บัญชีสินค้าคงเหลือสำหรับ SME: FIFO ถัวเฉลี่ย การลดมูลค่า และการตรวจนับสต็อก

วิธีคิดต้นทุนแบบ FIFO กับถัวเฉลี่ยทำให้กำไรต่างกันอย่างไร เมื่อไรต้องลดมูลค่าสต็อกตาม TFRS for NPAEs และทำไมของที่นับแล้วขาดอาจต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม พร้อมตัวอย่างคำนวณ

คำว่า FIFO ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างขั้นบันไดสามขั้นป้าย 50 55 และ 60
ในบทความนี้
  1. สินค้าคงเหลือคืออะไรในงบการเงิน
  2. FIFO กับถัวเฉลี่ย: ตัวอย่างที่กำไรต่างกัน
  3. เมื่อไรต้องลดมูลค่าสต็อก
  4. ตรวจนับสต็อกและผลทางภาษีของของที่ขาด
  5. เริ่มจากตรงไหน

สำหรับร้านค้า ผู้ค้าส่ง และโรงงานขนาดเล็ก สินค้าคงเหลือมักเป็นสินทรัพย์ก้อนใหญ่ที่สุดรองจากเงินสด แต่หลายกิจการรู้ยอดสต็อกจริงปีละครั้งตอนปิดงบ และพบว่าตัวเลขในระบบไม่ตรงกับของบนชั้น กำไรที่เห็นทั้งปีจึงเปลี่ยนไปในวันสุดท้าย

บทความนี้อธิบายว่ามาตรฐานบัญชีที่ SME ส่วนใหญ่ใช้กำหนดเรื่องสินค้าคงเหลือไว้อย่างไร วิธีคิดต้นทุนแบบเข้าก่อนออกก่อน (FIFO) กับวิธีถัวเฉลี่ยให้กำไรต่างกันแค่ไหน เมื่อไรต้องลดมูลค่าสต็อก และการตรวจนับเกี่ยวกับภาษีอย่างไร พร้อมตัวอย่างคำนวณที่ใช้ทวนกับผู้ทำบัญชีได้

สินค้าคงเหลือคืออะไรในงบการเงิน

บริษัทจำกัดที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ฉบับปรับปรุง 2565 ซึ่งเรื่องสินค้าคงเหลืออยู่ในบทที่ 8 สาระสำคัญมีสามข้อ

  • วัดมูลค่าด้วยราคาทุนหรือมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ แล้วแต่มูลค่าใดจะต่ำกว่า (ย่อหน้า 8.4)
  • ราคาทุนรวมทุกอย่างที่ทำให้สินค้าพร้อมขาย คือราคาซื้อ อากรขาเข้าและภาษีที่ขอคืนไม่ได้ ค่าขนส่ง ค่าขนถ่าย หักด้วยส่วนลดการค้า สำหรับสินค้าที่ผลิตเองรวมค่าแรงทางตรงและค่าใช้จ่ายการผลิตด้วย (ย่อหน้า 8.5–8.7)
  • เลือกวิธีคำนวณต้นทุนได้สามวิธี วิธีราคาเจาะจง วิธีเข้าก่อนออกก่อน หรือวิธีถัวเฉลี่ย (ย่อหน้า 8.9) วิธีเข้าหลังออกก่อน (LIFO) ไม่อยู่ในรายการ

ภาษีเงินได้นิติบุคคลก็มีหลักคล้ายกัน มาตรา 65 ทวิ (6) แห่งประมวลรัษฎากรให้คำนวณราคาสินค้าคงเหลือวันสุดท้ายของรอบบัญชีตามราคาทุนหรือราคาตลาด แล้วแต่อย่างใดจะน้อยกว่า และเมื่อเลือกหลักเกณฑ์คำนวณราคาทุนแล้วต้องใช้ต่อไปตลอด จะเปลี่ยนได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร การเลือกวิธีตั้งแต่ปีแรกจึงสำคัญกว่าที่หลายคนคิด

FIFO กับถัวเฉลี่ย: ตัวอย่างที่กำไรต่างกัน

ตัวอย่างสมมติ ร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าซื้อหลอดไฟรุ่นหนึ่งสามครั้งในปี ราคาต้นทุนสูงขึ้นทุกครั้ง แล้วขายออกไป 250 หลอดในราคาหลอดละ 90 บาท ได้รายได้ 22,500 บาท

ล็อต จำนวน (หลอด) ราคาทุนต่อหลอด (บาท) รวม (บาท)
ล็อต 1 100 50 5,000
ล็อต 2 200 55 11,000
ล็อต 3 100 60 6,000
รวม 400 22,000

วิธีเข้าก่อนออกก่อน (FIFO)

ถือว่าของที่ซื้อก่อนขายออกก่อน 250 หลอดที่ขายไปจึงมาจากล็อต 1 ทั้งหมด 100 หลอด และล็อต 2 อีก 150 หลอด

ต้นทุนขาย = (100 × 50) + (150 × 55) = 5,000 + 8,250 = 13,250 บาท

สินค้าคงเหลือ 150 หลอด = (50 × 55) + (100 × 60) = 2,750 + 6,000 = 8,750 บาท

วิธีถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก

เฉลี่ยต้นทุนทั้งหมดที่มีในงวดก่อน แล้วใช้ราคาเดียวกันทั้งของที่ขายและของที่เหลือ

ต้นทุนเฉลี่ย = 22,000 ÷ 400 = 55 บาทต่อหลอด

ต้นทุนขาย = 250 × 55 = 13,750 บาท

สินค้าคงเหลือ 150 หลอด = 150 × 55 = 8,250 บาท

รายการ (บาท) FIFO ถัวเฉลี่ย
รายได้ 22,500 22,500
ต้นทุนขาย 13,250 13,750
กำไรขั้นต้น 9,250 8,750
สินค้าคงเหลือปลายงวด 8,750 8,250
กราฟแท่งซ้อนเทียบการแบ่งต้นทุนสินค้า 22,000 บาท วิธี FIFO เป็นต้นทุนขาย 13,250 บาท (60.2%) และสินค้าคงเหลือ 8,750 บาท (39.8%) วิธีถัวเฉลี่ยเป็นต้นทุนขาย 13,750 บาท (62.5%) และสินค้าคงเหลือ 8,250 บาท (37.5%)
ต้นทุนรวมเท่ากัน 22,000 บาท วิธีคิดต้นทุนเปลี่ยนแค่ว่าส่วนไหนเป็นค่าใช้จ่ายปีนี้ ส่วนไหนยกไปปีหน้า

เมื่อราคาซื้อสูงขึ้น FIFO ให้ต้นทุนขายต่ำกว่าและกำไรสูงกว่า ส่วนถัวเฉลี่ยทำให้ต้นทุนต่อหน่วยเรียบกว่า ทั้งสองวิธีถูกต้องตามมาตรฐาน ต่างกันแค่จังหวะเวลาที่ต้นทุนกลายเป็นค่าใช้จ่าย ในตัวอย่างนี้ส่วนต่าง 500 บาทจะไหลไปเป็นต้นทุนขายในงวดถัดไปเมื่อขายหลอดที่เหลือ

เลือกวิธีไหนดี

  • วิธีราคาเจาะจง เหมาะกับสินค้าชิ้นใหญ่ที่แยกตัวได้ เช่น รถยนต์ เครื่องจักร หรือสินค้าที่มีเลขประจำเครื่อง
  • FIFO ตรงกับการหยิบของจริงของสินค้าที่มีวันหมดอายุหรือตกรุ่น ยอดสต็อกปลายงวดใกล้ราคาซื้อล่าสุด
  • ถัวเฉลี่ย เหมาะกับสินค้าเหมือนกันจำนวนมากที่ปนกันในคลัง ราคาต่อหน่วยไม่กระโดดตามล็อต โปรแกรมบัญชีหลายตัวใช้ถัวเฉลี่ยเคลื่อนที่ซึ่งคำนวณใหม่ทุกครั้งที่รับของ

ไม่ว่าเลือกแบบไหน ให้ตั้งค่าในโปรแกรมบัญชีให้ตรงกับนโยบายที่เปิดเผยในหมายเหตุงบการเงิน และใช้วิธีเดียวกันทุกปี

เมื่อไรต้องลดมูลค่าสต็อก

มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (Net Realizable Value) คือราคาที่คาดว่าจะขายได้ตามปกติ หักต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อให้ขายได้ (ย่อหน้า 8.11) ถ้าสินค้าเสียหาย ล้าสมัย หรือราคาขายตกจนต่ำกว่าทุน ต้องลดมูลค่าลงมา และให้พิจารณาเป็นรายการสินค้าแต่ละประเภท (ย่อหน้า 8.12)

ต่อจากตัวอย่างสมมติ ใช้วิธีถัวเฉลี่ย ตอนสิ้นปีพบหลอดไฟ 40 หลอดกล่องบุบ คาดว่าขายลดราคาได้หลอดละ 45 บาท และต้องเสียค่าขนส่งให้ร้านที่รับซื้อหลอดละ 3 บาท

มูลค่าสุทธิที่จะได้รับ = 45 − 3 = 42 บาทต่อหลอด

ลดมูลค่า = 40 × (55 − 42) = 520 บาท

ตามมาตรฐาน ยอด 520 บาทนี้บันทึกเป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนขายในงวดที่ลดมูลค่า (ย่อหน้า 8.16) ส่วนทางภาษี ราคาตลาดตามมาตรา 65 ทวิ (6) กับมูลค่าสุทธิตามมาตรฐานบัญชีไม่ได้นิยามแบบเดียวกัน และการตั้งค่าเผื่อแบบประมาณรวม ๆ อาจเข้าข่ายเงินสำรองที่มาตรา 65 ตรี (1) ห้ามนำมาหัก ควรเก็บหลักฐานราคาขายจริงหรือใบเสนอซื้อไว้ และให้ผู้ทำบัญชีพิจารณาว่าต้องบวกกลับตอนยื่นภาษีหรือไม่

ตรวจนับสต็อกและผลทางภาษีของของที่ขาด

ยอดในระบบบอกว่าควรมีของเท่าไร การตรวจนับบอกว่ามีจริงเท่าไร ส่วนต่างที่ไม่ได้อธิบายคือปัญหาที่ต้องรู้ก่อนผู้สอบบัญชีหรือเจ้าหน้าที่สรรพากรจะเจอ

ของขาดในทางบัญชี

สมมติว่าระบบบอกว่ามีหลอดไฟ 150 หลอด แต่นับได้ 144 หลอด ขาด 6 หลอด ต้นทุนถัวเฉลี่ย 55 บาท ผลขาดทุนจากสินค้าสูญหาย 6 × 55 = 330 บาท ตามมาตรฐานบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายในการบริหาร ไม่ใช่ต้นทุนขาย (ย่อหน้า 8.16)

ของขาดในทางภาษีมูลค่าเพิ่ม

  • ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มที่ขายสินค้าต้องทำ รายงานสินค้าและวัตถุดิบ ตามมาตรา 87 (3) โดยลงรายการภายในสามวันทำการนับแต่วันที่ได้มาหรือจำหน่ายออกไป และเก็บรายงานกับเอกสารประกอบไว้ไม่น้อยกว่าห้าปีตามมาตรา 87/3
  • มาตรา 77/1 (8) (จ) ให้ถือว่า สินค้าที่ขาดจากรายงานสินค้าและวัตถุดิบเป็นการขาย และมาตรา 79 (3) ให้ใช้ราคาตลาดของสินค้าในวันที่ความรับผิดเกิดขึ้นเป็นฐานภาษี

ในตัวอย่าง ของที่ขาด 6 หลอดซึ่งขายปกติหลอดละ 90 บาท อาจต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มจากฐาน 6 × 90 = 540 บาท ทั้งที่ไม่มีใครจ่ายเงินมาเลย ถ้าสินค้าเสียหายจากเหตุที่พิสูจน์ได้ เช่น ภัยธรรมชาติ ให้เก็บหลักฐานไว้และปรึกษาผู้ทำบัญชีก่อนตัดยอด เพราะผลทางภาษีขึ้นกับข้อเท็จจริง

ขั้นตอนตรวจนับสิ้นปี

  1. หยุดรับและจ่ายของระหว่างนับ หรือกำหนดเวลาตัดยอดที่ชัดเจน ใบรับของและใบส่งของก่อนเวลานั้นลงระบบให้ครบ
  2. แยกของที่ไม่ใช่ของเรา เช่น ของฝากขายจากซัพพลายเออร์ หรือของที่ลูกค้าจ่ายเงินแล้วแต่ยังไม่มารับ และนับของเราที่อยู่นอกคลัง เช่น ของฝากขายที่ร้านอื่น
  3. นับเป็นคู่ คนหนึ่งนับ อีกคนบันทึก ใช้ใบนับที่มีเลขกำกับ ห้ามเห็นยอดในระบบก่อนนับ
  4. แยกของเสียและของค้างนาน ไว้พิจารณาลดมูลค่าตามหัวข้อก่อน
  5. ไล่หาสาเหตุของผลต่าง ก่อนปรับยอด ผลต่างจำนวนมากมักมาจากการลงรับของผิดหน่วย หรือขายไปแล้วแต่ไม่ได้ตัดสต็อก ไม่ใช่ของหายจริง
  6. เก็บใบนับและรายงานผลต่างที่เซ็นรับรอง ผู้สอบบัญชีอาจขอเข้าสังเกตการณ์การตรวจนับ และจะขอดูเอกสารเหล่านี้

เริ่มจากตรงไหน

  1. ยืนยันวิธีคิดต้นทุน ที่ใช้อยู่กับผู้ทำบัญชี ดูว่าโปรแกรมบัญชีตั้งค่าตรงกับที่เปิดเผยในหมายเหตุงบการเงินปีก่อนหรือไม่ ถ้าอยากเปลี่ยนวิธี ให้คุยเรื่องการขออนุมัติจากกรมสรรพากรก่อน
  2. เช็กว่าราคาทุนรวมค่าขนส่งขาเข้าแล้ว หลายกิจการบันทึกค่าขนส่งเป็นค่าใช้จ่ายทันที ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำเกินจริง
  3. นับสต็อกบางส่วนทุกเดือน เช่น นับสินค้า 20 รายการที่มูลค่าสูงสุด เพื่อเจอผลต่างเร็วก่อนสิ้นปี
  4. ทำรายงานอายุสต็อก แยกตามระยะเวลาที่ค้าง สินค้าที่ไม่เคลื่อนไหวนานควรถูกยกมาตัดสินใจว่าจะลดราคา ส่งคืน หรือลดมูลค่า
  5. ถ้าจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ให้ตรวจว่ารายงานสินค้าและวัตถุดิบลงรายการทันเวลาและยอดตรงกับของจริง

สินค้าคงเหลือที่บันทึกถูกวิธีและนับตรงกับระบบ ทำให้กำไรรายเดือนเชื่อถือได้ และลดเรื่องที่ต้องอธิบายตอนผู้สอบบัญชี ธนาคาร หรือนักลงทุนตรวจงบการเงิน

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางบัญชีหรือภาษีสำหรับกรณีเฉพาะ ข้อมูลกฎหมายและมาตรฐาน ณ เดือนตุลาคม 2569

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี