วงจรเงินสด (Cash Conversion Cycle): ดึงเงินที่จมอยู่ในสต็อกและลูกหนี้กลับมา

ขายดีขึ้นแต่เงินสดตึงขึ้นเพราะเงินจมอยู่ในสต็อกและลูกหนี้ วิธีคำนวณ DIO, DSO, DPO จากงบการเงินของคุณเอง แปลงจำนวนวันเป็นเงินบาท และห้าวิธีย่อวงจรเงินสด พร้อมตัวอย่างตัวเลข

ตัวเลข 45 ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างวงจรสามจุด DIO DSO DPO ที่เน้นจุด DSO
ในบทความนี้
  1. วงจรเงินสดมีสามส่วน
  2. คำนวณจากงบการเงินของคุณ
  3. แปลงวันเป็นเงินบาท
  4. ห้าวิธีย่อวงจรเงินสด
  5. ข้อควรระวังเวลาอ่านตัวเลข
  6. เริ่มต้นสัปดาห์นี้

ธุรกิจที่ขายดีขึ้นทุกเดือนแต่เงินในบัญชีกลับตึงขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่เรื่องแปลก เงินสดของกิจการซื้อมาขายไปหรือผลิตสินค้าต้องเดินทางเป็นวงกลม จ่ายค่าสินค้าออกไป สินค้าวางอยู่ในคลัง ขายเป็นเงินเชื่อ แล้วจึงรอลูกค้าจ่าย ยิ่งวงกลมนี้ยาว เงินก็ยิ่งจมอยู่ในสต็อกและลูกหนี้นานขึ้น และยิ่งขายมาก เงินที่จมก็ยิ่งมาก

ตัวเลขที่บอกความยาวของวงกลมนี้คือ วงจรเงินสด (Cash Conversion Cycle) นับเป็นจำนวนวัน บทความนี้อธิบายวิธีคำนวณจากงบการเงินของคุณเอง แปลงจำนวนวันให้เป็นเงินบาท และเลือกว่าจะดึงเงินที่จมอยู่กลับมาจากตรงไหนก่อน

วงจรเงินสดมีสามส่วน

  • ระยะเวลาขายสินค้าเฉลี่ย (DIO: Days Inventory Outstanding) สินค้าอยู่ในคลังกี่วันก่อนขายออก
  • ระยะเวลาเก็บหนี้เฉลี่ย (DSO: Days Sales Outstanding) ขายไปแล้วกี่วันจึงได้เงินจากลูกค้า
  • ระยะเวลาชำระหนี้เฉลี่ย (DPO: Days Payable Outstanding) ซื้อของมาแล้วกี่วันจึงจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์

วงจรเงินสด = DIO + DSO − DPO

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใช้สูตรเดียวกันนี้กับบริษัทจดทะเบียน ผลลัพธ์คือจำนวนวันที่กิจการต้องใช้เงินของตัวเองหนุนการค้าไว้ ตั้งแต่วันที่จ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์จนถึงวันที่ได้เงินคืนจากลูกค้า ยิ่งน้อยยิ่งดี และธุรกิจบางประเภทที่ขายเป็นเงินสดทันทีแต่ได้เครดิตจากซัพพลายเออร์ อาจมีวงจรเงินสดติดลบ คือได้เงินจากลูกค้าก่อนต้องจ่ายค่าสินค้าด้วยซ้ำ

คำนวณจากงบการเงินของคุณ

ใช้ตัวเลขทั้งปีจากงบกำไรขาดทุน และยอดคงเหลือจากงบฐานะการเงิน ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้ยอดเฉลี่ยของต้นปีกับสิ้นปี

DIO = สินค้าคงเหลือ ÷ ต้นทุนขาย × 365

DSO = ลูกหนี้การค้า ÷ รายได้จากการขาย × 365

DPO = เจ้าหนี้การค้า ÷ ต้นทุนขาย × 365

ข้อสังเกตสองข้อ DIO และ DPO หารด้วยต้นทุนขาย เพราะสินค้าและเจ้าหนี้บันทึกด้วยราคาทุน ส่วน DSO หารด้วยยอดขาย เพราะลูกหนี้บันทึกด้วยราคาขาย ถ้ากิจการมีทั้งขายเงินสดและเงินเชื่อ การหารด้วยยอดขายเงินเชื่ออย่างเดียวจะได้ตัวเลขที่ใกล้ความจริงกว่า ส่วน DPO ถ้ามีข้อมูลยอดซื้อทั้งปี ใช้ยอดซื้อแทนต้นทุนขายจะแม่นยำกว่า

ตัวอย่าง

ตัวอย่างสมมติ บริษัทจัดจำหน่ายอุปกรณ์แห่งหนึ่งมียอดขายปีละ 36.5 ล้านบาท (เฉลี่ยวันละ 100,000 บาท) และต้นทุนขาย 25.55 ล้านบาท (วันละ 70,000 บาท)

รายการ ยอดคงเหลือ (บาท) หารด้วยต่อวัน จำนวนวัน
สินค้าคงเหลือ 2,800,000 ต้นทุนขาย 70,000 DIO 40
ลูกหนี้การค้า 3,500,000 ยอดขาย 100,000 DSO 35
เจ้าหนี้การค้า 2,100,000 ต้นทุนขาย 70,000 DPO 30
วงจรเงินสด 40 + 35 − 30 = 45 วัน

เงินที่จมอยู่ในการค้าของบริษัทนี้เท่ากับสินค้าคงเหลือบวกลูกหนี้ หักเจ้าหนี้ คือ 2.8 + 3.5 − 2.1 = 4.2 ล้านบาท เป็นเงินที่กิจการต้องหามาหนุนไว้ตลอดเวลา จากเงินทุนของเจ้าของหรือจากเงินกู้

แปลงวันเป็นเงินบาท

จำนวนวันมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อรู้ว่าแต่ละวันมีค่าเท่าไร วิธีคิดง่าย ๆ คือ

  • DSO ลดลง 1 วัน ได้เงินกลับมาเท่ากับยอดขายหนึ่งวัน ในตัวอย่างคือ 100,000 บาท
  • DIO ลดลง 1 วัน ได้เงินกลับมาเท่ากับต้นทุนขายหนึ่งวัน คือ 70,000 บาท
  • DPO เพิ่มขึ้น 1 วัน เงินอยู่กับกิจการนานขึ้นเท่ากับต้นทุนขายหนึ่งวัน คือ 70,000 บาท

ถ้าบริษัทในตัวอย่างเก็บเงินเร็วขึ้น 7 วัน (DSO 35 → 28) ลดสต็อกลง 8 วัน (DIO 40 → 32) และตกลงเครดิตกับซัพพลายเออร์ได้ยาวขึ้น 5 วัน (DPO 30 → 35) วงจรเงินสดจะเหลือ 25 วัน และมีเงินสดกลับมา 1.61 ล้านบาท โดยไม่ต้องขายเพิ่มแม้แต่บาทเดียว

กราฟแท่งนอนเงินสดที่ได้คืนจากการย่อวงจรเงินสด 45 วันเหลือ 25 วัน เก็บเงินลูกค้าเร็วขึ้น 7 วันได้ 700,000 บาท ลดสต็อก 8 วันได้ 560,000 บาท ขยายเครดิตซัพพลายเออร์ 5 วันได้ 350,000 บาท รวม 1.61 ล้านบาท
ในตัวอย่างนี้ การเก็บเงินลูกค้าให้เร็วขึ้นให้เงินคืนมากที่สุด เพราะแต่ละวันของลูกหนี้คิดตามราคาขาย ไม่ใช่ราคาทุน

อีกด้านหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ การเติบโตก็กินเงินสด ถ้ายอดขายโตขึ้น 20% โดยจำนวนวันเท่าเดิม เงินที่จมในการค้าจะโตตามเป็น 5.04 ล้านบาท กิจการต้องหาเงินเพิ่มอีก 840,000 บาทเพื่อรองรับยอดขายที่เพิ่มขึ้น นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจที่โตเร็วมักขาดสภาพคล่อง ทั้งที่มีกำไร

ห้าวิธีย่อวงจรเงินสด

1. เก็บเงินลูกค้าให้เร็วขึ้น

  • ออกใบแจ้งหนี้วันเดียวกับที่ส่งของหรือส่งงาน ทุกวันที่ช้าไปคือวันที่บวกเข้า DSO
  • ดูรายงานอายุลูกหนี้ (Aging Report) ทุกสัปดาห์ และโทรเตือนก่อนครบกำหนด ไม่ใช่หลังเลยกำหนด
  • ตั้งเงื่อนไขเครดิตเป็นลายลักษณ์อักษร และทบทวนวงเงินของลูกค้าที่จ่ายช้าเป็นประจำ
  • สำหรับงานโครงการ เก็บเงินมัดจำหรือแบ่งงวดตามความคืบหน้า

2. ลดสินค้าที่ขายช้า

แยกสินค้าตามความเร็วในการขาย สินค้าไม่กี่รายการที่ขายช้ามักกินเงินในคลังเป็นสัดส่วนสูง ลดจำนวนสั่งซื้อต่อครั้งแล้วสั่งถี่ขึ้น ทบทวนจุดสั่งซื้อใหม่จากยอดขายจริง และระบายสินค้าเก่าแม้ต้องลดราคา เงินที่ได้คืนมักมีค่ามากกว่าสินค้าที่วางรอบนชั้น

3. เจรจาเครดิตกับซัพพลายเออร์อย่างตรงไปตรงมา

ขอเครดิตยาวขึ้นโดยใช้สิ่งที่ซัพพลายเออร์ต้องการเป็นข้อแลก เช่น สั่งซื้อสม่ำเสมอ พยากรณ์ยอดล่วงหน้า หรือรวมยอดสั่งซื้อไว้กับรายเดียว สิ่งที่ไม่ควรทำคือจ่ายช้ากว่าที่ตกลงกันไว้ วิธีนั้นทำให้ DPO ดูดีในงบแต่ทำลายความเชื่อใจ และซัพพลายเออร์จำนวนมากก็เป็น SME ที่ต้องการเงินสดเหมือนคุณ

4. คิดให้ดีก่อนรับหรือทิ้งส่วนลดเงินสด

เงื่อนไข "2/10 net 30" หมายความว่าจ่ายภายใน 10 วันได้ส่วนลด 2% หรือจ่ายเต็มจำนวนภายใน 30 วัน ถ้าไม่รับส่วนลด คุณจ่ายเงินเพิ่ม 2% เพื่อยืดเวลาอีก 20 วัน

ต้นทุนต่อปีของการทิ้งส่วนลด = 2 ÷ 98 × 365 ÷ 20 ≈ 37.2%

ตัวเลขนี้สูงกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ทั่วไปมาก ถ้ามีเงินสดหรือวงเงินที่ต้นทุนต่ำกว่า การรับส่วนลดมักคุ้มกว่าการยืด DPO

5. ธุรกิจบริการก็มีวงจรเงินสด

ธุรกิจบริการไม่มีสินค้าคงเหลือ แต่มีงานที่ทำไปแล้วแต่ยังไม่ได้เรียกเก็บเงิน ซึ่งทำหน้าที่เหมือนสต็อก ให้นับจำนวนวันตั้งแต่เริ่มงานจนถึงวันออกใบแจ้งหนี้ด้วย การเรียกเก็บตามงวดงานแทนการรอจบโครงการมักย่อวงจรได้มากที่สุด

ข้อควรระวังเวลาอ่านตัวเลข

  • เทียบกับตัวเองก่อนเทียบกับคนอื่น วงจรเงินสดต่างกันมากตามประเภทธุรกิจ ค้าปลีกที่ขายเงินสด ผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกัน ดูแนวโน้มของตัวเองทุกเดือนสำคัญกว่า
  • ยอดสิ้นปีอาจหลอกตา ธุรกิจที่มีฤดูกาลอาจมีสต็อกหรือลูกหนี้สิ้นปีต่ำหรือสูงผิดปกติ ใช้ยอดเฉลี่ยหรือคำนวณเป็นรายเดือนจะเห็นภาพจริงกว่า
  • ค่าเฉลี่ยซ่อนลูกค้ารายใหญ่ DSO 35 วันอาจมาจากลูกค้าส่วนใหญ่จ่ายใน 20 วัน แต่ลูกค้ารายใหญ่รายเดียวจ่ายใน 90 วัน ดูรายงานอายุลูกหนี้คู่กันเสมอ
  • ตัวเลขที่ดีขึ้นเร็วเกินไปควรตรวจ DIO ที่ลดฮวบอาจมาจากสต็อกขาดจนเสียยอดขาย และ DPO ที่ยาวขึ้นมากอาจมาจากการจ่ายช้า ไม่ใช่การเจรจา

เริ่มต้นสัปดาห์นี้

  1. ดึงงบการเงินปีล่าสุด คำนวณ DIO, DSO, DPO และวงจรเงินสด
  2. คำนวณว่า 1 วันของแต่ละส่วนมีค่ากี่บาท (ยอดขายต่อวัน และต้นทุนขายต่อวัน)
  3. เลือกเป้าหมายเดียวที่ทำได้ภายในหนึ่งไตรมาส ส่วนใหญ่ DSO เป็นจุดที่เริ่มง่ายที่สุด
  4. คำนวณซ้ำทุกเดือนจากงบรายเดือน แล้วใส่ไว้ในรายงานผู้บริหารคู่กับยอดเงินสด

นักลงทุนและธนาคารถามเรื่องเงินทุนหมุนเวียนเสมอ เพราะเป็นตัวบอกว่าเงินที่ลงไปจะถูกใช้สร้างการเติบโต หรือจะไปจมอยู่ในคลังและลูกหนี้ ผู้ก่อตั้งที่ตอบได้ว่าวงจรเงินสดของตัวเองกี่วัน และกำลังทำอะไรให้สั้นลง จะดูพร้อมกว่าผู้ที่รู้แต่ยอดขาย

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี