O/D หรือเงินกู้ระยะสั้น: เลือกแหล่งเงินทุนหมุนเวียนจากรูปแบบการใช้เงินจริง

วงเงินเบิกเกินบัญชีกับตั๋วสัญญาใช้เงินคิดดอกเบี้ยต่างกันอย่างไร คำนวณต้นทุนทั้งปีจากยอดใช้เงินรายเดือน อ่านอัตรา MOR และเงื่อนไขในสัญญาที่ต้องตรวจก่อนเซ็น

ตัวอักษร O/D ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างกราฟแท่งลายเส้นที่แท่งช่วงกลางสูงขึ้นและมีแท่งสีดำหนึ่งแท่ง
ในบทความนี้
  1. สองเครื่องมือนี้ต่างกันอย่างไร
  2. อ่านอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงให้ออก
  3. ตัวอย่างคำนวณ: ต้นทุนขึ้นกับรูปแบบการใช้เงิน
  4. เงื่อนไขในสัญญาที่ต้องอ่านก่อนเซ็น
  5. สัญญาณว่าเลือกเครื่องมือผิด
  6. เริ่มจากตรงไหน

ช่วงที่ต้องสต็อกของก่อนฤดูขาย หรือรับงานใหญ่ที่ลูกค้าจ่ายช้า บริษัทต้องการเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) เพิ่มชั่วคราว หลายรายเดินไปขอเงินกู้ก้อนเดียวเท่ายอดที่ต้องใช้สูงสุด แล้วจ่ายดอกเบี้ยเต็มก้อนทั้งปี ทั้งที่ใช้เงินเต็มจำนวนแค่ไม่กี่เดือน

บทความนี้เทียบสองเครื่องมือหลักที่ธนาคารให้ SME ใช้หมุนเงิน คือวงเงินเบิกเกินบัญชี (Overdraft หรือ O/D) กับเงินกู้ระยะสั้นแบบกำหนดจำนวนและระยะเวลา เช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note หรือ P/N) พร้อมตัวอย่างคำนวณต้นทุนจริงจากรูปแบบการใช้เงินรายเดือน และเงื่อนไขในสัญญาที่ต้องอ่านก่อนเซ็น

สองเครื่องมือนี้ต่างกันอย่างไร

O/D: วงเงินที่ผูกกับบัญชีกระแสรายวัน

ธนาคารอนุมัติวงเงินไว้ให้ บริษัทจ่ายเช็คหรือโอนเงินออกจากบัญชีกระแสรายวันได้เกินยอดที่มีอยู่จนถึงวงเงิน ดอกเบี้ยคิดเป็นรายวันจากยอดที่เบิกเกินจริงในแต่ละวัน เงินที่ลูกค้าโอนเข้ามาจะลดยอดหนี้ทันที ไม่ต้องทำเรื่องเบิกหรือคืนทีละครั้ง

ในทางกฎหมาย O/D อยู่บนสัญญาบัญชีเดินสะพัด ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 856 คือคู่สัญญาตกลงหักกลบหนี้ที่เกิดจากการรับจ่ายระหว่างกัน แล้วชำระเฉพาะยอดคงเหลือ ข้อที่ควรรู้คือ มาตรา 655 ซึ่งห้ามคิดดอกเบี้ยในดอกเบี้ยที่ค้างชำระโดยทั่วไป ยกเว้นประเพณีการค้าที่คิดดอกเบี้ยทบต้นในบัญชีเดินสะพัด ดอกเบี้ย O/D ที่ไม่ได้จ่ายจึงอาจถูกทบเข้ายอดหนี้และคิดดอกเบี้ยต่อได้ ตรวจในสัญญาว่าธนาคารทบดอกเบี้ยรอบใด

เงินกู้ระยะสั้น: ได้เงินเป็นก้อน คืนตามกำหนด

บริษัทได้รับเงินทั้งจำนวนในวันเบิก แล้วคืนเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนด เช่น 3 หรือ 6 เดือน รูปแบบที่ธนาคารไทยใช้บ่อยคือตั๋วสัญญาใช้เงินภายใต้วงเงินที่อนุมัติไว้ ครบกำหนดแล้วอาจต่ออายุตั๋วใหม่ได้ถ้าธนาคารยินยอม ดอกเบี้ยคิดจากเงินต้นทั้งก้อนตลอดอายุตั๋ว ไม่ว่าเงินนั้นจะถูกใช้จริงหรือนอนอยู่ในบัญชี

เทียบ O/D กับเงินกู้ระยะสั้นแบบตั๋วสัญญาใช้เงิน
เรื่อง O/D ตั๋วสัญญาใช้เงิน (P/N)
วิธีใช้เงิน เบิกและคืนได้ทุกวันจนถึงวงเงิน ได้เป็นก้อน ตามจำนวนและวันที่กำหนด
ฐานดอกเบี้ย ยอดที่เบิกเกินจริงรายวัน เงินต้นทั้งก้อนตลอดอายุตั๋ว
อัตราอ้างอิงที่พบบ่อย MOR บวกหรือลบส่วนต่าง อัตราที่ตกลงตอนเบิก หรืออิง MLR
เหมาะกับ ความต้องการเงินที่ขึ้นลงทุกวัน คาดยากว่าเท่าไร ความต้องการก้อนใหญ่ที่รู้ล่วงหน้าว่ากี่เดือน
ความเสี่ยงหลัก ธนาคารอาจทบทวนหรือเรียกคืนวงเงินได้ตามสัญญา ต้องมีเงินคืนครบในวันครบกำหนด หรือได้รับการต่ออายุ

อ่านอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงให้ออก

ธนาคารแห่งประเทศไทยอธิบายว่า MOR (Minimum Overdraft Rate) คืออัตราที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บจากลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีสำหรับวงเงินเบิกเกินบัญชี ส่วน MLR (Minimum Loan Rate) ใช้กับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดีที่กู้ระยะยาวแบบมีกำหนดเวลา ทั้งสองเป็นอัตราลอยตัว (Floating Rate) ที่เปลี่ยนตามต้นทุนของธนาคาร และแต่ละธนาคารประกาศอัตราของตัวเอง

SME ส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ในกลุ่ม "รายใหญ่ชั้นดี" จึงมักได้อัตราแบบ MOR บวกส่วนต่าง เช่น MOR + 1% ความหมายคือ เมื่อธนาคารปรับ MOR ขึ้นหรือลง ดอกเบี้ยของคุณจะเปลี่ยนตามทันทีโดยไม่ต้องแก้สัญญา เวลาเทียบข้อเสนอจากหลายธนาคาร ให้ถามเป็นอัตราร้อยละต่อปีที่ใช้ ณ วันนี้ ไม่ใช่แค่ส่วนต่าง เพราะ MOR ของแต่ละธนาคารไม่เท่ากัน ดูอัตราล่าสุดได้ที่เว็บไซต์ของธนาคาร และหน้าเปรียบเทียบสินเชื่อ SME ของศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินของ ธปท.

ตัวอย่างคำนวณ: ต้นทุนขึ้นกับรูปแบบการใช้เงิน

ตัวอย่างสมมติ บริษัทจัดจำหน่ายแห่งหนึ่งต้องการเงินทุนหมุนเวียนต่างกันทุกเดือน ปกติใช้ 0.4–1.0 ล้านบาท แต่ช่วงสต็อกสินค้าก่อนฤดูขาย 3 เดือนต้องใช้ 3.0 ล้านบาท ยอดเงินที่ต้องใช้เฉลี่ยรายเดือนรวมทั้งปีเท่ากับ 15.0 ล้านบาท-เดือน หรือเฉลี่ย 1.25 ล้านบาทต่อเดือน

กราฟแท่งเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องใช้รายเดือนในตัวอย่างสมมติ ส่วนใหญ่อยู่ระหว่าง 0.4 ถึง 1.0 ล้านบาท แต่เดือนที่ 6 ถึง 8 ขึ้นไปถึง 3.0 ล้านบาท เหนือเส้นวงเงิน O/D 1 ล้านบาทในทางเลือกที่สาม
ความต้องการเงินสูงเพียงสามเดือน ส่วนที่เหลือของปีใช้ไม่ถึงหนึ่งในสามของยอดสูงสุด

สมมติอัตราและเงื่อนไขดังนี้ (ตัวเลขเพื่อการอธิบาย ไม่ใช่อัตราของธนาคารใด) O/D ดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี มีค่าธรรมเนียมวงเงินส่วนที่ไม่ได้ใช้ 0.5% ต่อปี เงินกู้ระยะสั้น 12 เดือนดอกเบี้ย 6.5% ต่อปี และตั๋วสัญญาใช้เงิน 3 เดือนดอกเบี้ย 6.75% ต่อปี ทางเลือกมีสามแบบ

ต้นทุนต่อปีของสามทางเลือก (บาท)
ทางเลือก วิธีคิด ต้นทุน
ก. O/D วงเงิน 3 ล้านบาท ดอกเบี้ย 15.0 ล้าน × 7.5% ÷ 12 = 93,750 + ค่าธรรมเนียมส่วนที่ไม่ได้ใช้ 21.0 ล้าน × 0.5% ÷ 12 = 8,750 102,500
ข. เงินกู้ 3 ล้านบาท 12 เดือน 3,000,000 × 6.5% 195,000
ค. O/D 1 ล้านบาท + ตั๋ว 2 ล้านบาท 3 เดือน ดอกเบี้ย O/D 9.0 ล้าน × 7.5% ÷ 12 = 56,250 + ค่าธรรมเนียม 3.0 ล้าน × 0.5% ÷ 12 = 1,250 + ตั๋ว 2,000,000 × 6.75% × 3 ÷ 12 = 33,750 91,250

"ล้านบาท-เดือน" คือผลรวมของยอดเงินที่ใช้ในแต่ละเดือน หารด้วย 12 แล้วคูณอัตราต่อปีจะได้ดอกเบี้ยทั้งปี ในทางเลือก ก. วงเงินรวม 12 เดือนคือ 36.0 ล้านบาท-เดือน ใช้จริง 15.0 จึงเหลือส่วนที่ไม่ได้ใช้ 21.0 ส่วนในทางเลือก ค. O/D รับเฉพาะยอดที่ไม่เกิน 1 ล้านบาทซึ่งรวมได้ 9.0 ล้านบาท-เดือน ส่วนเกินในเดือนที่ 6–8 ใช้ตั๋วสัญญาใช้เงินแทน

ข้อสังเกตจากตัวอย่างนี้มีสามข้อ

  • อัตราต่ำกว่าไม่ได้แปลว่าถูกกว่า เงินกู้ 12 เดือนดอกเบี้ยต่ำสุด แต่ต้นทุนสูงเกือบสองเท่า เพราะจ่ายดอกเบี้ยจากเงิน 3 ล้านบาททั้งปี ทั้งที่ใช้เฉลี่ยเพียง 1.25 ล้านบาท
  • O/D เหมาะกับส่วนที่ขึ้นลงทุกวัน ส่วนความต้องการก้อนใหญ่ที่รู้ล่วงหน้า แยกไปใช้เงินกู้ระยะสั้นที่ดอกเบี้ยต่ำกว่าได้
  • ผลต่างขึ้นกับค่าธรรมเนียม ถ้าธนาคารไม่เก็บค่าธรรมเนียมส่วนที่ไม่ได้ใช้ ทางเลือก ก. จะเหลือ 93,750 บาท ขณะที่ทางเลือก ค. เหลือ 90,000 บาท สองแบบเกือบเท่ากัน คำนวณด้วยเงื่อนไขจริงของข้อเสนอที่ได้รับเสมอ

ดอกเบี้ยทั้งปีของ O/D ≈ ผลรวมยอดเบิกเฉลี่ยรายเดือน × อัตราดอกเบี้ยต่อปี ÷ 12

ดอกเบี้ยเงินกู้ก้อน = เงินต้น × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนเดือน ÷ 12

ข้อมูลที่ต้องใช้คือประมาณการกระแสเงินสดรายเดือนหรือรายสัปดาห์ที่บอกว่าแต่ละช่วงต้องใช้เงินเท่าไร ถ้ายังไม่มี เริ่มจากแผน ประมาณการกระแสเงินสด 13 สัปดาห์

เงื่อนไขในสัญญาที่ต้องอ่านก่อนเซ็น

การทบทวนและเรียกคืนวงเงิน

สัญญา O/D มักมีอายุวงเงินและให้ธนาคารทบทวนทุกปี และหลายสัญญาเขียนให้ธนาคารเรียกให้ชำระหนี้ได้เมื่อทวงถาม อย่าใช้ O/D เป็นเงินทุนถาวรสำหรับซื้อเครื่องจักรหรือขยายสาขา เพราะถ้าวงเงินถูกลดหรือไม่ต่ออายุ บริษัทจะต้องหาเงินมาคืนทั้งก้อนในเวลาสั้น สินทรัพย์ระยะยาวควรใช้เงินกู้ระยะยาวหรือเงินทุน

ค่าธรรมเนียมที่ไม่อยู่ในอัตราดอกเบี้ย

ถามให้ครบว่ามีค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าธรรมเนียมวงเงินส่วนที่ไม่ได้ใช้ ค่าต่ออายุ ค่าประเมินหลักประกัน หรือค่าธรรมเนียมการออกตั๋วหรือไม่ แล้วนำมารวมในการคำนวณ ค่าธรรมเนียมเล็กน้อยต่อปีเปลี่ยนคำตอบได้ ดังที่เห็นในตัวอย่าง

ดอกเบี้ยผิดนัดและลำดับการตัดชำระ

ธปท. กำหนดให้ผู้ให้บริการทางการเงินคิดดอกเบี้ยผิดนัดได้ไม่เกินอัตราตามสัญญาบวก 3% ต่อปี และคิดจากเงินต้นของงวดที่ผิดนัดจริงเท่านั้น ไม่รวมงวดในอนาคต มีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2564 ส่วนการตัดชำระหนี้ให้ตัดงวดที่ค้างนานที่สุดก่อน มีผลตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2564 เกณฑ์นี้เขียนโดยอ้างอิงสินเชื่อที่ผ่อนเป็นงวด ถ้าเป็น O/D หรือตั๋วที่ชำระครั้งเดียว ให้ถามธนาคารว่าดอกเบี้ยเมื่อเกินวงเงินหรือเมื่อผิดนัดคิดอัตราเท่าไรและจากฐานใด

หลักประกันและผู้ค้ำ

วงเงินหมุนเวียนของ SME มักขอหลักประกัน หรือให้กรรมการค้ำประกันส่วนตัว อ่านขอบเขตการค้ำว่าครอบคลุมเฉพาะวงเงินนี้หรือหนี้ทุกประเภทกับธนาคาร ถ้าหลักประกันไม่พอ ถามธนาคารเรื่องการใช้โครงการค้ำประกันสินเชื่อของ บสย. ร่วมด้วย

อากรแสตมป์

ตามบัญชีอัตราอากรแสตมป์ ลักษณะ 5 สัญญากู้ยืมเงินหรือการตกลงให้เบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร เสียอากร 1 บาทต่อทุก 2,000 บาทหรือเศษของ 2,000 บาท ของยอดเงินกู้หรือวงเงินที่ตกลง ถ้าคำนวณแล้วเกิน 10,000 บาทให้เสีย 10,000 บาท ในตัวอย่าง วงเงิน 3 ล้านบาทเสียอากร 1,500 บาท ธนาคารมักแจ้งค่าใช้จ่ายนี้ตอนทำสัญญา

สัญญาณว่าเลือกเครื่องมือผิด

  • O/D ไม่เคยกลับมาเป็นบวก ถ้ายอดเบิกเกินค้างใกล้เต็มวงเงินทั้งปี แปลว่าใช้ O/D เป็นเงินทุนถาวร ควรเปลี่ยนส่วนที่ค้างประจำเป็นเงินกู้ที่มีกำหนดผ่อนชำระ
  • เงินกู้ก้อนนอนอยู่ในบัญชีหลายเดือน จ่ายดอกเบี้ยให้เงินที่ไม่ได้ใช้ ลองลดขนาดก้อนแล้วใช้ O/D รับส่วนที่ขึ้นลง
  • ต่ออายุตั๋วทุกรอบโดยไม่เคยลดยอด ความต้องการนี้ไม่ใช่ระยะสั้นแล้ว
  • ต้องเบิกเพิ่มเพื่อจ่ายดอกเบี้ย ปัญหาอยู่ที่กำไรหรือวงจรเงินสด ไม่ใช่เครื่องมือ ดูเรื่อง วงจรเงินสด ก่อนขอวงเงินเพิ่ม

เริ่มจากตรงไหน

  1. ทำตารางยอดเงินที่ต้องใช้รายเดือนสำหรับ 12 เดือนข้างหน้า แยกส่วนพื้นฐานที่ใช้ตลอด กับส่วนที่ขึ้นตามฤดูหรือตามโครงการ
  2. ขอข้อเสนอจากธนาคารอย่างน้อยสองแห่ง ให้ระบุอัตราร้อยละต่อปี ณ วันนี้ อัตราอ้างอิงที่ใช้ และค่าธรรมเนียมทุกรายการ
  3. คำนวณต้นทุนทั้งปีของแต่ละแบบ ด้วยสูตรข้างบน รวมทางเลือกผสม O/D กับเงินกู้ระยะสั้น
  4. อ่านเงื่อนไขการทบทวนวงเงิน ดอกเบี้ยผิดนัด และการค้ำประกัน ก่อนเซ็น
  5. ทบทวนทุกไตรมาส ว่ายอด O/D กลับมาใกล้ศูนย์ได้ตามแผนหรือไม่

เครื่องมือที่ถูกคือเครื่องมือที่รูปร่างตรงกับความต้องการเงินของคุณ ใช้ O/D รับส่วนที่ขึ้นลงคาดยาก ใช้เงินกู้ระยะสั้นรับก้อนที่รู้ล่วงหน้า แล้วจ่ายดอกเบี้ยเฉพาะเงินที่ได้ใช้จริง

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี