เงินกู้ดอกเบี้ยลอยตัว: คำนวณภาระที่เพิ่มขึ้นเมื่อ MLR หรือ MOR เปลี่ยน

ดอกเบี้ยลอยตัวที่อ้างอิง MLR และ MOR คิดอย่างไร สูตรประมาณดอกเบี้ยที่เพิ่ม ตัวอย่างค่างวด ดอกเบี้ย O/D และ DSCR เมื่ออัตราขึ้น 0.25% ถึง 1.00% และสิ่งที่ทำได้ก่อนอัตราเปลี่ยน

ข้อความ +1% ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างภาพลายเส้นขั้นบันไดสี่ขั้นที่สูงขึ้นทีละขั้น ขั้นบนสุดเป็นสีดำ
ในบทความนี้
  1. ดอกเบี้ยลอยตัวคิดอย่างไร
  2. สูตรประมาณภาระที่เพิ่มขึ้น
  3. ตัวอย่างคำนวณ: สามกรณีของอัตราที่ขึ้น
  4. อ่านสัญญาให้รู้ว่าอะไรเปลี่ยนได้
  5. สิ่งที่ทำได้ก่อนอัตราจะเปลี่ยน
  6. เริ่มจากตรงไหน

เงินกู้ระยะยาวและวงเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) ของ SME ส่วนใหญ่คิดดอกเบี้ยแบบลอยตัว เขียนในสัญญาว่า MLR ลบหรือบวกเท่าไร หรือ MOR บวกเท่าไร เจ้าของกิจการจำนวนมากรู้อัตราที่จ่ายอยู่วันนี้ แต่ไม่เคยคำนวณว่าถ้าธนาคารประกาศขึ้นอัตราอ้างอิง ค่างวด ดอกเบี้ย O/D และอัตราส่วนที่ธนาคารใช้วัดความสามารถชำระหนี้จะเปลี่ยนไปเท่าไร

บทความนี้อธิบายว่าดอกเบี้ยลอยตัวคิดอย่างไร ให้สูตรประมาณภาระที่เพิ่มขึ้นแบบเร็ว ตัวอย่างคำนวณสามกรณี และสิ่งที่ทำได้ก่อนดอกเบี้ยจะเปลี่ยน

ดอกเบี้ยลอยตัวคิดอย่างไร

อัตราดอกเบี้ยลอยตัวคืออัตราที่เปลี่ยนไปตามต้นทุนของสถาบันการเงิน และเปลี่ยนตามที่สถาบันการเงินประกาศ ต่างจากอัตราคงที่ซึ่งกำหนดเป็นตัวเลขเฉพาะตลอดช่วงที่ตกลง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อธิบายอัตราอ้างอิงที่ใช้บ่อยไว้ดังนี้

  • MLR (Minimum Loan Rate) อัตราที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีที่มีประวัติการเงินดีและหลักประกันเพียงพอ ส่วนใหญ่ใช้กับเงินกู้ที่มีกำหนดระยะเวลาแน่นอน
  • MOR (Minimum Overdraft Rate) อัตราที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีสำหรับวงเงินเบิกเกินบัญชี
  • MRR (Minimum Retail Rate) อัตราที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี เช่น สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อที่อยู่อาศัย

อัตราในสัญญาจึงมีสองส่วน คืออัตราอ้างอิงที่ธนาคารประกาศ กับส่วนต่าง (Spread) ที่ตกลงกันไว้ เช่น MLR − 0.50% ส่วนต่างคงที่ตามสัญญา แต่อัตราอ้างอิงขยับได้ทุกครั้งที่ธนาคารประกาศ แต่ละธนาคารประกาศอัตราของตัวเอง จึงต้องดูประกาศของธนาคารที่คุณกู้อยู่

อัตราอ้างอิงเหล่านี้ขยับตามอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ไม่จำเป็นต้องเท่ากันทุกอัตรา บทความของ ธปท. เมื่อเดือนมิถุนายน 2566 พบว่าในรอบที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 6 ครั้งตั้งแต่สิงหาคม 2565 ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ปรับ MLR ขึ้นมากกว่า MRR ธุรกิจที่กู้อ้างอิง MLR หรือ MOR จึงอาจรับผลมากกว่าสินเชื่อรายย่อย ล่าสุดเมื่อ 28 ตุลาคม 2569 กนง. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% ต่อปี และระบุว่าต้นทุนการกู้ยืมของภาคเอกชนผ่านสินเชื่อยังทรงตัวสอดคล้องกับดอกเบี้ยนโยบาย

สูตรประมาณภาระที่เพิ่มขึ้น

ก่อนเปิดตารางผ่อน ใช้สูตรนี้ดูขนาดของผลกระทบได้ภายในหนึ่งนาที

ดอกเบี้ยที่เพิ่มต่อปี ≈ (เงินต้นคงค้างของเงินกู้ + ยอดใช้ O/D เฉลี่ย) × อัตราที่เปลี่ยน

ตัวอย่างสมมติ เงินต้นคงค้าง 10,000,000 บาท ใช้ O/D เฉลี่ย 2,000,000 บาท ถ้าอัตราอ้างอิงขึ้น 0.50% ดอกเบี้ยในปีถัดไปจะเพิ่มประมาณ 12,000,000 × 0.50% = 60,000 บาท ตัวเลขนี้สูงกว่าความจริงเล็กน้อยเพราะเงินต้นลดลงระหว่างปี แต่พอสำหรับตัดสินใจว่าต้องคำนวณละเอียดหรือไม่

สิ่งที่สูตรนี้ไม่ได้บอกคือเงินสดที่ออกจริงในแต่ละเดือน ซึ่งขึ้นกับว่าสัญญาให้ธนาคารปรับค่างวด หรือคงค่างวดเดิมแล้วขยายระยะเวลาผ่อน ถ้าค่างวดคงที่ ส่วนที่ไปตัดเงินต้นจะลดลง และหนี้จะหมดช้ากว่าที่วางแผนไว้ ถ้าค่างวดต่ำกว่าดอกเบี้ยของเดือนนั้น เงินต้นจะไม่ลดลงเลย

ตัวอย่างคำนวณ: สามกรณีของอัตราที่ขึ้น

ตัวอย่างสมมติ บริษัทกู้เงินระยะยาว 10,000,000 บาท ผ่อนเท่ากันทุกเดือน 60 งวด อัตราตามสัญญา MLR − 0.50% ซึ่งวันนี้เท่ากับ 6.00% ต่อปี และมีวงเงิน O/D 3,000,000 บาท ใช้เฉลี่ย 2,000,000 บาท อัตรา MOR + 0.50% ซึ่งวันนี้เท่ากับ 7.00% ต่อปี บริษัทมีกระแสเงินสดสำหรับชำระหนี้ปีละ 3,200,000 บาท และสัญญากำหนดอัตราส่วนความสามารถชำระหนี้ (DSCR) ไม่ต่ำกว่า 1.25 เท่า ตารางคิดค่างวดใหม่ตลอด 60 งวดเหมือนอัตราเปลี่ยนตั้งแต่วันแรก เพื่อให้เทียบกันง่าย

ภาระหนี้ต่อปีเมื่ออัตราอ้างอิงขึ้น (ตัวอย่างสมมติ)
รายการอัตราเดิม+0.25%+0.50%+1.00%
อัตราเงินกู้ระยะยาว6.00%6.25%6.50%7.00%
ค่างวดต่อเดือน (บาท)193,328194,492195,661198,012
ค่างวดต่อปี (บาท)2,319,9362,333,9042,347,9322,376,144
ดอกเบี้ย O/D ต่อปี (บาท)140,000145,000150,000160,000
ภาระหนี้รวมต่อปี (บาท)2,459,9362,478,9042,497,9322,536,144
เงินสดที่ต้องจ่ายเพิ่มต่อปี (บาท)—18,96837,99676,208
DSCR (เท่า)1.301.291.281.26
กราฟแท่งเงินสดที่ต้องจ่ายเพิ่มต่อปีเมื่ออัตราอ้างอิงขึ้น ขึ้น 0.25% จ่ายเพิ่ม 18,968 บาท ขึ้น 0.50% จ่ายเพิ่ม 37,996 บาท และขึ้น 1.00% จ่ายเพิ่ม 76,208 บาท
อัตราที่ขึ้นเป็นสองเท่าทำให้เงินสดที่ต้องจ่ายเพิ่มเป็นสองเท่าตาม เงินจำนวนนี้ต้องมาจากกำไรหรือเงินสดสำรองของปีนั้น

สิ่งที่ควรเห็นจากตารางมีสามข้อ

  • ค่างวดเพิ่มน้อยกว่าที่สูตรประมาณ อัตราขึ้น 1.00% สูตรประมาณให้ดอกเบี้ยเพิ่มราว 120,000 บาทในปีแรก แต่ค่างวดรวม O/D เพิ่มเพียง 76,208 บาทต่อปี เพราะค่างวดแบบเท่ากันทุกเดือนกระจายดอกเบี้ยที่เพิ่มไปตลอด 5 ปี ส่วนดอกเบี้ยในงบกำไรขาดทุนของปีแรกจะเพิ่มมากกว่าค่างวด เพราะปีแรกเงินต้นยังสูง
  • DSCR ลดลงทีละน้อยแต่ระยะห่างจากเกณฑ์หายเร็ว DSCR ลดจาก 1.30 เป็น 1.26 เท่า ดูเหมือนน้อย แต่ระยะห่างจากเกณฑ์ 1.25 เท่าลดจาก 0.05 เหลือ 0.01 ถ้ากระแสเงินสดของปีนั้นลดลงพร้อมกันแม้เพียงเล็กน้อย บริษัทจะผิดเงื่อนไข ดูวิธีติดตามใน Covenant ในสัญญาเงินกู้
  • O/D รับผลทันที ดอกเบี้ย O/D คิดจากยอดที่ใช้จริงในแต่ละวัน อัตราเปลี่ยนเมื่อไร ต้นทุนเปลี่ยนเมื่อนั้น ยอดใช้เฉลี่ยที่สูงขึ้นในช่วงที่ลูกค้าจ่ายช้าจะทำให้ผลรุนแรงขึ้นอีกชั้น

อ่านสัญญาให้รู้ว่าอะไรเปลี่ยนได้

ก่อนคำนวณ เปิดสัญญาเงินกู้และหนังสือแจ้งอนุมัติวงเงิน แล้วหาคำตอบของคำถามเหล่านี้

  • อัตราอ้างอิงคืออะไร (MLR, MOR, MRR หรืออัตราอื่น) และส่วนต่างเท่าไร
  • มีช่วงอัตราคงที่ในปีแรก ๆ หรือไม่ และหลังจากนั้นเปลี่ยนเป็นอัตราลอยตัวเท่าไร
  • เมื่ออัตราเปลี่ยน ธนาคารปรับค่างวด หรือคงค่างวดแล้วขยายระยะเวลาผ่อน
  • ถ้าผิดเงื่อนไขทางการเงิน (Covenant) หรือผิดนัด อัตราจะเปลี่ยนเป็นอัตราผิดนัดเท่าไร
  • ถ้าต้องการชำระคืนก่อนกำหนดหรือย้ายไปกู้ธนาคารอื่น มีค่าธรรมเนียมเท่าไร

สิ่งที่ทำได้ก่อนอัตราจะเปลี่ยน

  1. ทำตารางทดสอบสามกรณีทุกไตรมาส ใส่ยอดหนี้จริงลงตารางแบบในตัวอย่าง ดูทั้งเงินสดที่ต้องจ่ายเพิ่มและ DSCR แล้วใส่ผลลงใน ประมาณการกระแสเงินสด 13 สัปดาห์
  2. ลดยอดใช้ O/D ที่ใช้ค้างเป็นเงินทุนระยะยาว ยอดที่ไม่เคยลดลงเลยตลอดปีคือเงินทุนถาวร ควรเทียบกับเงินกู้ที่มีกำหนดเวลา ดู วงเงิน O/D กับเงินกู้ระยะสั้น
  3. ถามธนาคารเรื่องอัตราคงที่หรือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงดอกเบี้ย เช่นการตกลงอัตราคงที่บางช่วง หรือสัญญาแลกเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Swap) สำหรับวงเงินขนาดใหญ่ เทียบต้นทุนที่ต้องจ่ายเพื่อความแน่นอนกับผลในตารางทดสอบ ไม่ใช่เดาทิศทางดอกเบี้ย
  4. เจรจาส่วนต่างเมื่องบดีขึ้น ส่วนต่างตกลงจากความเสี่ยงของบริษัทในวันที่กู้ เมื่อ DSCR และหลักประกันดีขึ้น ใช้ตัวเลขเหล่านั้นขอส่วนต่างที่ต่ำลง ดูสิ่งที่ธนาคารดูใน เตรียมยื่นสินเชื่อ SME
  5. เก็บเงินสดสำรองให้ครอบคลุมกรณีที่แย่ที่สุดในตาราง ในตัวอย่างคือ 76,208 บาทต่อปี หรือราว 6,350 บาทต่อเดือน

เริ่มจากตรงไหน

  • รวบรวมสัญญาเงินกู้และวงเงินทุกฉบับลงตารางเดียว ระบุยอดคงค้าง อัตราอ้างอิง ส่วนต่าง และวิธีปรับค่างวด
  • ใช้สูตรประมาณคำนวณผลของอัตราที่ขึ้น 0.25%, 0.50% และ 1.00% ถ้าผลกระทบมีนัยต่อกำไรหรือ DSCR ให้ทำตารางผ่อนละเอียด
  • ติดตามประกาศอัตราดอกเบี้ยของธนาคารที่กู้อยู่ และผลการประชุม กนง. ซึ่ง ธปท. เผยแพร่หลังการประชุมทุกครั้ง

บริษัท ยอดหนี้ อัตราดอกเบี้ย และกระแสเงินสดในบทความเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อการอธิบาย ไม่ใช่อัตราของธนาคารใด ค่างวดคำนวณแบบผ่อนเท่ากันทุกเดือนและปัดเป็นบาท อัตราดอกเบี้ยนโยบายเป็นข้อมูล ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2569 บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่การคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยหรือคำแนะนำทางการเงินสำหรับกิจการใดกิจการหนึ่ง

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี