รับรู้รายได้ให้ถูก: งานบริการ โครงการ และ Subscription ต้องบันทึกรายได้เมื่อไร

รายได้เกิดเมื่อให้บริการ ไม่ใช่เมื่อวางบิลหรือรับเงิน หลักการตาม TFRS for NPAEs บทที่ 18 ตัวอย่างคำนวณรายได้รับล่วงหน้าและขั้นความสำเร็จของโครงการ จุดที่ภาษีมูลค่าเพิ่มใช้เกณฑ์ต่างจากบัญชี และรายการปรับปรุงทุกสิ้นเดือน

ตัวเลข 40% ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างแผนภูมิวงแหวนที่ระบายไว้ร้อยละ 40 แทนขั้นความสำเร็จของโครงการที่ใช้คำนวณรายได้
ในบทความนี้
  1. รายได้เกิดเมื่อทำงาน ไม่ใช่เมื่อวางบิลหรือรับเงิน
  2. มาตรฐานที่ใช้: TFRS for NPAEs บทที่ 18
  3. งานบริการต่อเนื่อง: รับรู้ตามเดือนที่ให้บริการ
  4. Subscription และค่าบริการรายปี: เงินเข้าก่อน รายได้ทยอยตามมา
  5. งานโครงการ: รับรู้ตามขั้นความสำเร็จ
  6. ภาษีใช้เกณฑ์ไม่เหมือนกันทุกตัว
  7. สิ่งที่นักลงทุนและผู้สอบบัญชีจะดู
  8. เริ่มจากตรงไหน

ธุรกิจบริการจำนวนมากบันทึกรายได้ตามวันที่ออกใบแจ้งหนี้หรือวันที่เงินเข้าบัญชี วิธีนี้ทำง่าย แต่ทำให้กำไรรายเดือนแกว่งตามรอบการเก็บเงิน ไม่ได้แกว่งตามงานที่ทำจริง เดือนที่ลูกค้าจ่ายค่าบริการรายปีล่วงหน้าดูกำไรดีมาก ส่วนเดือนที่ทำงานโครงการหนักแต่ยังไม่ถึงงวดวางบิลกลับดูขาดทุน

บทความนี้อธิบายหลักการรับรู้รายได้ (Revenue Recognition) ของงานสามแบบ คือบริการต่อเนื่อง โครงการ และ Subscription ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่ SME ไทยส่วนใหญ่ใช้ พร้อมตัวอย่างตัวเลข จุดที่บัญชีกับภาษีมูลค่าเพิ่มใช้เกณฑ์ต่างกัน และรายการที่ควรปรับปรุงทุกสิ้นเดือน

รายได้เกิดเมื่อทำงาน ไม่ใช่เมื่อวางบิลหรือรับเงิน

ในแต่ละสัญญามีเหตุการณ์สามอย่างที่มักเกิดไม่พร้อมกัน คือการให้บริการ การออกใบแจ้งหนี้ และการรับเงิน ตามเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) รายได้เกิดจากเหตุการณ์แรกเท่านั้น ส่วนต่างของเวลาระหว่างสามเหตุการณ์นี้จะไปอยู่ในงบแสดงฐานะการเงิน

สถานการณ์ บัญชีที่เกิดขึ้น ประเภท
รับเงินแล้ว แต่ยังไม่ได้ให้บริการ รายได้รับล่วงหน้า (Deferred Revenue) หนี้สิน
ให้บริการแล้ว แต่ยังไม่ได้วางบิล รายได้ค้างรับ (Accrued Revenue) สินทรัพย์
วางบิลแล้ว แต่ยังไม่ได้รับเงิน ลูกหนี้การค้า สินทรัพย์

รายได้รับล่วงหน้าเป็นหนี้สินเพราะบริษัทยังมีภาระต้องให้บริการ ถ้าไม่ทำก็ต้องคืนเงิน เงินก้อนนั้นจึงยังไม่ใช่ผลงานของบริษัท

มาตรฐานที่ใช้: TFRS for NPAEs บทที่ 18

บริษัทจำกัดที่ไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์และไม่ใช่กิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ ส่วนใหญ่จัดทำบัญชีตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ฉบับปรับปรุง 2565 ของสภาวิชาชีพบัญชี บทที่ 18 กำหนดเรื่องรายได้จากการให้บริการไว้ดังนี้

  • รับรู้ตามขั้นความสำเร็จของงาน ณ วันสิ้นรอบระยะเวลารายงาน เมื่อประมาณผลของงานได้อย่างน่าเชื่อถือ วิธีนี้เรียกว่าวิธีอัตราส่วนของงานที่ทำเสร็จ (ย่อหน้า 18.14–18.15)
  • ประมาณผลได้อย่างน่าเชื่อถือ หมายถึงครบสี่เงื่อนไข คือวัดจำนวนรายได้ได้ มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่จะได้รับเงิน วัดขั้นความสำเร็จได้ และวัดต้นทุนทั้งที่เกิดแล้วและที่จะเกิดจนงานเสร็จได้
  • วิธีวัดขั้นความสำเร็จ มีสามทาง ได้แก่ การสำรวจงานที่ทำแล้ว อัตราส่วนของบริการที่ให้แล้วเทียบกับบริการทั้งหมด และสัดส่วนของต้นทุนที่เกิดแล้วเทียบกับประมาณการต้นทุนทั้งสิ้น (ย่อหน้า 18.18)
  • เงินรับล่วงหน้าไม่ใช่ตัววัดความคืบหน้า มาตรฐานระบุว่าตามปกติเงินรับล่วงหน้าจากลูกค้าไม่ได้สะท้อนระดับของบริการที่ให้ไปแล้ว
  • บริการหลายอย่างที่ให้ต่อเนื่องในช่วงเวลาเดียวกันและจำแนกไม่ได้ ให้รับรู้รายได้ด้วยวิธีเส้นตรงตลอดช่วงเวลานั้น เว้นแต่มีหลักฐานว่าวิธีอื่นเหมาะสมกว่า (ย่อหน้า 18.19)
  • ถ้าประมาณผลไม่ได้อย่างน่าเชื่อถือ ให้รับรู้รายได้ไม่เกินค่าใช้จ่ายที่รับรู้ไปแล้วซึ่งคาดว่าจะได้รับคืน และห้ามรับรู้กำไร (ย่อหน้า 18.20–18.21)

งานก่อสร้างมีข้อกำหนดแยกในบทที่ 20 เรื่องสัญญาก่อสร้าง ส่วนบริษัทจดทะเบียนและกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะใช้ TFRS 15 ซึ่งอิงจาก IFRS 15 และมีขั้นตอนวิเคราะห์สัญญาห้าขั้นที่ละเอียดกว่า บริษัทที่วางแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่น ๆ

งานบริการต่อเนื่อง: รับรู้ตามเดือนที่ให้บริการ

งานที่ให้บริการสม่ำเสมอทุกเดือน เช่น รับทำบัญชี ดูแลระบบ หรือที่ปรึกษารายเดือน รับรู้รายได้ในเดือนที่ให้บริการ ไม่ว่าจะวางบิลต้นเดือน ปลายเดือน หรือเดือนถัดไป

ตัวอย่างสมมติ บริษัทดูแลระบบไอทีคิดค่าบริการเดือนละ 50,000 บาท และวางบิลของเดือนธันวาคมในวันที่ 5 มกราคม รายได้ 50,000 บาทยังเป็นของเดือนธันวาคม ณ วันที่ 31 ธันวาคม บริษัทต้องบันทึกรายได้ค้างรับ 50,000 บาท ถ้าไม่บันทึก รายได้ของปีจะขาดไปหนึ่งเดือน และไปโผล่ในปีถัดไปแทน

Subscription และค่าบริการรายปี: เงินเข้าก่อน รายได้ทยอยตามมา

ตัวอย่างสมมติ บริษัทซอฟต์แวร์ขายแพ็กเกจรายปีราคา 120,000 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ลูกค้าจ่ายทั้งจำนวนในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 สำหรับบริการ 12 เดือน บริษัทปิดบัญชีวันที่ 31 ธันวาคม

รายได้ต่อเดือน = 120,000 ÷ 12 = 10,000 บาท

รายได้ปี 2569 = 10,000 × 3 เดือน = 30,000 บาท

รายได้รับล่วงหน้า ณ 31 ธันวาคม 2569 = 120,000 − 30,000 = 90,000 บาท

วันที่รับเงิน บริษัทบันทึกเงินสดคู่กับรายได้รับล่วงหน้า 120,000 บาท จากนั้นทุกสิ้นเดือนโอนรายได้รับล่วงหน้า 10,000 บาทไปเป็นรายได้ จนครบ 12 เดือน

กราฟเส้นของสัญญารายปี 120,000 บาท เงินรับสะสมอยู่ที่ 120,000 บาทตั้งแต่วันแรก ส่วนรายได้สะสมเพิ่มเดือนละ 10,000 บาทจนถึง 120,000 บาทในเดือนที่ 12 ณ สิ้นเดือนที่ 3 รับรู้รายได้แล้ว 30,000 บาท เหลือรายได้รับล่วงหน้า 90,000 บาท
ช่องว่างระหว่างสองเส้นคือรายได้รับล่วงหน้า ซึ่งเป็นหนี้สินที่ลดลงทุกเดือนเมื่อให้บริการไปแล้ว

ถ้าบันทึกทั้ง 120,000 บาทเป็นรายได้ของเดือนตุลาคม รายได้ปี 2569 จะสูงเกินจริง 90,000 บาท และปี 2570 จะมีต้นทุนให้บริการเก้าเดือนโดยไม่มีรายได้มาจับคู่

ค่าธรรมเนียมแรกเข้าหรือค่าติดตั้งที่เก็บครั้งเดียวต้องดูเนื้อหาของงาน ถ้าเป็นงานที่ส่งมอบแยกได้และเสร็จแล้ว รับรู้ได้เมื่องานเสร็จ ถ้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของบริการที่ให้ต่อเนื่อง ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีว่าควรทยอยรับรู้ตามอายุบริการหรือไม่

งานโครงการ: รับรู้ตามขั้นความสำเร็จ

ตัวอย่างสมมติ บริษัทรับวางระบบให้ลูกค้าในราคาคงที่ 1,000,000 บาท ประมาณการต้นทุนทั้งโครงการ 600,000 บาท แบ่งเก็บเงินสามงวด คือ 30% เมื่อเซ็นสัญญา 40% เมื่อส่งมอบระยะแรก และ 30% เมื่อลูกค้าตรวจรับ ณ สิ้นปีแรก บริษัทเก็บเงินได้เฉพาะงวดแรก และมีต้นทุนเกิดขึ้นแล้ว 240,000 บาท

รายการ การคำนวณ จำนวน (บาท)
ขั้นความสำเร็จ 240,000 ÷ 600,000 40%
รายได้ที่รับรู้ 1,000,000 × 40% 400,000
ต้นทุนที่รับรู้ 240,000
กำไรขั้นต้น 400,000 − 240,000 160,000
วางบิลแล้ว 1,000,000 × 30% 300,000
รายได้ค้างรับ 400,000 − 300,000 100,000

ถ้าบันทึกรายได้ตามใบแจ้งหนี้ ปีแรกจะมีรายได้ 300,000 บาท ทั้งที่ทำงานไปแล้ว 40% ถ้าเงื่อนไขเก็บเงินกลับกัน เช่น เก็บ 60% เมื่อเซ็นสัญญา ส่วนที่เก็บเกินงานที่ทำจะเป็นรายได้รับล่วงหน้า 200,000 บาท งวดเก็บเงินเป็นเรื่องที่เจรจากับลูกค้า ไม่ใช่ตัววัดผลงาน

เมื่อประมาณการต้นทุนเปลี่ยน

มาตรฐานกำหนดให้ทบทวนประมาณการตลอดระยะเวลาที่ให้บริการ สมมติว่าปีที่สองงานยากกว่าที่คิด ประมาณการต้นทุนทั้งโครงการเพิ่มเป็น 750,000 บาท และ ณ สิ้นปีที่สองต้นทุนสะสมอยู่ที่ 600,000 บาท

  • ขั้นความสำเร็จสะสม = 600,000 ÷ 750,000 = 80%
  • รายได้สะสม = 1,000,000 × 80% = 800,000 บาท รายได้ของปีที่สองจึงเท่ากับ 800,000 − 400,000 = 400,000 บาท
  • ต้นทุนของปีที่สอง = 600,000 − 240,000 = 360,000 บาท กำไรขั้นต้นของปีที่สองเหลือ 40,000 บาท

กำไรสะสมสองปีเท่ากับ 200,000 บาท ซึ่งตรงกับ 80% ของกำไรทั้งโครงการตามประมาณการใหม่ (1,000,000 − 750,000 = 250,000 บาท) ผลของการประมาณการต่ำไปในปีแรกจึงตกอยู่ในปีที่แก้ไขประมาณการ บริษัทที่ไม่มีระบบเก็บต้นทุนรายโครงการจะคำนวณตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้ และจะรู้ว่าโครงการไหนขาดทุนเมื่องานจบแล้วเท่านั้น

ภาษีใช้เกณฑ์ไม่เหมือนกันทุกตัว

  • ภาษีเงินได้นิติบุคคล มาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้คำนวณรายได้และรายจ่ายตามเกณฑ์สิทธิ คือนำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใดมารวมคำนวณในรอบนั้น แม้ยังไม่ได้รับชำระ หลักการจึงไปทางเดียวกับบัญชี
  • ภาษีมูลค่าเพิ่ม มาตรา 78/1 กำหนดให้ความรับผิดจากการให้บริการเกิดขึ้นเมื่อได้รับชำระราคาค่าบริการ เว้นแต่ได้ออกใบกำกับภาษีหรือได้ใช้บริการก่อน ก็ให้ถือว่าความรับผิดเกิดขึ้นเมื่อนั้น

ในตัวอย่าง Subscription บริษัทที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มต้องออกใบกำกับภาษีเมื่อรับเงิน และนำค่าบริการทั้ง 120,000 บาทไปรวมเป็นยอดขายของเดือนภาษีตุลาคม แม้ทางบัญชีจะรับรู้รายได้เดือนละ 10,000 บาท ยอดขายใน ภ.พ.30 กับรายได้ในงบกำไรขาดทุนของธุรกิจบริการจึงไม่เท่ากันเป็นปกติ บริษัทควรทำกระทบยอดระหว่างสองตัวเลขนี้เก็บไว้ เพราะเป็นคำถามที่เจ้าหน้าที่และผู้สอบบัญชีถามเสมอ

คำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.1/2528 วางแนวปฏิบัติเรื่องเกณฑ์สิทธิของธุรกิจบางประเภทไว้เพิ่มเติม เช่น กิจการให้เช่าทรัพย์สินและกิจการก่อสร้าง ส่วนการปฏิบัติทางภาษีของเงินค่าบริการที่รับล่วงหน้า ควรให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจกับสัญญาจริงของบริษัท

สิ่งที่นักลงทุนและผู้สอบบัญชีจะดู

  • นโยบายการรับรู้รายได้ที่เขียนไว้ และใช้เหมือนกันทุกสัญญาทุกปี
  • ตารางรายได้รับล่วงหน้ารายสัญญา ที่ยอดรวมตรงกับงบแสดงฐานะการเงิน
  • ขั้นความสำเร็จของแต่ละโครงการ พร้อมที่มาของประมาณการต้นทุน และหลักฐานว่ามีการทบทวน
  • ความต่างระหว่างยอดวางบิล เงินรับ และรายได้ สามตัวเลขนี้ไม่ควรถูกเรียกปนกันในรายงานหรือ Pitch Deck รายได้ประจำต่อเดือน (MRR) ก็เป็นตัวชี้วัดการบริหาร ไม่ใช่รายได้ตามงบการเงิน
  • รายได้ที่กระจุกช่วงสิ้นงวด โดยเฉพาะรายการที่วางบิลก่อนส่งมอบงาน

เริ่มจากตรงไหน

  1. แยกสัญญาทั้งหมดเป็นสามกลุ่ม คือบริการต่อเนื่อง โครงการ และ Subscription หรือค่าบริการจ่ายล่วงหน้า
  2. เขียนนโยบายรับรู้รายได้ของแต่ละกลุ่มหนึ่งย่อหน้า ระบุวิธีวัดขั้นความสำเร็จที่ใช้ แล้วให้ผู้ทำบัญชีและผู้สอบบัญชีเห็นชอบ
  3. ทำตารางรายได้รับล่วงหน้า หนึ่งบรรทัดต่อหนึ่งสัญญา มีวันเริ่ม วันสิ้นสุด ยอดเงิน และจำนวนที่รับรู้ในแต่ละเดือน
  4. เก็บต้นทุนรายโครงการ อย่างน้อยชั่วโมงทำงานของทีมและค่าจ้างภายนอก และทบทวนประมาณการต้นทุนทั้งโครงการทุกเดือน
  5. เพิ่มสามรายการในขั้นตอนปิดบัญชีรายเดือน คือโอนรายได้รับล่วงหน้าเป็นรายได้ ตั้งรายได้ค้างรับของงานที่ทำแล้วยังไม่วางบิล และกระทบยอดรายได้กับยอดขายใน ภ.พ.30

เมื่อรายได้ถูกบันทึกตามงานที่ทำ กำไรรายเดือนจะบอกผลงานของเดือนนั้นจริง และเจ้าของกิจการจะเห็นว่าสัญญาแบบไหนทำกำไร โดยไม่ถูกรอบการเก็บเงินบังไว้

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี