เจรจาเครดิตเทอมกับซัพพลายเออร์: คิดมูลค่าวันเครดิต ส่วนลดเงินสด และเกณฑ์ใหม่ 45 วัน

เครดิตจากซัพพลายเออร์คือเงินทุนไม่มีดอกเบี้ย วิธีคิดว่าวันเครดิตที่เพิ่มปลดเงินสดได้เท่าไร ต้นทุนของการไม่รับส่วนลด สิ่งที่นำไปแลก และเกณฑ์ กขค. ที่มีผล 2 พ.ย. 2569

ตัวเลข 45 ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างตารางปฏิทินลายเส้น 60 ช่อง มีเครื่องหมายถูก 30 ช่องแรกและช่องที่ 45 เป็นสีดำ
ในบทความนี้
  1. เครดิตจากซัพพลายเออร์คือแหล่งเงินทุน
  2. คิดต้นทุนของส่วนลดเงินสดก่อนปฏิเสธ
  3. เตรียมตัวก่อนขอ
  4. สิ่งที่นำไปแลก
  5. เกณฑ์ใหม่เมื่อผู้ซื้อรายใหญ่ซื้อจาก SME
  6. อย่ายืดการจ่ายเองโดยไม่ได้ตกลง
  7. เริ่มจากตรงไหน

เจ้าของ SME ส่วนใหญ่ใช้แรงไปกับการตามให้ลูกค้าจ่ายเร็วขึ้น แต่แทบไม่ได้คิดเรื่องจังหวะที่ตัวเองจ่ายซัพพลายเออร์ ทั้งที่เครดิตจากซัพพลายเออร์มักเป็นเงินที่ถูกที่สุดที่ธุรกิจเล็กหาได้ ไม่มีดอกเบี้ย ไม่ต้องมีหลักประกัน ไม่ต้องยื่นขอสินเชื่อ การเลื่อนวันจ่ายจาก 30 วันเป็น 60 วันอาจปลดเงินสดได้มากกว่าวงเงินใหม่จากธนาคาร โดยมีเงื่อนไขว่าต้องได้มาจากการเจรจา ไม่ใช่การจ่ายช้าเอาเอง

บทความนี้อธิบายวิธีคิดว่าเครดิตเทอมที่ยาวขึ้นมีมูลค่าเท่าไร วิธีตัดสินว่าควรรับส่วนลดเงินสดหรือไม่ การเตรียมตัวและสิ่งที่นำไปแลกในการเจรจา รวมถึงขอบเขตที่กฎหมายกำหนดไว้

เครดิตจากซัพพลายเออร์คือแหล่งเงินทุน

ทุกวันที่เรายังไม่จ่ายซัพพลายเออร์ เงินของเขากำลังหมุนอยู่ในธุรกิจของเรา จำนวนเงินคำนวณได้ง่าย ๆ

เงินสดที่ปลดได้ = ยอดซื้อเชื่อต่อปี ÷ 365 × จำนวนวันเครดิตที่เพิ่มขึ้น

ตัวอย่างสมมติ บริษัทจัดจำหน่ายซื้อสินค้าเงินเชื่อปีละ 24 ล้านบาท หรือราววันละ 65,750 บาท ถ้าเปลี่ยนเครดิตเทอมกับซัพพลายเออร์รายหลักจาก 30 วันเป็น 60 วัน วันที่เพิ่มขึ้น 30 วันจะทำให้มีเงินอยู่ในธุรกิจเพิ่มราว 1.97 ล้านบาท และเงินก้อนนี้จะอยู่ไปตราบที่ยอดซื้อยังเท่าเดิม จึงคล้ายวงเงินทุนหมุนเวียนถาวรที่ไม่มีดอกเบี้ย

เครดิตเทอมเป็นหนึ่งในสามคันโยกของวงจรเงินสด ร่วมกับระยะเวลาที่สินค้าค้างสต็อกและระยะเวลาที่ลูกค้าใช้จ่ายเงิน (ดู วงจรเงินสด) ส่วนระยะเวลาชำระหนี้เฉลี่ย (Days Payable Outstanding หรือ DPO) ซึ่งเท่ากับเจ้าหนี้การค้า ÷ ยอดซื้อ × จำนวนวันในงวด บอกได้ว่าวันนี้เราอยู่ตรงไหน

คิดต้นทุนของส่วนลดเงินสดก่อนปฏิเสธ

ซัพพลายเออร์บางรายเสนอในทางกลับกัน คือให้ส่วนลดถ้าจ่ายเร็ว เงื่อนไขที่เขียนว่า "2/10 net 30" หมายถึงได้ส่วนลด 2% ถ้าจ่ายภายใน 10 วัน ไม่อย่างนั้นต้องจ่ายเต็มจำนวนภายใน 30 วัน การไม่รับส่วนลดเท่ากับยืมเงินซัพพลายเออร์เพิ่มอีก 20 วัน และเงินกู้ก้อนนี้มีราคา

ต้นทุนต่อปีของการไม่รับส่วนลด = % ส่วนลด ÷ (100% − % ส่วนลด) × 365 ÷ (จำนวนวันเครดิตเต็ม − จำนวนวันที่ได้ส่วนลด)

เงื่อนไข 2/10 net 30 คิดได้ 2 ÷ 98 × 365 ÷ 20 = 37.2% ต่อปี (ตำราบางเล่มใช้ปีละ 360 วัน ได้ 36.7% ข้อสรุปไม่ต่างกัน) ถ้ากู้เงินได้ในอัตราต่ำกว่านี้ หรือมีเงินสดว่างที่ได้ผลตอบแทนต่ำกว่านี้ ควรรับส่วนลด สูตรเดียวกันให้คำตอบต่างกันมากตามเงื่อนไข

กราฟแท่งต้นทุนต่อปีของการไม่รับส่วนลดเงินสด 2/10 net 30 เท่ากับ 37.2% 2/10 net 45 เท่ากับ 21.3% 1/10 net 30 เท่ากับ 18.4% 2/10 net 60 เท่ากับ 14.9% และ 1/10 net 60 เท่ากับ 7.4% เทียบเส้นต้นทุนเงินกู้สมมติ 8% มีเพียง 1/10 net 60 ที่ต่ำกว่าเส้น
ส่วนลดส่วนใหญ่คุ้มที่จะรับถ้ามีเงินสดหรือวงเงินที่ถูกกว่า ในตัวอย่างนี้มีเพียงส่วนลดเล็กกับเครดิตยาวที่มีต้นทุนต่ำกว่าเงินกู้ธุรกิจ

ส่วนลดเงินสดยังเป็นเครื่องมือเจรจาได้ด้วย ถ้าซัพพลายเออร์ต้องการเงินสดและเรามีเงิน การเสนอจ่ายภายใน 10 วันเพื่อแลกส่วนลดอาจมีค่ากับทั้งสองฝ่ายมากกว่าการต่อราคา

เตรียมตัวก่อนขอ

ซัพพลายเออร์ยอมให้เครดิตยาวขึ้นเมื่อเห็นว่าเราเป็นลูกค้าที่ไว้ใจได้ ไม่ใช่เมื่อได้ยินคำเรียกร้อง ก่อนเข้าคุยให้เตรียมข้อมูลเหล่านี้

  • ยอดซื้อและประวัติกับเขา ยอดซื้อ 12 เดือนที่ผ่านมา การเติบโต และประวัติการจ่ายตรงเวลา ถ้าเคยจ่ายช้า ให้แก้เรื่องนี้ก่อน
  • แผนปีหน้า ยอดซื้อที่คาด สินค้าใหม่ หรือประมาณการสั่งซื้อที่พร้อมจะแบ่งให้ดู
  • เงื่อนไขในตลาด ซัพพลายเออร์รายอื่นที่ขายสินค้าเดียวกันให้เครดิตเท่าไร ขอใบเสนอราคาเป็นลายลักษณ์อักษรไว้อย่างน้อยหนึ่งราย
  • สถานะของเขา เราคิดเป็นสัดส่วนเท่าไรของยอดขายเขา บริษัทเขาใหญ่หรือเล็กกว่าเรา และเขามีแนวโน้มขาดเงินสดเองหรือไม่
  • มูลค่าของแต่ละขั้น ใช้สูตรข้างต้นคิดว่าเครดิตเพิ่ม 15, 30 หรือ 45 วันมีค่ากับเราเท่าไร จะได้รู้ว่าให้อะไรตอบแทนได้แค่ไหน

สิ่งที่นำไปแลก

การเจรจาไปได้ดีกว่าเมื่อเรามีอะไรให้แลก ไม่ใช่ขออย่างเดียว ข้อแลกเปลี่ยนที่ใช้กันบ่อยมีดังนี้

สิ่งที่ผู้ซื้อเสนอได้ และสิ่งที่ขอกลับได้
เราเสนอ เราขอ
รับปากยอดซื้อ หรือทำสัญญาระยะยาวขึ้น เครดิตเทอมยาวขึ้นสำหรับทุกคำสั่งซื้อ
ประมาณการสั่งซื้อล่วงหน้าแบบต่อเนื่อง ให้เขาวางแผนผลิตได้ นับเครดิตจากวันส่งของ แทนวันสั่งซื้อ
จ่ายวันเดียวกันทุกเดือนด้วยการโอนเงิน เครดิตเพิ่ม 15 วัน แลกกับความแน่นอน
จ่ายเร็วเมื่อมีเงินสดเหลือ ส่วนลด ที่คิดราคาด้วยสูตรข้างต้นแล้ว
สั่งครั้งละมากขึ้น แต่ห่างขึ้น สินค้าฝากขาย หรือแบ่งจ่ายเป็นงวดสำหรับคำสั่งซื้อใหญ่

ขอให้บันทึกเงื่อนไขใหม่เป็นลายลักษณ์อักษร ในสัญญาซื้อขาย เงื่อนไขในใบสั่งซื้อ หรืออีเมลยืนยัน คำรับปากของพนักงานขายอาจไปไม่ถึงฝ่ายบัญชีของซัพพลายเออร์ แล้ววันที่ 31 เราจะได้รับโทรศัพท์ทวงเงิน

เกณฑ์ใหม่เมื่อผู้ซื้อรายใหญ่ซื้อจาก SME

เครดิตเทอมระหว่างบริษัทใหญ่กับซัพพลายเออร์รายเล็กมีกฎกำกับในไทย ประกาศคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าฉบับใหม่เรื่องแนวทางการปฏิบัติทางการค้าที่เป็นธรรมเกี่ยวกับระยะเวลาการให้สินเชื่อทางการค้า (Credit Term) ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่กับ SME ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2569 และมีผลตั้งแต่วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 สาระสำคัญโดยสรุปมีดังนี้

  • ผู้ประกอบธุรกิจขนาดใหญ่ คือผู้ซื้อที่มีรายได้จากการประกอบธุรกิจในไทยตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไปในปีบัญชีก่อน โดยนับรายได้ของบริษัทในเครือที่อยู่ภายใต้การควบคุมเดียวกันรวมกัน ผู้ค้าส่งค้าปลีกขนาดใหญ่ เช่น ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ ใช้เกณฑ์เดียวกัน
  • SME คือธุรกิจการผลิตที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คนและรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท หรือธุรกิจบริการ ค้าส่ง ค้าปลีก ที่มีลูกจ้างไม่เกิน 100 คนและรายได้ไม่เกิน 300 ล้านบาท
  • เครดิตเทอมสูงสุด 30 วันสำหรับสินค้าเกษตรและสินค้าเกษตรแปรรูปขั้นต้น และ 45 วันสำหรับสินค้าและบริการอื่น ถ้าเคยตกลงกันไว้สั้นกว่านี้ให้ใช้ตามที่ตกลง การกำหนดยาวกว่านี้ต้องมีเหตุผลทางธุรกิจที่สมควร และพิจารณาเป็นรายกรณี
  • เริ่มนับเมื่อไร นับจากวันที่ส่งมอบสินค้าหรือบริการครบตามที่ตกลง และส่งเอกสารครบถ้วนถูกต้องแล้ว ถ้าเป็นการฝากขาย เริ่มนับเมื่อขายสินค้าได้
  • สิ่งที่ถือว่าไม่เป็นธรรม เช่น จ่ายช้ากว่ากำหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือเปลี่ยนเครดิตเทอมหรือเงื่อนไขอื่นโดยไม่มีเหตุผล หรือแจ้งล่วงหน้าไม่ถึง 60 วัน

กฎนี้มีผลทั้งสองทาง ถ้าเราเป็น SME ที่ขายให้บริษัทใหญ่ ให้เก็บหลักฐานวันส่งมอบและวันส่งเอกสารไว้ให้ดี เพราะเป็นวันเริ่มนับเครดิต ถ้ากลุ่มบริษัทของเรามีรายได้ใกล้ 500 ล้านบาท ให้ตรวจว่าซัพพลายเออร์ของเราเป็น SME หรือไม่ ก่อนขอเครดิต 60 หรือ 90 วัน

อย่ายืดการจ่ายเองโดยไม่ได้ตกลง

การจ่ายช้าโดยไม่ได้ตกลงอาจดูเป็นทางออกเร็ว แต่เป็นการกู้เงินในเงื่อนไขที่แย่ที่สุด ซัพพลายเออร์อาจหยุดส่งของ เปลี่ยนเป็นให้จ่ายเงินสดก่อน หรือขึ้นราคา นอกจากนี้ยังเรียกดอกเบี้ยผิดนัดจากยอดค้างชำระได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และสัญญาอาจกำหนดค่าปรับจ่ายช้าไว้เอง เมื่อซัพพลายเออร์รายหนึ่งไม่พอใจ ข่าวก็กระจายในวงการเล็ก ๆ ได้เร็ว

ถ้าจ่ายตรงเวลาไม่ได้ ให้โทรบอกก่อนวันครบกำหนด อธิบายเหตุผล และเสนอวันที่จ่ายได้แน่นอนหรือขอจ่ายบางส่วนก่อน ซัพพลายเออร์ที่รู้ล่วงหน้ามีแนวโน้มยอมมากกว่าซัพพลายเออร์ที่ต้องตามทวงเอง

เริ่มจากตรงไหน

  1. เรียงซัพพลายเออร์ตามยอดซื้อต่อปี จดเครดิตเทอมปัจจุบันและ DPO ของแต่ละราย ห้ารายแรกมักเป็นมูลค่าส่วนใหญ่
  2. คำนวณว่าวันเครดิตที่เพิ่มมีค่าเท่าไร กับแต่ละราย และต้นทุนต่อปีของส่วนลดเงินสดที่ได้รับเสนอ
  3. แก้ประวัติการจ่ายของตัวเองก่อนขอ จ่ายตรงวันที่ตกลงสักสองถึงสามเดือน
  4. เตรียมข้อเสนอหนึ่งอย่างต่อซัพพลายเออร์หนึ่งราย เช่น ประมาณการสั่งซื้อ การรับปากยอดซื้อ หรือวันจ่ายที่แน่นอน แล้วขอเครดิตเทอมที่ระบุจำนวนวันชัดเจนกลับมา
  5. บันทึกเงื่อนไขใหม่เป็นลายลักษณ์อักษร แล้วปรับประมาณการเงินสดให้เห็นผลของวันเครดิตที่เพิ่มขึ้น

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมายหรือการเงินสำหรับธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อกฎหมายตรวจสอบ ณ เดือนตุลาคม 2569 บริษัทและตัวเลขในตัวอย่างเป็นตัวอย่างสมมติ

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี