ซื้อเครื่องจักรคุ้มไหม: ตัดสินใจลงทุนด้วย Payback, NPV และ IRR

คำนวณกระแสเงินสดหลังภาษีของเครื่องจักรหนึ่งเครื่อง แล้วดูว่า Payback, NPV และ IRR ตอบคำถามต่างกันอย่างไร ทำไมโครงการที่คืนทุนเร็วกว่าอาจทำให้บริษัทจนลง และวิธีทดสอบตัวเลขก่อนเซ็นสั่งซื้อ

ตัวเลข 15.2% ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างภาพลายเส้นกองเหรียญที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ห้ากอง กองที่สี่เป็นสีดำ
ในบทความนี้
  1. เริ่มจากกระแสเงินสดส่วนเพิ่ม ไม่ใช่กำไรทางบัญชี
  2. ตัวอย่าง: กระแสเงินสดหลังภาษีของเครื่อง ก
  3. Payback: กี่ปีถึงได้เงินคืน
  4. NPV: การลงทุนนี้ทำให้บริษัทรวยขึ้นเท่าไร
  5. IRR: ผลตอบแทนต่อปีที่โครงการให้
  6. คืนทุนเร็วกว่า ไม่ได้แปลว่าดีกว่า
  7. ทดสอบตัวเลขก่อนเซ็นสั่งซื้อ
  8. เริ่มจากตรงไหน

เครื่องจักรราคา 2 ล้านบาทที่เซลส์บอกว่า "คืนทุนในสามปี" อาจคุ้มจริง หรืออาจทำให้บริษัทเสียเงินเปล่าก็ได้ ขึ้นกับว่าคำนวณคืนทุนจากตัวเลขอะไร นับภาษีหรือยัง และเงินที่ได้คืนในปีที่สี่ห้ามีค่าเท่าเงินที่จ่ายออกไปวันนี้หรือไม่ การตัดสินใจลงทุนในสินทรัพย์ถาวร (Capital Expenditure หรือ Capex) เป็นเรื่องที่ย้อนกลับยาก เงินก้อนใหญ่ออกไปทันที แต่ผลตอบแทนทยอยกลับมาหลายปี

บทความนี้ใช้ตัวอย่างเครื่องจักรหนึ่งเครื่อง ไล่ตั้งแต่ประมาณกระแสเงินสดหลังภาษี คำนวณระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value หรือ NPV) และอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return หรือ IRR) แล้วเทียบกับเครื่องอีกเครื่องที่คืนทุนเร็วกว่าแต่ไม่ควรซื้อ ปิดท้ายด้วยการทดสอบตัวเลขก่อนเซ็นสั่งซื้อ

เริ่มจากกระแสเงินสดส่วนเพิ่ม ไม่ใช่กำไรทางบัญชี

ทั้งสามวิธีใช้ตัวเลขชุดเดียวกัน คือเงินสดที่เปลี่ยนไปเพราะลงทุนครั้งนี้ ถ้าตัวเลขชุดนี้ผิด วิธีคำนวณที่ดีแค่ไหนก็ให้คำตอบผิด ก่อนเปิดสเปรดชีต ให้ตอบสามคำถาม

  • เงินออกเท่าไร และเมื่อไร นับราคาเครื่อง ค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง ค่าอบรมพนักงาน และเงินทุนหมุนเวียนที่ต้องเพิ่ม เช่น วัตถุดิบที่ต้องสต็อกมากขึ้นเมื่อผลิตได้เร็วขึ้น
  • เงินเข้าหรือเงินที่ประหยัดได้ปีละเท่าไร เทียบกับกรณี "ไม่ซื้อ" เสมอ ถ้าเครื่องใหม่ลดค่าแรงล่วงเวลาและของเสีย ให้นับเฉพาะส่วนที่ลดลงจริง ไม่ใช่ค่าแรงทั้งหมดของสายการผลิต
  • ใช้ได้กี่ปี และปลายทางเหลืออะไร อายุใช้งานจริงของเครื่อง ค่าซ่อมใหญ่ระหว่างทาง และราคาขายต่อเมื่อเลิกใช้

สิ่งที่ไม่ควรนับ คือเงินที่จ่ายไปแล้วและเรียกคืนไม่ได้ (Sunk Cost) เช่น ค่าที่ปรึกษาที่ศึกษาความเป็นไปได้ไปแล้ว และค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ต้องจ่ายอยู่ดีไม่ว่าจะซื้อหรือไม่ ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้ซื้อเครื่อง ไม่ต้องหักในกระแสเงินสด เพราะต้นทุนเงินถูกนับแล้วผ่านอัตราคิดลดที่ใช้คำนวณ NPV ถ้าหักซ้ำจะนับต้นทุนเงินสองครั้ง

ตัวอย่าง: กระแสเงินสดหลังภาษีของเครื่อง ก

ตัวอย่างสมมติ โรงงานขนาดเล็กแห่งหนึ่งพิจารณาซื้อเครื่องจักร ก ราคารวมติดตั้ง 2,000,000 บาท คาดว่าจะลดค่าแรงล่วงเวลาและของเสียได้ปีละ 650,000 บาท เป็นเวลา 5 ปี ปลายปีที่ 5 ไม่มีราคาขายต่อ สมมติว่าซื้อวันแรกของรอบบัญชี

ภาษีทำให้เงินที่ประหยัดได้เหลือไม่ถึง 650,000 บาท แต่ค่าเสื่อมราคาก็ช่วยลดภาษีกลับมาบางส่วน พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน (ฉบับที่ 145) กำหนดอัตราสูงสุดสำหรับทรัพย์สินอย่างอื่นที่ไม่ใช่อาคาร ที่ดิน และสินค้า ไว้ร้อยละ 20 ของมูลค่าต้นทุนต่อปี ตัวอย่างนี้หักปีละ 20% หรือ 400,000 บาท (ถ้าซื้อระหว่างปี ปีแรกต้องหักตามสัดส่วนของระยะเวลาที่ได้ทรัพย์สินมา) และสมมติว่ากำไรที่เพิ่มขึ้นเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลที่ 20% ซึ่งเป็นอัตราของกำไรสุทธิส่วนที่เกิน 3 ล้านบาทของ SME ตามหน้าอัตราภาษีของกรมสรรพากร ถ้ากำไรของบริษัทอยู่ในขั้นที่เสีย 15% หรือได้รับยกเว้น ตัวเลขจะเปลี่ยน

กระแสเงินสดหลังภาษีต่อปีของเครื่อง ก (บาท ปีที่ 1–5 เท่ากันทุกปี)
รายการบาท
เงินที่ประหยัดได้ก่อนภาษี650,000
หัก ค่าเสื่อมราคาทางภาษี (20% ของ 2,000,000)−400,000
กำไรเพิ่มขึ้นก่อนภาษี250,000
ภาษีเงินได้นิติบุคคล 20%−50,000
กระแสเงินสดหลังภาษี (650,000 − 50,000)600,000

ค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินที่จ่ายออกไป จึงไม่หักจากกระแสเงินสด แต่ใช้คำนวณภาษีเท่านั้น ผลคือเครื่อง ก สร้างเงินสดหลังภาษีปีละ 600,000 บาท ตัวเลขนี้คือวัตถุดิบของทั้งสามวิธีต่อจากนี้

Payback: กี่ปีถึงได้เงินคืน

ระยะเวลาคืนทุน = เงินลงทุน ÷ กระแสเงินสดต่อปี (ถ้าเท่ากันทุกปี)
เครื่อง ก = 2,000,000 ÷ 600,000 = 3.33 ปี

Payback เข้าใจง่ายและตอบคำถามที่เจ้าของกิจการกังวลจริง คือเงินจะจมอยู่นานแค่ไหน บริษัทที่เงินสดตึงจึงมักตั้งเกณฑ์ เช่น "ต้องคืนทุนภายใน 4 ปี" แต่ตำรา Principles of Finance ของ OpenStax ชี้ข้อจำกัดไว้ชัด คือ Payback ไม่คิดมูลค่าของเงินตามเวลา เงินหนึ่งบาทในปีที่สามถูกนับเท่ากับหนึ่งบาทวันนี้ และไม่สนใจเงินที่เข้ามาหลังจุดคืนทุนเลย เครื่องที่ทำเงินต่ออีกสิบปีกับเครื่องที่พังทันทีหลังคืนทุน ได้คะแนนเท่ากัน

ทางแก้บางส่วนคือระยะเวลาคืนทุนแบบคิดลด (Discounted Payback) ซึ่งนับเงินแต่ละปีเป็นมูลค่าปัจจุบันก่อน ที่อัตราคิดลด 10% เครื่อง ก คืนทุนแบบคิดลดในราว 4.26 ปี ช้ากว่าแบบธรรมดาเกือบหนึ่งปี แต่ก็ยังไม่ดูเงินหลังจุดคืนทุนอยู่ดี

NPV: การลงทุนนี้ทำให้บริษัทรวยขึ้นเท่าไร

NPV คือมูลค่าปัจจุบันของเงินสดที่ได้รับ หักมูลค่าปัจจุบันของเงินที่จ่ายออก ถ้าเป็นบวก แปลว่าโครงการให้ผลตอบแทนมากกว่าต้นทุนเงินทุนของบริษัท และเพิ่มมูลค่าให้บริษัทเท่ากับตัวเลขนั้น ถ้าติดลบ บริษัทจะดีกว่าถ้าไม่ลงทุน

NPV = Σ [ กระแสเงินสดปีที่ t ÷ (1 + r) ยกกำลัง t ] − เงินลงทุนวันนี้
r = อัตราคิดลด ใช้ต้นทุนเงินทุน (Cost of Capital) ของบริษัท

ตัวอย่างนี้ใช้อัตราคิดลด 10% ซึ่งเป็นตัวเลขสมมติ ในชีวิตจริงให้ใช้ต้นทุนเงินทุนของบริษัทเอง ซึ่งรวมดอกเบี้ยเงินกู้หลังภาษีและผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นต้องการ

มูลค่าปัจจุบันของเครื่อง ก ที่อัตราคิดลด 10% (บาท)
ปีกระแสเงินสดตัวคูณคิดลดมูลค่าปัจจุบัน
0−2,000,0001.0000−2,000,000
1600,0000.9091545,455
2600,0000.8264495,868
3600,0000.7513450,789
4600,0000.6830409,808
5600,0000.6209372,553
NPV274,472

(ตัวเลขรายปีปัดเศษเป็นบาท ผลรวมจึงอาจต่างจาก NPV ได้หนึ่งบาท)

NPV ของเครื่อง ก เท่ากับ 274,472 บาท แปลว่าหลังได้ผลตอบแทน 10% ต่อปีตามที่ต้องการแล้ว ยังเหลือมูลค่าเพิ่มอีกราว 2.7 แสนบาทในรูปมูลค่าปัจจุบัน ตามหลักใน OpenStax ให้รับโครงการที่ NPV เป็นบวก และปฏิเสธโครงการที่ NPV ติดลบ เมื่อต้องเลือกระหว่างโครงการที่เลือกได้เพียงทางเดียว โดยทั่วไปให้เลือกโครงการที่ NPV สูงกว่า ถ้างบลงทุนมีจำกัดและโครงการมีขนาดต่างกัน OpenStax แนะนำให้ดูดัชนีความสามารถในการทำกำไร (Profitability Index) ประกอบ

IRR: ผลตอบแทนต่อปีที่โครงการให้

IRR คืออัตราคิดลดที่ทำให้ NPV เท่ากับศูนย์พอดี หรือพูดอีกแบบคือผลตอบแทนต่อปีที่เงินลงทุนก้อนนี้สร้างได้ เครื่อง ก มี IRR ประมาณ 15.2% สูงกว่าต้นทุนเงินทุน 10% จึงผ่านเกณฑ์ ในทางปฏิบัติใช้ฟังก์ชัน IRR ของสเปรดชีตคำนวณ โดยใส่เงินลงทุนเป็นค่าลบในปีที่ 0 ตามด้วยกระแสเงินสดแต่ละปี

IRR เล่าให้คนที่ไม่ใช่นักการเงินฟังได้ง่ายกว่า NPV แต่มีกับดักสามข้อ

  • ไม่บอกขนาด โครงการเล็กที่ IRR 40% อาจสร้างมูลค่าน้อยกว่าโครงการใหญ่ที่ IRR 18% เมื่อเลือกได้ทางเดียว ให้ตัดสินด้วย NPV
  • กระแสเงินสดสลับเครื่องหมายหลายครั้งอาจมี IRR มากกว่าหนึ่งค่า เช่น โครงการที่ต้องลงเงินซ่อมใหญ่หรือรื้อถอนกลางทาง
  • สมมติว่าเงินที่ได้ระหว่างทางนำไปลงทุนต่อได้ที่ IRR เดิม ซึ่งอาจสูงเกินจริงเมื่อ IRR สูงมาก OpenStax อธิบาย Modified IRR (MIRR) ซึ่งทบต้นกระแสเงินสดด้วยต้นทุนเงินทุนแทน ให้คำตอบค่าเดียวและแก้ปัญหาสมมติฐานการนำเงินไปลงทุนต่อ

คืนทุนเร็วกว่า ไม่ได้แปลว่าดีกว่า

สมมติต่อว่ามีเครื่อง ข ราคาเท่ากัน 2,000,000 บาท ให้กระแสเงินสดหลังภาษี 1,000,000 บาทในปีที่ 1 และ 2 แล้วเหลือ 200,000 บาทในปีที่ 3 หลังจากนั้นเลิกใช้ เครื่อง ข คืนทุนพอดี 2 ปี เร็วกว่าเครื่อง ก ถ้าใช้เกณฑ์ "คืนทุนเร็วที่สุด" เครื่อง ข จะชนะ

เทียบสองเครื่อง ลงทุน 2,000,000 บาทเท่ากัน (อัตราคิดลด 10%)
ตัวชี้วัดเครื่อง กเครื่อง ข
กระแสเงินสดรวม 5 ปี (บาท)3,000,0002,200,000
Payback3.33 ปี2.00 ปี
NPV (บาท)274,472−114,200
IRR15.2%6.0%

แต่เมื่อคิดมูลค่าของเงินตามเวลา เครื่อง ข มี NPV ติดลบ 114,200 บาท และ IRR เพียง 6.0% ต่ำกว่าต้นทุนเงินทุน เงินที่ได้คืนเร็วไม่พอชดเชยที่เครื่องหยุดทำเงินเร็ว ส่วนเครื่อง ก ทำเงินต่อหลังจุดคืนทุนอีกเกือบสองปี ซึ่ง Payback ไม่นับเลย

กราฟเส้น NPV ของเครื่อง ก และ ข ที่อัตราคิดลด 0% ถึง 20% เครื่อง ก เริ่มที่ 1,000 พันบาท ลดลงเหลือ 274 พันบาทที่ 10% และตัดศูนย์ที่ราว 15.2% เครื่อง ข เริ่มที่ 200 พันบาท ตัดศูนย์ที่ราว 6.0% และติดลบ 114 พันบาทที่ 10%
เส้นของเครื่อง ก อยู่เหนือเครื่อง ข ทุกอัตราคิดลด จุดที่แต่ละเส้นตัดศูนย์คือ IRR ของเครื่องนั้น

Payback ยังมีประโยชน์ในฐานะเกณฑ์เสริม เช่น ถ้าบริษัทมีเงินสดสำรองพอแค่สองปี โครงการที่คืนทุนช้ากว่านั้นมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่องจริง แต่ไม่ควรใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินเพียงตัวเดียว

ทดสอบตัวเลขก่อนเซ็นสั่งซื้อ

ทุกตัวเลขในตัวอย่างเป็นการประมาณ และตัวที่มักคลาดมากที่สุดคือเงินที่จะประหยัดได้ ซึ่งมักมาจากผู้ขายเครื่อง ลองลดตัวเลขนี้ลง 20% จาก 650,000 เหลือ 520,000 บาทต่อปี กำไรเพิ่มขึ้นก่อนภาษีเหลือ 120,000 บาท ภาษี 24,000 บาท กระแสเงินสดหลังภาษีเหลือ 496,000 บาทต่อปี

  • NPV ที่ 10% กลายเป็นติดลบ 119,770 บาท
  • IRR ลดเหลือประมาณ 7.6% ต่ำกว่าต้นทุนเงินทุน

แปลว่าเครื่อง ก ผ่านเกณฑ์ก็ต่อเมื่อเงินที่ประหยัดได้ใกล้เคียงกับที่ประมาณไว้ ก่อนตัดสินใจจึงควรหาจุดคุ้มทุนของสมมติฐานหลัก เช่น เงินที่ประหยัดได้ต่อปีต่ำสุดเท่าไร NPV ยังไม่ติดลบ แล้วถามตัวเองตรง ๆ ว่ามีหลักฐานอะไรว่าจะได้ตามนั้น เช่น ข้อมูลค่าล่วงเวลาและของเสียย้อนหลัง 12 เดือน หรือผลจากโรงงานที่ใช้เครื่องรุ่นเดียวกัน

เริ่มจากตรงไหน

  1. เขียนกระแสเงินสดส่วนเพิ่มรายปีเทียบกับกรณีไม่ลงทุน รวมค่าติดตั้ง เงินทุนหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น และค่าซ่อมใหญ่ ไม่รวม Sunk Cost และดอกเบี้ย
  2. คำนวณภาษีจากค่าเสื่อมราคาตามอัตราที่กฎหมายภาษีอนุญาต และอัตราภาษีที่บริษัทเสียจริงในขั้นกำไรนั้น
  3. กำหนดอัตราคิดลดจากต้นทุนเงินทุนของบริษัท ใช้อัตราเดียวกันกับทุกโครงการที่มีความเสี่ยงใกล้กัน
  4. คำนวณ NPV เป็นเกณฑ์หลัก ใช้ IRR ช่วยสื่อสาร และใช้ Payback ตรวจว่าเงินสดของบริษัทรอไหวหรือไม่
  5. ลดสมมติฐานหลักลง 10–20% ทีละตัว ถ้า NPV ติดลบง่าย ให้หาหลักฐานเพิ่มหรือเจรจาราคาเครื่องก่อน
  6. หลังซื้อ เก็บตัวเลขจริงเทียบกับที่ประมาณไว้ทุกไตรมาส เพื่อให้การประมาณครั้งหน้าแม่นขึ้น

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี