ขึ้นราคาอย่างไรไม่เสียลูกค้า: คำนวณยอดขายที่เสียได้ก่อนกำไรลด

สูตรหายอดขายที่ลดลงได้เมื่อขึ้นราคาโดยกำไรไม่ลด ตารางตามกำไรส่วนเกิน ตัวอย่างคำนวณ วิธีเลือกว่าจะขึ้นอะไรกับใคร การสื่อสารกับลูกค้า และตัวเลขที่ต้องติดตามหลังขึ้นราคา

ตัวเลข 14.3% ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างกราฟแท่งลายเส้นสี่แท่งที่สั้นลงทีละน้อย แท่งสุดท้ายเป็นสีดำ
ในบทความนี้
  1. ยอดขายที่เสียได้เมื่อขึ้นราคา
  2. ตัวอย่างคำนวณ
  3. หาว่าลูกค้ากลุ่มไหนอ่อนไหวต่อราคา
  4. วิธีขึ้นราคาที่ลดการเสียลูกค้า
  5. สื่อสารกับลูกค้า
  6. วัดผลหลังขึ้นราคา
  7. เริ่มจากตรงไหน

เจ้าของกิจการจำนวนมากรู้ว่าต้องขึ้นราคา เพราะค่าวัตถุดิบ ค่าแรง และค่าขนส่งขึ้นมาหลายรอบแล้ว แต่ไม่กล้าขึ้นเพราะกลัวลูกค้าหาย คำถามที่ควรถามจึงไม่ใช่ "ลูกค้าจะหายไหม" เพราะมักจะหายบ้าง แต่เป็น "หายได้มากที่สุดเท่าไรก่อนที่กำไรจะน้อยกว่าเดิม" ตัวเลขนี้คำนวณได้จากข้อมูลที่บริษัทมีอยู่แล้ว

บทความนี้ให้สูตรคำนวณยอดขายที่เสียได้ ตารางที่ใช้ดูได้ทันที ตัวอย่างคำนวณ และวิธีขึ้นราคากับสื่อสารกับลูกค้าที่ลดการเสียลูกค้าลง

ยอดขายที่เสียได้เมื่อขึ้นราคา

ตัวเลขที่ใช้คือกำไรส่วนเกิน (Contribution Margin) คือราคาขายหักต้นทุนผันแปรต่อหน่วย เช่นวัตถุดิบ ค่าขนส่ง ค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน กำไรส่วนเกินคือเงินที่เหลือไว้จ่ายต้นทุนคงที่และเป็นกำไร เมื่อราคาขึ้น ส่วนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดไปเพิ่มกำไรส่วนเกิน ขายน้อยลงได้บ้างโดยที่กำไรส่วนเกินรวมยังเท่าเดิม

ยอดขาย (จำนวนหน่วย) ที่ลดลงได้ = % ที่ขึ้นราคา ÷ (% กำไรส่วนเกินเดิม + % ที่ขึ้นราคา)

สูตรนี้ได้จากการตั้งให้กำไรส่วนเกินรวมก่อนและหลังขึ้นราคาเท่ากัน โดยมีข้อสมมติว่าต้นทุนผันแปรต่อหน่วยและต้นทุนคงที่ไม่เปลี่ยน ถ้าลูกค้าหายน้อยกว่าตัวเลขนี้ กำไรเพิ่ม ถ้าหายมากกว่า กำไรลด

ยอดขายที่ลดลงได้โดยกำไรไม่ลด (ร้อยละของจำนวนหน่วยเดิม)
กำไรส่วนเกินเดิมขึ้นราคา 3%ขึ้นราคา 5%ขึ้นราคา 10%
20%13.0%20.0%33.3%
30%9.1%14.3%25.0%
40%7.0%11.1%20.0%
50%5.7%9.1%16.7%

ข้อสังเกตคือธุรกิจที่กำไรส่วนเกินบางมีที่ว่างให้เสียลูกค้ามากกว่า เพราะราคาที่เพิ่มขึ้นทุกบาทเป็นสัดส่วนที่ใหญ่เมื่อเทียบกับกำไรส่วนเกินเดิม ธุรกิจแบบนี้จึงเสียหายจากการไม่ขึ้นราคามากที่สุด

กราฟเส้นยอดขายที่ลดลงได้โดยกำไรไม่ลด เมื่อขึ้นราคา 0 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ที่กำไรส่วนเกิน 20 เปอร์เซ็นต์เสียได้ถึง 33.3 เปอร์เซ็นต์ ที่ 30 เปอร์เซ็นต์เสียได้ 25.0 เปอร์เซ็นต์ และที่ 50 เปอร์เซ็นต์เสียได้ 16.7 เปอร์เซ็นต์ จุดขึ้นราคา 5 เปอร์เซ็นต์ที่กำไรส่วนเกิน 30 เปอร์เซ็นต์คือ 14.3 เปอร์เซ็นต์
ยิ่งกำไรส่วนเกินบาง ยิ่งเสียยอดขายได้มากก่อนที่การขึ้นราคาจะทำให้กำไรลด

ตัวอย่างคำนวณ

ตัวอย่างสมมติ บริษัทขายสินค้าเดือนละ 10,000 หน่วย ราคาหน่วยละ 200 บาท ต้นทุนผันแปรหน่วยละ 140 บาท ต้นทุนคงที่เดือนละ 400,000 บาท

ผลของการขึ้นราคา 5% (ตัวอย่างสมมติ หน่วย: บาทต่อเดือน)
กรณีจำนวนหน่วยกำไรส่วนเกินต่อหน่วยกำไรส่วนเกินรวมกำไรจากการดำเนินงาน
ราคาเดิม 200 บาท10,00060600,000200,000
ราคา 210 บาท เสียยอดขาย 5%9,50070665,000265,000
ราคา 210 บาท เสียยอดขาย 14.3%8,57170600,000200,000
ราคา 210 บาท เสียยอดขาย 20%8,00070560,000160,000

กำไรส่วนเกินเดิมคือ 60 ÷ 200 = 30% ขึ้นราคา 5% จึงเสียยอดขายได้ 5 ÷ (30 + 5) = 14.3% ถ้าเสียจริงแค่ 5% กำไรเพิ่มจาก 200,000 เป็น 265,000 บาท หรือเพิ่ม 32.5% ทั้งที่ราคาขึ้นแค่ 5%

เทียบกับการลดราคา 5% เป็น 190 บาท กำไรส่วนเกินต่อหน่วยเหลือ 50 บาท ต้องขายเพิ่มเป็น 12,000 หน่วย หรือเพิ่ม 20% จึงจะได้กำไรส่วนเกินรวม 600,000 บาทเท่าเดิม

เมื่อขึ้นราคาเพราะต้นทุนขึ้น

สมมติต่อว่าซัพพลายเออร์ขึ้นราคาจนต้นทุนผันแปรเป็นหน่วยละ 150 บาท ถ้าไม่ขึ้นราคา กำไรส่วนเกินเหลือ 50 บาท กำไรส่วนเกินรวม 500,000 บาท และกำไรเหลือ 100,000 บาท ถ้าขึ้นราคาเป็น 210 บาท กำไรส่วนเกินกลับมาเป็น 60 บาท กรณีนี้ต้องเทียบกับทางเลือก "ไม่ขึ้นราคา" ไม่ใช่กับปีที่แล้ว การขึ้นราคายังดีกว่าตราบที่ยอดขายลดไม่เกิน 1 − (500,000 ÷ 600,000) = 16.7%

หาว่าลูกค้ากลุ่มไหนอ่อนไหวต่อราคา

ตัวเลขยอดขายที่เสียได้เป็นเพดาน ส่วนที่จะเสียจริงขึ้นกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม แยกลูกค้าตามข้อมูลยอดขายของบริษัทเอง แล้วดูสัญญาณเหล่านี้

  • เปลี่ยนเจ้ายากแค่ไหน ลูกค้าที่ต้องปรับระบบ ฝึกคน หรือรับรองคุณภาพใหม่ถ้าเปลี่ยนผู้ขาย อ่อนไหวต่อราคาน้อยกว่า
  • สินค้าของเราเป็นสัดส่วนเท่าไรของต้นทุนเขา ถ้าเป็นส่วนเล็ก ๆ ของต้นทุนทั้งหมดของลูกค้า การขึ้น 5% แทบไม่มีผลกับเขา
  • เทียบกับคู่แข่งได้ง่ายไหม สินค้ามาตรฐานที่เทียบราคาได้ในคลิกเดียวอ่อนไหวกว่างานที่ทำตามสั่ง
  • ประวัติการต่อรอง ลูกค้าที่ขอส่วนลดทุกครั้งมีแนวโน้มย้ายตามราคา ลูกค้าที่ไม่เคยต่อรองมักให้ค่ากับบริการและความน่าเชื่อถือมากกว่า

ถ้าตั้งราคาจากคุณค่าที่ลูกค้าได้รับอยู่แล้ว จะรู้ว่ากลุ่มไหนยังจ่ายต่ำกว่าคุณค่าที่ได้ ดูวิธีใน ตั้งราคาจากคุณค่า และดูว่าสินค้าตัวไหนกำไรส่วนเกินบางจนต้องขึ้นก่อนใน Contribution Margin รายสินค้า

วิธีขึ้นราคาที่ลดการเสียลูกค้า

  • ขึ้นไม่เท่ากันทุกตัว ขึ้นมากในสินค้าที่กำไรส่วนเกินบางและลูกค้าอ่อนไหวน้อย ขึ้นน้อยหรือคงราคาสินค้าที่ใช้ดึงลูกค้าและเทียบราคาง่าย
  • ปรับแพ็กเกจแทนการขึ้นราคาตรง ๆ เช่นกำหนดยอดสั่งขั้นต่ำ คิดค่าขนส่งด่วนแยก หรือแยกบริการเสริมที่เคยให้ฟรีออกมาเป็นรายการที่มีราคา
  • ขึ้นตามรอบ ลูกค้าธุรกิจทำงบประมาณเป็นรอบ แจ้งก่อนรอบงบประมาณหรือก่อนต่อสัญญาจะรับได้ง่ายกว่าแจ้งกลางรอบ ลูกค้าที่มีสัญญาอยู่ ให้ตรวจข้อสัญญาเรื่องการปรับราคาและระยะเวลาแจ้งล่วงหน้าก่อนเสมอ
  • ให้ทางเลือก เช่นล็อกราคาเดิมให้ลูกค้าที่สั่งล่วงหน้าหรือต่อสัญญาระยะยาวก่อนวันขึ้นราคา บริษัทได้ยอดขายที่แน่นอนแลกกับราคา

สื่อสารกับลูกค้า

  1. แจ้งล่วงหน้าเป็นลายลักษณ์อักษร บอกราคาใหม่ วันที่มีผล และสินค้าที่เกี่ยวข้องให้ชัด
  2. ให้เหตุผลสั้นและจริง เช่นต้นทุนวัตถุดิบหรือค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้น ไม่ต้องขอโทษ และไม่ต้องให้ตัวเลขต้นทุนภายใน
  3. บอกสิ่งที่ลูกค้ายังได้ คุณภาพ ระยะเวลาส่งมอบ หรือบริการหลังการขายที่ยังรักษาไว้
  4. ลูกค้ารายใหญ่คุยเอง เจ้าของหรือผู้บริหารโทรหรือนัดคุยก่อนส่งหนังสือ
  5. ซ้อมทีมขาย กำหนดว่าใครอนุมัติส่วนลดได้ เท่าไร และเงื่อนไขอะไร ถ้าทีมขายให้ส่วนลดคืนกลับไปเรื่อย ๆ ราคาที่ขึ้นจะหายไปในใบเสนอราคาโดยไม่มีใครเห็น

วัดผลหลังขึ้นราคา

ตั้งตัวเลขที่ต้องดูก่อนขึ้นราคา แล้วติดตามรายเดือนอย่างน้อยสามเดือน

  • จำนวนหน่วยที่ขายได้ แยกตามกลุ่มลูกค้าและกลุ่มสินค้า เทียบกับเพดานที่คำนวณไว้
  • จำนวนลูกค้าที่หยุดสั่ง และเหตุผลที่ทีมขายได้ยินจริง
  • ราคาเฉลี่ยที่เก็บได้จริงหลังหักส่วนลด เทียบกับราคาตามใบราคา
  • กำไรส่วนเกินรวม ซึ่งเป็นตัวที่บอกว่าการขึ้นราคาได้ผลหรือไม่

ระวังการอ่านผลเดือนแรก ลูกค้าบางรายสั่งเพิ่มก่อนวันขึ้นราคา ยอดเดือนถัดไปจึงต่ำกว่าปกติ ให้ดูค่าเฉลี่ยหลายเดือน

เริ่มจากตรงไหน

  1. คำนวณกำไรส่วนเกินของสินค้าหลักแต่ละตัวจากต้นทุนปัจจุบัน ไม่ใช่ต้นทุนเมื่อปีที่แล้ว
  2. ใช้สูตรหรือตารางข้างบนหาเพดานยอดขายที่เสียได้ของแต่ละตัวที่ราคาใหม่ที่คิดไว้
  3. แบ่งลูกค้าเป็นกลุ่มอ่อนไหวมากและน้อย แล้วเลือกว่าจะขึ้นอะไร เท่าไร กับใคร
  4. เตรียมหนังสือแจ้ง คุยกับลูกค้ารายใหญ่ และกำหนดอำนาจให้ส่วนลดของทีมขาย
  5. ติดตามผลเทียบกับเพดานสามเดือน แล้วปรับรอบถัดไป

บริษัทและตัวเลขในบทความเป็นตัวอย่างสมมติเพื่อการอธิบาย สูตรใช้ได้เมื่อต้นทุนผันแปรต่อหน่วยและต้นทุนคงที่ไม่เปลี่ยนตามยอดขาย ถ้ายอดขายที่ลดลงทำให้ต้นทุนบางส่วนลดตามด้วย ให้คำนวณเป็นกรณีไป

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี