า แต่ถ้าได้รับชำระราคาก่อนส่งมอบ ความรับผิดเกิดตั้งแต่วันที่รับเงิน ดังนั้นมัดจำหรือเงินล่วงหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งของราคา ซึ่งผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มรับมา ต้องออกใบกำกับภาษีและรวมยื่นใน ภ.พ.30 ของเดือนที่รับเงิน ไม่ใช่เดือนที่ส่งมอบงาน ถ้าเป็นเงินประกันที่จะคืนเต็มจำนวนและไม่ได้นำไปหักค่างวด ให้ถามผู้ทำบัญชีก่อนว่ากรณีของเราถือเป็นการรับชำระราคาหรือไม่

อัตราภาษีมูลค่าเพิ่มตอนนี้คือ 7% ซึ่งลดจากอัตราตามกฎหมาย 10% และขยายเวลาถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ควรติดตามประกาศเมื่อใกล้ครบกำหนด

ภาษีหัก ณ ที่จ่าย

ถ้าลูกค้าเป็นนิติบุคคลและงานเป็นค่าบริการหรือค่าจ้างทำของ ลูกค้าต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกครั้งที่จ่าย รวมถึงมัดจำและงวดแรก ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528 อัตราปกติ 3% ของยอดก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม และนับเกณฑ์ 1,000 บาทจากมูลค่าตามสัญญา ไม่ใช่ยอดแต่ละงวด ถ้าลูกค้าจ่ายผ่านระบบ e-Withholding Tax อัตราลดเหลือ 1% สำหรับการจ่ายถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570

ตัวอย่างสมมติ มัดจำ 30% ของงานบริการ 1,000,000 บาท คือ 300,000 บาท บวกภาษีมูลค่าเพิ่ม 21,000 บาท หักภาษี ณ ที่จ่าย 3% เท่ากับ 9,000 บาท เงินเข้าบัญชี 312,000 บาท บริษัทต้องนำภาษีมูลค่าเพิ่ม 21,000 บาทไปยื่นในเดือนนั้น ส่วน 9,000 บาทเป็นเครดิตภาษีที่ใช้ได้ตอนยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคล ไม่ใช่เงินที่ได้คืนทันที ต้องนับทั้งสองรายการในเส้นเงินสด

ภาษีเงินได้และบัญชี

บริษัทคำนวณกำไรด้วยเกณฑ์สิทธิ มัดจำที่ยังไม่ได้ทำงานจึงบันทึกเป็นรายได้รับล่วงหน้า (หนี้สิน) แล้วค่อยรับรู้เป็นรายได้ตามงานที่ทำเสร็จ รายละเอียดอยู่ในบทความรับรู้รายได้ให้ถูก ผลคือเงินเข้าก่อน แต่กำไรตามงบมาทีหลัง อย่าใช้เงินมัดจำเหมือนเป็นกำไรที่ได้แล้ว

เขียนในสัญญาให้ชัด

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 377 และ 378 มัดจำคือสิ่งที่ส่งมอบไว้เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าไม่ได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น เมื่อชำระหนี้ครบ มัดจำจะถูกคืนหรือหักเป็นการชำระหนี้บางส่วน และถ้าฝ่ายที่วางมัดจำละเลยไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายริบมัดจำได้ ศาลยังลดมัดจำที่สูงเกินส่วนลงให้เท่าความเสียหายที่แท้จริงได้ ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 7

ในทางปฏิบัติ สัญญาควรตอบคำถามเหล่านี้ได้ชัด

  1. เงินก้อนแรกเป็นมัดจำ หรือเป็นค่างวดล่วงหน้าที่หักจากงวดอื่น
  2. แต่ละงวดถึงกำหนดเมื่องานใดเสร็จ ใครเป็นผู้ตรวจ และตรวจภายในกี่วัน ถ้าไม่ตอบภายในกำหนดให้ถือว่าตรวจรับแล้วหรือไม่
  3. ลูกค้าจ่ายภายในกี่วันหลังรับใบแจ้งหนี้ และต้องแนบเอกสารอะไรบ้าง
  4. ถ้าเลิกสัญญากลางทาง เงินที่รับแล้วคืนหรือหักอย่างไร และงานที่ทำไปแล้วคิดเงินอย่างไร
  5. เงินประกันผลงานกี่เปอร์เซ็นต์ คืนเมื่อไร และใช้หนังสือค้ำประกันแทนได้หรือไม่
  6. ถ้าลูกค้าขอเปลี่ยนขอบเขตงาน ราคาและงวดเปลี่ยนตามอย่างไร

ถ้าลูกค้าเป็นผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ และบริษัทเราเป็น SME ตามนิยามของคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า ประกาศเรื่องระยะเวลาการให้สินเชื่อทางการค้าที่มีผลตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 กำหนดเครดิตเทอมไม่เกิน 45 วันสำหรับสินค้าและบริการทั่วไป โดยนับจากวันที่ส่งมอบครบและส่งเอกสารครบถ้วน (ดูเจรจาเครดิตเทอมกับซัพพลายเออร์) เก็บหลักฐานวันส่งมอบและวันส่งเอกสารของทุกงวดไว้ให้ดี

สัญญามูลค่าสูงหรือมีเงื่อนไขซับซ้อนควรให้นักกฎหมายตรวจก่อนลงนาม

เริ่มจากตรงไหน

  1. เลือกโครงการที่กำลังจะเสนอราคาหนึ่งงาน ลงต้นทุนเป็นรายเดือนตามวันจ่ายจริง
  2. ลองวางงวดสองถึงสามแบบ รวมระยะเวลาที่ลูกค้าจ่ายเงิน ภาษีมูลค่าเพิ่ม และภาษีหัก ณ ที่จ่าย แล้วดูจุดต่ำสุดของเงินสดสะสม
  3. ตั้งเกณฑ์ภายใน เช่น จะไม่รับงานที่ต้องสำรองเงินเกินเงินสดว่างหลังหักค่าใช้จ่ายประจำสามเดือน
  4. เตรียมงวดที่ต้องการพร้อมเหตุผล และเตรียมข้อแลกเปลี่ยนไว้หนึ่งอย่าง เช่น ส่วนลดเล็กน้อยหรือการส่งงานเร็วขึ้น
  5. ใช้แม่แบบสัญญาเดียวกันทุกงาน ให้ข้อเรื่องงวด การตรวจรับ และการเลิกสัญญาเหมือนกันทุกครั้ง แล้วปรับเฉพาะตัวเลข

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย ภาษี หรือการเงินสำหรับธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อกฎหมายและอัตราภาษีตรวจสอบ ณ เดือนตุลาคม 2569 บริษัทและตัวเลขในตัวอย่างเป็นตัวอย่างสมมติ

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี