ประเมินมูลค่ากิจการ SME ที่มีกำไร: ปรับ EBITDA ให้เป็นปีปกติ แล้วเลือก Multiple ให้มีเหตุผล

ปรับรายการในงบให้ได้ EBITDA ของปีปกติ เลือกตัวคูณโดยไม่ลอกของบริษัทจดทะเบียน แล้วแปลงมูลค่ากิจการเป็นมูลค่าหุ้น พร้อมตัวอย่างคำนวณที่เห็นว่าเงินเดือนเจ้าของกับหนี้เปลี่ยนราคาได้เท่าไร

สัญลักษณ์ 5× ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างภาพลายเส้นกรวยสี่ชั้นที่แคบลงเรื่อย ๆ ชั้นล่างสุดเป็นสีดำ
ในบทความนี้
  1. EBITDA และมูลค่ากิจการ (Enterprise Value)
  2. ปรับรายการ (Normalization): หากำไรของปีปกติ
  3. ตัวคูณมาจากไหน และทำไมไม่ควรลอกของบริษัทจดทะเบียน
  4. จาก EV ถึงมูลค่าหุ้น
  5. เตรียมอะไรก่อนคุยราคา
  6. เริ่มจากตรงไหน

เจ้าของกิจการที่มีกำไรแล้วมักได้ยินคำถามเดียวกันจากผู้ซื้อ นักลงทุน หรือหุ้นส่วนใหม่ว่า "บริษัทนี้มูลค่าเท่าไร" คำตอบที่พบบ่อยที่สุดในการเจรจาคือ EBITDA คูณด้วยตัวคูณ (Multiple) แต่ตัวเลขสองตัวนี้ไม่ได้มาจากงบการเงินตรง ๆ EBITDA ต้องปรับให้เป็นกำไรของปีปกติก่อน ตัวคูณต้องมีเหตุผลรองรับ และผลคูณที่ได้ยังไม่ใช่เงินที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับ

บทความนี้อธิบายความต่างระหว่างมูลค่ากิจการกับมูลค่าหุ้น วิธีปรับรายการ (Normalization) พร้อมตัวอย่างคำนวณ ที่มาของตัวคูณและเหตุที่ไม่ควรลอกตัวเลขของบริษัทจดทะเบียนมาใช้ตรง ๆ และสิ่งที่ควรเตรียมก่อนเริ่มคุยราคากับใคร

EBITDA และมูลค่ากิจการ (Enterprise Value)

EBITDA คือกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) บวกกลับค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย เป็นตัวเลขที่ยังไม่หักดอกเบี้ยและภาษี จึงใช้เทียบธุรกิจที่มีโครงสร้างหนี้และภาระภาษีต่างกันได้

เพราะ EBITDA เป็นกำไรก่อนจ่ายเจ้าหนี้ สิ่งที่ได้จากการคูณ EBITDA คือมูลค่าของทั้งกิจการ (Enterprise Value: EV) ซึ่งเป็นของเจ้าหนี้และผู้ถือหุ้นรวมกัน ไม่ใช่มูลค่าหุ้นอย่างเดียว ชุดข้อมูลตัวคูณของ Aswath Damodaran แห่ง NYU Stern นิยามไว้ดังนี้

Enterprise Value = มูลค่าหุ้น + มูลค่าหนี้ − เงินสด

EV/EBITDA = Enterprise Value ÷ EBITDA

เมื่อกลับสูตร มูลค่าหุ้นจึงเท่ากับ EV หักหนี้ที่มีดอกเบี้ยแล้วบวกเงินสด บริษัทสองแห่งที่มี EBITDA เท่ากันและได้ตัวคูณเท่ากัน อาจมีมูลค่าหุ้นต่างกันมากถ้าแห่งหนึ่งมีเงินกู้ธนาคารสูง

ปรับรายการ (Normalization): หากำไรของปีปกติ

ผู้ซื้อไม่ได้จ่ายเงินให้กำไรของปีที่ผ่านมา แต่จ่ายให้กำไรที่ธุรกิจทำได้ตามปกติภายใต้เจ้าของคนใหม่ งบของบริษัทเจ้าของคนเดียวมักมีรายการที่ทำให้ตัวเลขนี้คลาดเคลื่อน Mercer Capital บริษัทประเมินมูลค่ากิจการในสหรัฐฯ แบ่งการปรับไว้สองกลุ่ม

  • รายการที่ไม่เกิดซ้ำหรือไม่เกี่ยวกับการดำเนินงาน เช่น กำไรหรือขาดทุนครั้งเดียว ค่าใช้จ่ายพิเศษที่ไม่เกิดทุกปี และค่าใช้จ่ายของสินทรัพย์ที่ไม่ได้ใช้ทำธุรกิจ
  • ค่าตอบแทนเจ้าของและค่าใช้จ่ายตามดุลยพินิจ ที่บริษัทซึ่งบริหารแบบมืออาชีพจะไม่มี หรือจะจ่ายในราคาตลาด

ในบริษัทที่เจ้าของเป็นผู้บริหารเอง ค่าใช้จ่ายส่วนตัวกับค่าใช้จ่ายของธุรกิจมักปนกัน และแยกได้ยากว่าเงินที่เจ้าของรับไปส่วนไหนเป็นค่าจ้างผู้บริหาร ส่วนไหนเป็นผลตอบแทนของผู้ถือหุ้น รายการที่พบบ่อยใน SME ไทยมีดังนี้

  • เงินเดือนเจ้าของ ถ้าจ่ายตัวเองต่ำกว่าค่าจ้างผู้บริหารที่ต้องจ้างมาแทน ต้องหักส่วนต่างออกจาก EBITDA ถ้าจ่ายสูงเกินตำแหน่งงาน ให้บวกส่วนเกินกลับ
  • ค่าเช่าจากคนในครอบครัว ที่ดิน อาคาร หรือโกดังที่เช่าจากเจ้าของหรือญาติในราคาที่ไม่ใช่ราคาตลาด ต้องปรับเป็นราคาตลาด
  • ค่าใช้จ่ายส่วนตัวที่บันทึกในบริษัท บวกกลับได้ในการประเมินมูลค่า แต่ควรหยุดทำตั้งแต่วันนี้ เพราะประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี (3) กำหนดให้รายจ่ายอันมีลักษณะเป็นการส่วนตัวเป็นรายจ่ายต้องห้ามทางภาษีอยู่แล้ว
  • รายการครั้งเดียว เช่น ค่าซ่อมหลังภัยพิบัติ ค่าใช้จ่ายคดีความ หรือกำไรจากการขายสินทรัพย์เก่า

สำหรับธุรกิจที่ผลประกอบการขึ้นลงตามรอบเศรษฐกิจ Damodaran เสนอให้ใช้ค่าเฉลี่ยหลายปี หรือใช้อัตรากำไรเฉลี่ยในอดีตคูณกับรายได้ปัจจุบัน แทนการใช้ปีที่ดีที่สุดหรือแย่ที่สุดปีเดียว

ตัวอย่างคำนวณ

ตัวอย่างสมมติ บริษัทจัดจำหน่ายแห่งหนึ่งมี EBITDA ตามงบ 6,000,000 บาท เมื่อไล่ดูรายการทีละบรรทัดพบสิ่งที่ต้องปรับห้ารายการ

รายการตามงบปรับ (บาท)
EBITDA ตามงบ6,000,000
เงินเดือนเจ้าของ 600,000 บาท ผู้บริหารที่ต้องจ้างแทน 1,800,000 บาทต่ำกว่าตลาด−1,200,000
ค่าเช่าโกดังจากญาติ 240,000 บาท ราคาตลาด 600,000 บาทต่ำกว่าตลาด−360,000
ค่าซ่อมหลังน้ำท่วมเกิดครั้งเดียว+500,000
ค่าใช้จ่ายส่วนตัวของเจ้าของไม่ใช่ของธุรกิจ+300,000
กำไรจากการขายรถบรรทุกเก่าเกิดครั้งเดียว−400,000
EBITDA หลังปรับ4,840,000

EBITDA หลังปรับต่ำกว่าตัวเลขในงบ 1,160,000 บาท หรือราว 19% ส่วนที่ลดลงมากที่สุดมาจากเงินเดือนเจ้าของ ซึ่งเป็นรายการที่เจ้าของกิจการมักไม่นึกถึง ถ้าใช้ตัวคูณ 5 เท่า ส่วนต่างนี้เท่ากับมูลค่า 5,800,000 บาท ผู้ขายที่ตั้งราคาจาก EBITDA ตามงบจะถูกผู้ซื้อที่ทำ Due Diligence ตัดราคาลงด้วยเหตุผลที่โต้แย้งได้ยาก

ตัวคูณมาจากไหน และทำไมไม่ควรลอกของบริษัทจดทะเบียน

ตัวคูณสะท้อนสิ่งที่ผู้ซื้อคาดหวังจากกำไรหนึ่งบาท ธุรกิจที่โตเร็ว เสี่ยงน้อย และใช้เงินลงทุนต่ำได้ตัวคูณสูงกว่า ตัวคูณจึงต่างกันมากตามอุตสาหกรรม ข้อมูลของ Damodaran ณ เดือนมกราคม 2569 ซึ่งรวบรวมจากบริษัทจดทะเบียนในสหรัฐฯ แสดงว่า EV/EBITDA ของกลุ่มแปรรูปอาหารอยู่ที่ราว 9.6 เท่า กลุ่มซอฟต์แวร์ราว 31.8 เท่า และทั้งตลาดราว 24 เท่า

ตัวเลขเหล่านี้ใช้เป็นราคาของ SME ไทยตรง ๆ ไม่ได้ ด้วยเหตุผลสามข้อ

  • หุ้นของบริษัทจดทะเบียนขายได้ทุกวัน หุ้นบริษัทจำกัดขายได้ยากกว่ามาก Damodaran ระบุว่ากฎง่าย ๆ ที่ใช้กันทั่วไปคือหักส่วนลดจากการขาดสภาพคล่อง (Illiquidity Discount) 20–30% ของมูลค่า และงานศึกษาหุ้นที่มีข้อจำกัดการขายพบส่วนลดเฉลี่ยหรือค่ามัธยฐานราว 34–35% เขาเห็นว่าส่วนลดควรต่ำลงสำหรับบริษัทที่ใหญ่ มีกำไร และมีเงินสดมาก และควรสูงขึ้นสำหรับบริษัทเล็ก ขาดทุน หรือมีสินทรัพย์ที่ขายยากอย่างโรงงาน
  • ขนาดและการพึ่งพาตัวบุคคล SME ที่ลูกค้าและซัพพลายเออร์ผูกกับเจ้าของคนเดียวมีความเสี่ยงสูงกว่าบริษัทใหญ่ที่มีทีมบริหาร
  • ตลาดและช่วงเวลา ตัวคูณของตลาดสหรัฐฯ สะท้อนการเติบโตและต้นทุนเงินทุนของตลาดนั้น ณ เวลาที่เก็บข้อมูล

ตัวเปรียบเทียบที่ดีกว่าคือราคาที่เกิดขึ้นจริงในการซื้อขายกิจการขนาดใกล้กันในธุรกิจเดียวกัน แต่ในไทยข้อมูลดีลขนาดเล็กหาได้ยาก ทางปฏิบัติจึงมักใช้หลายแหล่งประกอบกัน แล้วตรวจกับวิธีคิดลดกระแสเงินสดว่าได้คำตอบในช่วงเดียวกันหรือไม่

อีกข้อที่ต้องระวังคือ EBITDA ไม่ใช่เงินสด ธุรกิจที่ต้องเปลี่ยนเครื่องจักรบ่อยหรือต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มทุกครั้งที่ยอดขายโต มีเงินสดเหลือให้เจ้าของน้อยกว่าที่ EBITDA บอก และควรได้ตัวคูณต่ำกว่าธุรกิจที่ไม่ต้องลงทุนเพิ่ม

จาก EV ถึงมูลค่าหุ้น

ต่อจากตัวอย่างเดิม สมมติว่าผู้ซื้อและผู้ขายตกลงใช้ตัวคูณ 5 เท่า (ตัวเลขสมมติเพื่ออธิบาย ไม่ใช่ค่ามาตรฐานของธุรกิจใด)

ขั้นการคำนวณล้านบาท
Enterprise Value4.84 × 524.20
หักเงินกู้ธนาคาร−6.00
หักเงินกู้ยืมจากกรรมการ−2.00
บวกเงินสดส่วนที่เกินความจำเป็นในการดำเนินงาน+1.50
มูลค่าหุ้น17.70

เงินที่บริษัทกู้จากกรรมการเป็นหนี้ที่บริษัทต้องคืน ผู้ซื้อจึงนับเป็นหนี้เหมือนเงินกู้ธนาคาร ถ้าใช้ EBITDA ตามงบ มูลค่าหุ้นจะเป็น 30.00 − 6.50 = 23.50 ล้านบาท สูงกว่าตัวเลขหลังปรับ 5.80 ล้านบาท

กราฟเส้นมูลค่าหุ้นของบริษัทตัวอย่างที่ตัวคูณ 3 ถึง 7 เท่า หนี้สุทธิ 6.5 ล้านบาท ใช้ EBITDA หลังปรับ 4.84 ล้านบาท ได้ 8.0 ถึง 27.4 ล้านบาท ที่ 5 เท่าได้ 17.7 ล้านบาท ส่วนเส้น EBITDA ตามงบ 6 ล้านบาทได้ 11.5 ถึง 35.5 ล้านบาท ที่ 5 เท่าได้ 23.5 ล้านบาท
ตัวคูณเปลี่ยนหนึ่งเท่า มูลค่าหุ้นเปลี่ยน 4.84 ล้านบาท และช่องว่างระหว่างสองเส้นกว้างขึ้นเมื่อตัวคูณสูงขึ้น

เพราะหนี้สุทธิเป็นตัวเลขคงที่ที่หักออกเสมอ มูลค่าหุ้นจึงขยับแรงกว่า EV ถ้าตัวคูณลดจาก 5 เป็น 4 เท่า EV ลดลง 20% แต่มูลค่าหุ้นลดจาก 17.70 เหลือ 12.86 ล้านบาท หรือราว 27% บริษัทที่มีหนี้มากจึงได้รับผลจากการต่อรองตัวคูณมากกว่าบริษัทที่ไม่มีหนี้

เตรียมอะไรก่อนคุยราคา

  • งบการเงินที่ผ่านการตรวจสอบย้อนหลังอย่างน้อยสามปี และงบรายเดือนของปีปัจจุบัน
  • ตารางปรับรายการที่แสดงทุกบรรทัด พร้อมหลักฐาน เช่น ใบเสนอค่าเช่าตลาด หรือช่วงเงินเดือนของตำแหน่งผู้บริหาร
  • รายการหนี้ที่มีดอกเบี้ยทั้งหมด รวมเงินกู้จากกรรมการ และยอดเงินสดที่ธุรกิจต้องใช้หมุนเวียนจริง
  • รายจ่ายลงทุนที่ต้องทำในไม่กี่ปีข้างหน้า เพื่ออธิบายว่า EBITDA แปลงเป็นเงินสดได้เท่าไร
  • ความเสี่ยงที่ผู้ซื้อจะถาม เช่น สัดส่วนยอดขายของลูกค้ารายใหญ่ และงานที่ยังขึ้นกับเจ้าของคนเดียว

เริ่มจากตรงไหน

  1. คำนวณ EBITDA จากงบสามปีล่าสุด แล้วไล่ปรับรายการตามตัวอย่างข้างต้น
  2. แยกค่าใช้จ่ายส่วนตัวออกจากบริษัทตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ตัวเลขปีถัดไปสะอาดโดยไม่ต้องอธิบาย
  3. หาตัวเปรียบเทียบหลายแหล่ง และใช้ตัวคูณเป็นช่วง เช่น สามระดับ ไม่ใช่ตัวเลขเดียว
  4. ทำตารางจาก EV ถึงมูลค่าหุ้นให้ครบ แล้วดูว่าหนี้ทำให้มูลค่าหุ้นอ่อนไหวต่อตัวคูณแค่ไหน
  5. ถ้าจะใช้ตัวเลขในการซื้อขายจริง ให้ผู้ประเมินมูลค่าอิสระและที่ปรึกษาภาษีตรวจซ้ำ

EBITDA คูณตัวคูณเป็นภาษากลางของการต่อรอง ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เจ้าของที่ปรับรายการเองก่อนและอธิบายได้ทุกบรรทัด จะต่อรองที่ตัวคูณได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาเถียงว่ากำไรจริงคือเท่าไร

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี