แยกเงินส่วนตัวกับเงินบริษัท: เงินกู้กรรมการ เงินทดรอง และสิ่งที่ผู้สอบบัญชีจะถาม

เงินที่เจ้าของเบิกออกไปหรือจ่ายแทนบริษัทโดยไม่มีเอกสาร กลายเป็นลูกหนี้กรรมการที่ผู้สอบบัญชีและสรรพากรถาม วิธีแยกเงิน 5 แบบ บันทึกให้ถูก และแก้ยอดที่สะสมมาแล้ว

ตัวเลข 5 ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างตาชั่งที่เอียง ป้าย DIR และ CO
ในบทความนี้
  1. ทำไมเงินปนกันจึงเป็นปัญหา
  2. เงินระหว่างเจ้าของกับบริษัท 5 แบบ
  3. ตัวอย่าง: ยอดที่ไม่เคยเคลียร์
  4. ระบบที่ทำให้เงินไม่ปนกันอีก
  5. ถ้ายอดค้างสะสมมาแล้ว เริ่มจากตรงไหน

ในบริษัทเล็ก เจ้าของมักใช้บัตรส่วนตัวจ่ายค่าของบริษัท หรือโอนเงินบริษัทออกไปใช้ก่อนแล้วค่อยว่ากัน ช่วงแรกดูเหมือนไม่มีปัญหา เพราะเงินก็วนอยู่ในคนกลุ่มเดียวกัน แต่บริษัทจำกัดเป็นนิติบุคคลแยกจากผู้ถือหุ้น เงินทุกบาทที่ข้ามเส้นระหว่างเจ้าของกับบริษัทต้องมีชื่อเรียกในบัญชี และชื่อที่มักถูกใช้เมื่อไม่มีเอกสารคือ "ลูกหนี้กรรมการ" หรือ "เงินกู้ยืมจากกรรมการ" ที่ยอดโตขึ้นทุกปี

ยอดเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้สอบบัญชี เจ้าหน้าที่สรรพากร ธนาคาร และนักลงทุนถามถึงเป็นอันดับต้น ๆ บทความนี้อธิบายว่าเงินระหว่างเจ้าของกับบริษัทมีกี่แบบ แต่ละแบบต้องบันทึกและมีเอกสารอย่างไร กฎหมายภาษีข้อไหนที่เกี่ยวข้อง และถ้ายอดค้างสะสมมาแล้วควรเริ่มแก้จากตรงไหน

ทำไมเงินปนกันจึงเป็นปัญหา

ค่าใช้จ่ายที่หักภาษีไม่ได้

มาตรา 65 ตรี แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดรายจ่ายที่ห้ามนำมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิ ข้อที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงมีสามข้อ

  • (3) รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัว การให้โดยเสน่หา หรือการกุศล (เว้นแต่ที่กฎหมายกำหนดให้หักได้)
  • (13) รายจ่ายซึ่งมิใช่รายจ่ายเพื่อหากำไรหรือเพื่อกิจการโดยเฉพาะ
  • (18) รายจ่ายซึ่งผู้จ่ายพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครเป็นผู้รับ

ค่าอาหารครอบครัว ค่าเดินทางเที่ยวส่วนตัว หรือเงินที่โอนออกไปโดยไม่มีหลักฐานว่าจ่ายให้ใครเพื่ออะไร ถ้าบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัท เมื่อถูกตรวจจะถูกตัดออก ทำให้กำไรที่ต้องเสียภาษีสูงขึ้น

บริษัทให้กรรมการยืมโดยไม่คิดดอกเบี้ย

มาตรา 65 ทวิ (4) กำหนดว่า ถ้าบริษัทให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีดอกเบี้ย หรือมีดอกเบี้ยต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืม เงินที่เจ้าของเบิกออกไปแล้วบันทึกเป็นลูกหนี้กรรมการโดยไม่คิดดอกเบี้ย จึงอาจกลายเป็นรายได้ดอกเบี้ยที่บริษัทไม่เคยได้รับจริง แต่ต้องนำมาคำนวณภาษี

งบการเงินแสดงให้ทุกคนเห็น

คำชี้แจงประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง กำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน พ.ศ. 2566 ระบุว่ารายการ "เงินให้กู้ยืมระยะสั้น" รวมถึงเงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ พนักงาน และบุคคลที่เกี่ยวข้องกัน ส่วน "เงินกู้ยืมระยะยาว" รวมถึงเงินกู้ยืมจากบุคคลหรือกิจการที่เกี่ยวข้องกัน ยอดเหล่านี้จึงปรากฏในงบการเงินที่ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ซึ่งธนาคารและนักลงทุนค้นดูได้ ยอดให้กรรมการกู้ที่สูงเมื่อเทียบกับทุนหรือเงินสดมักถูกถามว่าเงินไปอยู่ที่ไหน และจะได้คืนเมื่อไร

เงินระหว่างเจ้าของกับบริษัท 5 แบบ

รายการ บันทึกเป็น เอกสารที่ต้องมี
กรรมการให้บริษัทกู้ยืม หนี้สิน (เงินกู้ยืมจากกรรมการ) สัญญากู้ระบุยอด ดอกเบี้ย และกำหนดชำระ หลักฐานเงินเข้าบัญชีบริษัท
บริษัทให้กรรมการกู้ยืม สินทรัพย์ (เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ) มติกรรมการ สัญญากู้ ดอกเบี้ยที่อธิบายได้ว่าสมเหตุสมผล ตารางชำระคืน
เงินทดรองจ่าย (Advance) ให้ไปใช้จ่ายงานบริษัท สินทรัพย์ชั่วคราว จนกว่าจะเคลียร์ ใบขอเบิก ใบเสร็จในชื่อบริษัท และแบบเคลียร์เงินทดรองภายในกำหนด
กรรมการจ่ายค่าใช้จ่ายของบริษัทแทน ค่าใช้จ่ายของบริษัท คู่กับหนี้ที่ต้องคืนกรรมการ ใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จในชื่อบริษัท แบบขอเบิกคืน
บริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายส่วนตัวของกรรมการ ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายของบริษัท บันทึกเป็นลูกหนี้กรรมการแล้วเรียกคืน หลักฐานการจ่าย และหลักฐานการชำระคืน

ถ้าตั้งใจให้เจ้าของได้รับเงินจากบริษัทเป็นประจำ ให้จ่ายผ่านช่องทางที่มีชื่อชัด เช่น เงินเดือนหรือค่าตอบแทนกรรมการที่บันทึกและหักภาษีตามระบบ หรือเงินปันผลที่ผ่านมติ ไม่ใช่การเบิกไปเรื่อย ๆ แล้วมาตีความทีหลัง

ตัวอย่าง: ยอดที่ไม่เคยเคลียร์

ตัวอย่างสมมติ เจ้าของบริษัทแห่งหนึ่งโอนเงินบริษัทออกไปใช้เป็นระยะ บางครั้งจ่ายค่าของบริษัทด้วยบัตรส่วนตัว และไม่เคยทำแบบเคลียร์ สิ้นปีผู้ทำบัญชีรวบรวมได้ดังนี้

รายการในปี บาท
เงินที่โอนออกให้เจ้าของโดยไม่มีเอกสารประกอบ 1,200,000
ค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่บริษัทจ่ายให้ 300,000
ค่าใช้จ่ายของบริษัทที่เจ้าของจ่ายแทน (มีใบเสร็จในชื่อบริษัท) −250,000
ลูกหนี้กรรมการคงเหลือสุทธิ 1,250,000

ถ้ายอด 1,250,000 บาทนี้ค้างอยู่ตลอดปีถัดไปโดยไม่คิดดอกเบี้ย และสมมติว่าอัตราดอกเบี้ยตลาดที่ใช้ประเมินคือ 5% ต่อปี ดอกเบี้ยที่อาจถูกประเมินเป็นรายได้ของบริษัทคือ 1,250,000 × 5% = 62,500 บาทต่อปี และค่าใช้จ่ายส่วนตัว 300,000 บาท ถ้าเคยบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทไว้ ก็ต้องกลับรายการออก

กราฟเส้นยอดคงเหลือบัญชีกรรมการรายเดือนตลอด 12 เดือน กรณีไม่เคลียร์ยอดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนถึง 1,250,000 บาทสิ้นปี กรณีเคลียร์ทุกสิ้นเดือนยอดอยู่ระหว่าง 0 ถึง 60,000 บาท
ยอดแต่ละเดือนไม่มาก แต่ถ้าไม่เคลียร์ สิ้นปีจะกลายเป็นหนึ่งในรายการใหญ่ของงบ

ระบบที่ทำให้เงินไม่ปนกันอีก

  1. แยกบัญชีธนาคารและบัตร รายรับของบริษัทเข้าบัญชีบริษัทเท่านั้น ใช้บัตรหรือบัญชีของบริษัทจ่ายค่าใช้จ่ายของบริษัท
  2. ขอเอกสารในชื่อบริษัททุกครั้ง ถ้าจำเป็นต้องจ่ายเงินส่วนตัวไปก่อน ให้ขอใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จในชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัท
  3. กำหนดวันเคลียร์เงินทดรอง เช่น ภายใน 7 วันหลังใช้จ่าย หรือก่อนสิ้นเดือน เงินที่เคลียร์ไม่ได้ต้องคืนเป็นเงินสด
  4. ทำตารางบัญชีกรรมการรายเดือน แยกรายการตาม 5 แบบข้างต้น ให้เจ้าของเซ็นรับรองยอดทุกสิ้นเดือน
  5. จ่ายเจ้าของผ่านเงินเดือนหรือเงินปันผล เพื่อให้เงินที่เจ้าของได้รับมีฐานะทางบัญชีและภาษีชัดเจนตั้งแต่ต้น
  6. เงินกู้ทุกก้อนต้องมีสัญญา ไม่ว่าจะเป็นกรรมการให้บริษัทกู้หรือบริษัทให้กรรมการกู้ ระบุยอด อัตราดอกเบี้ย และกำหนดชำระ พร้อมมติกรรมการ

ถ้ายอดค้างสะสมมาแล้ว เริ่มจากตรงไหน

  1. แยกยอดคงเหลือตาม 5 แบบ ร่วมกับผู้ทำบัญชี ไล่จากรายการเดินบัญชีธนาคารย้อนหลัง
  2. หาเอกสารของรายการที่เป็นของบริษัทจริง ค่าใช้จ่ายที่มีใบเสร็จในชื่อบริษัทย้ายไปเป็นค่าใช้จ่ายได้ ส่วนที่ไม่มีเอกสารให้ยอมรับว่าเป็นของเจ้าของ
  3. ทำสัญญาและแผนชำระคืน สำหรับยอดที่บริษัทให้กรรมการยืม และคุยกับที่ปรึกษาภาษีเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่อธิบายได้
  4. ลดยอดด้วยช่องทางที่ถูกต้อง เช่น เจ้าของโอนเงินคืน หรือถ้าจะหักกับเงินปันผลหรือค่าตอบแทน ให้ผ่านมติและบันทึกภาษีครบ ไม่ใช่เขียนตัดยอดทิ้ง
  5. เล่าให้ผู้สอบบัญชีฟังก่อนปิดงบ ผู้สอบบัญชีจะถามอยู่แล้ว การเตรียมตารางและเอกสารไว้ก่อนช่วยให้การตรวจสอบเร็วขึ้น

การแยกเงินไม่ได้แปลว่าเจ้าของจะใช้เงินบริษัทไม่ได้ แต่ทุกบาทที่ออกจากบริษัทต้องมีชื่อเรียกที่ถูกต้องและมีเอกสารรองรับ บริษัทที่ทำเรื่องนี้เป็นระบบตั้งแต่ต้น จะตอบคำถามของผู้สอบบัญชี ธนาคาร และนักลงทุนได้ด้วยตารางเดียว

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีหรือกฎหมาย การประเมินดอกเบี้ยและภาษีในกรณีจริงขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละบริษัท ข้อมูลกฎหมาย ณ เดือนกันยายน 2569

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี