เตรียมยื่นสินเชื่อ SME ให้ธนาคารอนุมัติ: DSCR หลักประกัน และการค้ำประกันของ บสย.

ธนาคารดูอะไรก่อนอนุมัติสินเชื่อธุรกิจ วิธีคำนวณ DSCR จากงบของคุณเอง ตัวอย่างการปรับวงเงินและระยะเวลากู้ให้ผ่านเกณฑ์ เอกสารที่ต้องเตรียม และเงื่อนไขโครงการค้ำประกัน PGS 11 ของ บสย.

ตัวเลข 1.25× ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างมาตรวัดครึ่งวงกลมที่เข็มชี้เลยกึ่งกลางไปเล็กน้อย แทนอัตราส่วนความสามารถชำระหนี้เทียบเกณฑ์
ในบทความนี้
  1. ธนาคารดูอะไรก่อนอนุมัติ
  2. DSCR: ตัวเลขเดียวที่ควรรู้ก่อนเดินเข้าธนาคาร
  3. เอกสารที่ควรพร้อมก่อนนัดธนาคาร
  4. หลักประกันไม่พอ: การค้ำประกันของ บสย.
  5. ห้าเรื่องที่ทำให้คำขอดูดีขึ้น
  6. เริ่มจากตรงไหน

เจ้าของ SME จำนวนมากยื่นขอสินเชื่อด้วยคำถามเดียวในใจ คือ "ธนาคารจะให้เท่าไร" แต่เจ้าหน้าที่สินเชื่อถามอีกคำถามหนึ่ง คือ "เงินสดจากธุรกิจนี้พอจ่ายค่างวดหรือไม่ ถ้าไม่พอ จะได้เงินคืนจากตรงไหน" คำขอที่ตอบคำถามนี้ได้ชัดตั้งแต่แฟ้มแรก มักผ่านเร็วกว่าและได้เงื่อนไขดีกว่า

บทความนี้อธิบายสิ่งที่ธนาคารใช้พิจารณา วิธีคำนวณอัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (DSCR) จากงบของคุณเองก่อนไปยื่น การปรับวงเงินและระยะเวลากู้ให้อยู่ในเกณฑ์ เอกสารที่ควรเตรียม และบทบาทของ บสย. สำหรับกิจการที่หลักประกันไม่พอ

ธนาคารดูอะไรก่อนอนุมัติ

รายละเอียดต่างกันไปตามธนาคารและประเภทสินเชื่อ แต่คำถามหลักมีห้าข้อเสมอ

  • ความสามารถในการชำระหนี้ กระแสเงินสดจากการดำเนินงานพอจ่ายเงินต้นและดอกเบี้ยของหนี้ทุกก้อนหรือไม่ เป็นข้อที่มีน้ำหนักมากที่สุด
  • ประวัติการชำระหนี้ ของบริษัทและของกรรมการ จากข้อมูลเครดิตบูโรและบัญชีที่มีกับธนาคาร
  • ทุนของเจ้าของ เจ้าของใส่เงินของตัวเองไว้ในกิจการเท่าไร เทียบกับหนี้ทั้งหมด
  • หลักประกัน ทางออกสำรองของธนาคารถ้ากระแสเงินสดไม่เป็นไปตามแผน
  • สภาพธุรกิจ อุตสาหกรรม ลูกค้า คู่แข่ง และเงินที่ขอจะเอาไปใช้ทำอะไร

สิ่งที่ SME มักเข้าใจผิดคือคิดว่าหลักประกันเป็นเรื่องแรก ความจริงหลักประกันเป็นทางออกสุดท้าย ธนาคารไม่ต้องการยึดทรัพย์ขาย ธนาคารต้องการได้ค่างวดคืนตรงเวลาจากรายได้ของธุรกิจ

DSCR: ตัวเลขเดียวที่ควรรู้ก่อนเดินเข้าธนาคาร

อัตราส่วนความสามารถในการชำระหนี้ (Debt Service Coverage Ratio: DSCR) บอกว่ากระแสเงินสดของกิจการในหนึ่งปีมากกว่าภาระหนี้ที่ต้องจ่ายในปีเดียวกันกี่เท่า

DSCR = (EBITDA − ภาษีที่จ่ายเป็นเงินสด) ÷ (เงินต้น + ดอกเบี้ย ที่ต้องจ่ายในปีนั้น)

EBITDA คือกำไรก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย ใช้แทนกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน เพราะค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินที่จ่ายออกจริง ส่วนตัวหารต้องรวมหนี้ทุกก้อน ทั้งเงินกู้เดิม สัญญาเช่าซื้อ และสินเชื่อก้อนใหม่ที่กำลังขอ

  • DSCR ต่ำกว่า 1 เท่า แปลว่าเงินสดจากธุรกิจไม่พอจ่ายหนี้ ต้องเอาเงินจากที่อื่นมาโปะ
  • DSCR เท่ากับ 1 เท่า พอจ่ายพอดี ไม่มีที่ว่างให้ยอดขายตก
  • สถาบันด้านการเงินอย่าง Corporate Finance Institute ระบุว่าผู้ให้กู้เชิงพาณิชย์จำนวนมากตั้งเกณฑ์ขั้นต่ำไว้ที่ 1.25 เท่า

ธนาคารไทยแต่ละแห่งกำหนดสูตรและเกณฑ์ของตัวเอง บางแห่งเริ่มจากกำไรสุทธิบวกค่าเสื่อมราคาและดอกเบี้ย บางแห่งใช้ตัวเลขจากรายการเดินบัญชี ก่อนยื่นควรถามเจ้าหน้าที่ตรง ๆ ว่าใช้สูตรใดและเกณฑ์เท่าไร แล้วคำนวณด้วยสูตรนั้น

ตัวอย่างคำนวณ

ตัวอย่างสมมติ บริษัทผลิตบรรจุภัณฑ์แห่งหนึ่งมี EBITDA ปีละ 3.0 ล้านบาท จ่ายภาษีเงินได้ 0.3 ล้านบาท และผ่อนเงินกู้เดิมปีละ 1.2 ล้านบาท ต้องการกู้เพิ่ม 5 ล้านบาทเพื่อซื้อเครื่องจักร สมมติดอกเบี้ย 6% ต่อปี ผ่อนเป็นงวดรายเดือนเท่ากัน สมมติว่าธนาคารใช้เกณฑ์ 1.25 เท่า

กรณี ค่างวดใหม่ต่อเดือน (บาท) ภาระหนี้รวมต่อปี (ล้านบาท) DSCR
ก่อนกู้เพิ่ม − 1.20 2.7 ÷ 1.20 = 2.25 เท่า
กู้ 5 ล้าน ผ่อน 5 ปี 96,664 2.36 2.7 ÷ 2.36 = 1.14 เท่า
กู้ 5 ล้าน ผ่อน 7 ปี 73,043 2.08 2.7 ÷ 2.08 = 1.30 เท่า
กู้ 3.5 ล้าน ผ่อน 5 ปี 67,665 2.01 2.7 ÷ 2.01 = 1.34 เท่า

คำขอเดิม (5 ล้านบาท 5 ปี) ได้ DSCR 1.14 เท่า ต่ำกว่าเกณฑ์ ถ้ายื่นไปแบบนี้มีโอกาสถูกลดวงเงินหรือถูกขอหลักประกันเพิ่ม แต่เมื่อยืดระยะเวลาผ่อนเป็น 7 ปี (ซึ่งควรสอดคล้องกับอายุใช้งานของเครื่องจักร) หรือลดวงเงินลงเหลือ 3.5 ล้านบาทแล้วใช้เงินทุนของตัวเองส่วนที่เหลือ ตัวเลขผ่านเกณฑ์ทั้งสองทาง

กราฟแท่งนอน DSCR สี่กรณี ก่อนกู้เพิ่ม 2.25 เท่า กู้ 5 ล้านบาทผ่อน 5 ปี 1.14 เท่า เป็นแท่งสีดำเพราะต่ำกว่าเกณฑ์ 1.25 เท่า กู้ 5 ล้านบาทผ่อน 7 ปี 1.30 เท่า และกู้ 3.5 ล้านบาทผ่อน 5 ปี 1.34 เท่า
วงเงินเท่าเดิมแต่ยืดระยะเวลาผ่อน หรือกู้น้อยลงแล้วใส่เงินทุนเอง ทำให้ DSCR กลับมาเหนือเกณฑ์ได้

อีกวิธีที่ใช้ได้คือคำนวณย้อนกลับ ว่าภาระหนี้สูงสุดที่รับได้คือเท่าไร

ภาระหนี้สูงสุดต่อปี = กระแสเงินสด ÷ เกณฑ์ DSCR = 2.7 ÷ 1.25 = 2.16 ล้านบาท

หักหนี้เดิม 1.2 ล้านบาท เหลือค่างวดใหม่ได้ไม่เกิน 0.96 ล้านบาทต่อปี หรือ 80,000 บาทต่อเดือน

ที่ดอกเบี้ย 6% ค่างวด 80,000 บาทต่อเดือนรองรับเงินกู้ได้ราว 4.14 ล้านบาทถ้าผ่อน 5 ปี หรือราว 5.48 ล้านบาทถ้าผ่อน 7 ปี ตัวเลขนี้คือวงเงินที่ควรขอ แทนการขอตัวเลขกลม ๆ แล้วรอดูว่าจะถูกตัดเหลือเท่าไร

เอกสารที่ควรพร้อมก่อนนัดธนาคาร

รายการจริงแต่ละธนาคารต่างกันเล็กน้อย แต่ชุดนี้ครอบคลุมสิ่งที่ถูกขอเกือบทุกครั้ง

  • เอกสารบริษัท หนังสือรับรองบริษัทฉบับล่าสุด บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ภ.พ.20 ถ้าจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และบัตรประชาชนของกรรมการ
  • งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับรอง ย้อนหลัง 2–3 ปี พร้อมงบรายเดือนหรือรายไตรมาสของปีปัจจุบัน
  • รายการเดินบัญชี (Statement) ย้อนหลัง 6–12 เดือนของบัญชีหลักที่รับเงินจากลูกค้า
  • แบบ ภ.พ.30 ย้อนหลังในช่วงเดียวกัน เพื่อให้ยอดขายในงบ ใน ภ.พ.30 และในบัญชีธนาคารสอดคล้องกัน
  • ตารางหนี้เดิม สถาบันการเงิน ยอดคงเหลือ ค่างวด วันครบกำหนด และหลักประกันของแต่ละก้อน
  • แผนการใช้เงินและประมาณการกระแสเงินสด อย่างน้อย 12 เดือน พร้อมใบเสนอราคาถ้าซื้อเครื่องจักรหรือสินทรัพย์
  • รายชื่อลูกค้ารายใหญ่ และสัญญาหรือใบสั่งซื้อที่มีอยู่ ถ้ารายได้พึ่งลูกค้าไม่กี่ราย

สิ่งที่ทำให้คำขอสะดุดบ่อยที่สุดคือตัวเลขสามแหล่งไม่ตรงกัน ยอดขายในงบการเงินต่ำกว่ายอดเงินเข้าบัญชีมาก หรือเงินส่วนตัวกับเงินบริษัทปนกันจนแยกไม่ออก ธนาคารให้น้ำหนักกับตัวเลขที่ตรวจสอบได้ รายได้ที่ไม่ได้ลงบัญชีจึงช่วยการกู้ไม่ได้ ควรแก้เรื่องนี้ล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งรอบบัญชี

ก่อนยื่น ควรตรวจข้อมูลเครดิตของบริษัทและของกรรมการกับบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ (เครดิตบูโร) ซึ่งเปิดให้นิติบุคคลขอตรวจข้อมูลของตัวเองได้ ถ้ามีรายการผิดพลาดหรือหนี้ที่ลืมไปแล้ว จะได้แก้หรืออธิบายได้ก่อนธนาคารเห็น

หลักประกันไม่พอ: การค้ำประกันของ บสย.

บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นหน่วยงานรัฐที่ค้ำประกันสินเชื่อให้ SME ที่ธุรกิจไปได้แต่หลักประกันไม่พอ ผู้กู้ยื่นผ่านธนาคารที่ขอสินเชื่อ ธนาคารเป็นผู้พิจารณาสินเชื่อและส่งคำขอค้ำประกันไปยัง บสย. ผู้กู้จ่ายค่าธรรมเนียมค้ำประกันเป็นรายปี

โครงการหลักในปัจจุบันคือ โครงการค้ำประกันสินเชื่อ บสย. SMEs ยั่งยืน (PGS ระยะที่ 11) กรอบวงเงินค้ำประกัน 50,000 ล้านบาท เงื่อนไขสำคัญตามที่ บสย. ประกาศ

  • ผู้ขอเป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยหรือนิติบุคคลที่จดทะเบียนในไทย มีทรัพย์สินถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาท และเป็นลูกหนี้ชั้นปกติหรือชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ
  • วงเงินค้ำประกันรวมไม่เกิน 40 ล้านบาทต่อราย นับรวมทุกสถาบันการเงินและทุกโครงการ
  • ค่าธรรมเนียมเฉลี่ยไม่เกิน 1.75% ต่อปี ระยะเวลาค้ำประกันสูงสุด 10 ปี (บางโครงการย่อยสูงสุด 7 ปี)
  • โครงการย่อยมีเงื่อนไขต่างกัน เช่น Smart Biz ค้ำประกันต่อราย 200,000 ถึง 10 ล้านบาท ค่าธรรมเนียม 1.5% ต่อปี และได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม 2 ปีแรก
  • รับคำขอถึงวันที่ 30 ธันวาคม 2569 หรือจนกว่าวงเงินจะเต็ม

สองข้อที่ควรรู้ก่อนพึ่ง บสย. ข้อแรก การค้ำประกันไม่ได้แทนความสามารถชำระหนี้ ธนาคารยังดู DSCR และประวัติเครดิตเหมือนเดิม บสย. ช่วยเรื่องหลักประกันเท่านั้น ข้อสอง ค่าธรรมเนียมค้ำประกันเป็นต้นทุนเพิ่มจากดอกเบี้ย ถ้ากู้ 5 ล้านบาทที่ค่าธรรมเนียม 1.75% ต่อปี ค่าธรรมเนียมจะอยู่ราว 87,500 บาทในปีที่ยอดค้ำประกันยังเต็มจำนวน ควรใส่ไว้ในประมาณการกระแสเงินสดด้วย เงื่อนไขโครงการเปลี่ยนเป็นรอบ ๆ จึงควรตรวจกับ บสย. หรือธนาคารอีกครั้งก่อนยื่น

ห้าเรื่องที่ทำให้คำขอดูดีขึ้น

  1. ขอสินเชื่อให้ตรงกับการใช้เงิน เงินทุนหมุนเวียนใช้วงเงินหมุนเวียน (O/D หรือตั๋วสัญญาใช้เงิน) ส่วนเครื่องจักรหรืออาคารใช้เงินกู้ระยะยาวที่ระยะผ่อนใกล้เคียงอายุใช้งาน การเอาเงินกู้ระยะสั้นไปซื้อสินทรัพย์ระยะยาวเป็นสัญญาณอันตรายในสายตาธนาคาร
  2. ยื่นก่อนขาดเงิน คำขอที่ยื่นตอนเงินสดตึงแล้วต้องการเงินภายในสองสัปดาห์ มีอำนาจต่อรองน้อยที่สุด ใช้ประมาณการกระแสเงินสดดูล่วงหน้าว่าจะต้องใช้เงินเมื่อไร แล้วยื่นก่อนอย่างน้อยสองถึงสามเดือน
  3. เล่าตัวเลขให้เป็นเรื่องเดียวกัน ยอดขายเติบโตเพราะอะไร เงินที่ขอจะเพิ่มกำไรหรือลดต้นทุนอย่างไร และถ้ายอดขายต่ำกว่าแผน 20% ยังจ่ายค่างวดไหวหรือไม่
  4. แสดงว่าเจ้าของร่วมรับความเสี่ยง การใส่เงินทุนของตัวเองบางส่วน เช่นเงินดาวน์เครื่องจักร ลดวงเงินกู้และเพิ่ม DSCR ไปพร้อมกัน
  5. เทียบหลายแห่ง ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินของ ธปท. มีหน้าเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์สินเชื่อ SME ของแต่ละสถาบันการเงิน ใช้ดูอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมก่อนเลือกยื่น

เริ่มจากตรงไหน

  1. ดึงงบการเงินปีล่าสุด คำนวณ EBITDA และรวมค่างวดของหนี้ทุกก้อนที่ต้องจ่ายในปีหน้า
  2. คำนวณ DSCR ปัจจุบัน แล้วคำนวณย้อนกลับว่าค่างวดใหม่รับได้สูงสุดเท่าไรที่เกณฑ์ 1.25 เท่า (หรือเกณฑ์ที่ธนาคารแจ้ง)
  3. ตรวจว่ายอดขายในงบ ภ.พ.30 และบัญชีธนาคารสอดคล้องกัน และตรวจข้อมูลเครดิตบูโรของบริษัทและกรรมการ
  4. เตรียมแฟ้มเอกสารตามรายการข้างต้น พร้อมประมาณการกระแสเงินสด 12 เดือนที่มีกรณียอดขายลดลงด้วย
  5. ถ้าหลักประกันไม่พอ ถามธนาคารตั้งแต่นัดแรกว่ายื่นคู่กับโครงการค้ำประกันของ บสย. ได้หรือไม่

คำขอสินเชื่อที่ดีไม่ได้ขอให้ธนาคารเชื่อ แต่ให้ตัวเลขที่ธนาคารตรวจเองได้และได้คำตอบเดียวกับคุณ เจ้าของกิจการที่คำนวณ DSCR ของตัวเองมาก่อน จะรู้ตั้งแต่ก่อนยื่นว่าควรขอเท่าไรและผ่อนกี่ปี

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี