ขายผ่านตัวแทนจำหน่าย: ตั้งราคาส่ง ส่วนลด และ Rebate ตามเป้าไม่ให้กำไรรั่ว

ส่วนลด 30% บวก 15% ไม่ใช่ 45% ดูวิธีไล่ราคาจากหน้าร้านกลับมาที่ราคาส่ง แยก Margin กับ Markup ออกแบบ Rebate ไม่ให้ดีลเลอร์อัดสต็อกปลายปี และวัดยอดที่ขายออกจริง

ตัวเลข 40.5% ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างภาพลายเส้นเครือข่ายจุดเชื่อมต่อกัน มีจุดหนึ่งเป็นสีดำ
ในบทความนี้
  1. ตัวแทนจำหน่าย ตัวแทนขาย หรือฝากขาย
  2. ไล่ราคาจากหน้าร้านย้อนกลับมาที่บริษัท
  3. ส่วนลดสามแบบที่ใช้กับดีลเลอร์
  4. Rebate แบบขั้นบันได: ระวังหน้าผาที่เส้นเป้า
  5. วัดยอดที่ขายออก ไม่ใช่แค่ยอดที่ขายเข้า
  6. เงื่อนไขในสัญญาที่ควรเขียนให้ชัด
  7. เริ่มจากตรงไหน

ขายผ่านตัวแทนจำหน่ายช่วยให้สินค้าไปถึงร้านค้าและจังหวัดที่ทีมขายของคุณเองไปไม่ถึง แต่ทุกทอดของช่องทางต้องได้กำไรขั้นต้นของตัวเอง ถ้าตั้งราคาส่งโดยไม่ไล่ตัวเลขจากราคาหน้าร้านย้อนกลับมา บริษัทอาจขายได้มากขึ้นแต่เหลือกำไรน้อยกว่าที่คิด หรือได้ดีลเลอร์ที่ไม่อยากขายของคุณเพราะกำไรไม่พอ

บทความนี้อธิบายความต่างของตัวแทนจำหน่าย ตัวแทนขาย และการฝากขาย วิธีคำนวณราคาส่งจากราคาขายปลีก การออกแบบส่วนลดและ Rebate ตามเป้าไม่ให้เกิดการอัดสต็อกปลายงวด การวัดผลจากยอดที่ขายออกจริง และเงื่อนไขในสัญญาที่ควรเขียนให้ชัด

ตัวแทนจำหน่าย ตัวแทนขาย หรือฝากขาย

คำว่า "ตัวแทน" ในภาษาพูดใช้เรียกความสัมพันธ์หลายแบบ ซึ่งมีผลต่อราคา ความเสี่ยง และวิธีบันทึกรายได้ต่างกัน ก่อนต่อรองตัวเลขให้ตกลงก่อนว่ากำลังทำแบบไหน

เปรียบเทียบรูปแบบการขายผ่านคนกลาง
เรื่องตัวแทนจำหน่าย (Distributor / Dealer)ตัวแทนขาย (Sales Agent)ฝากขาย (Consignment)
ใครเป็นเจ้าของสินค้าตัวแทนซื้อขาดไปแล้วคุณ ตัวแทนหาลูกค้าให้คุณ จนกว่าสินค้าจะขายออก
ใครตั้งราคาขายต่อตัวแทน คุณทำได้แค่แนะนำคุณตามที่ตกลงกัน
ใครรับความเสี่ยงหนี้เสียของลูกค้าปลายทางตัวแทนคุณตามที่ตกลงกัน
คนกลางได้อะไรส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขายค่าคอมมิชชันส่วนแบ่งหรือค่าตอบแทนต่อชิ้นที่ขายได้
ความเสี่ยงหลักของคุณหนี้ของตัวแทนเอง และสต็อกค้างที่ตัวแทนขอคืนหนี้ลูกค้าปลายทางสินค้าค้าง เสียหาย หรือนับไม่ตรง

บทความนี้เน้นแบบแรก คือตัวแทนจำหน่ายที่ซื้อขาดไปขายต่อ ถ้าทำแบบฝากขายหรือตัวแทนขาย ให้ผู้ทำบัญชีดูว่าบันทึกรายได้และออกเอกสารภาษีเมื่อไร เพราะสินค้ายังไม่ได้ขายออกไปจากบริษัทในวันที่ส่งของ

ไล่ราคาจากหน้าร้านย้อนกลับมาที่บริษัท

เริ่มจากราคาที่ผู้ซื้อคนสุดท้ายจ่าย แล้วหักกำไรขั้นต้นที่แต่ละทอดต้องการ ทีละทอดย้อนกลับมา

ราคาที่ช่องทางซื้อ = ราคาที่ช่องทางขาย × (1 − อัตรากำไรขั้นต้นที่ช่องทางต้องการ)

ตัวอย่างสมมติ ผู้ผลิตน้ำยาทำความสะอาดรายหนึ่งตั้งราคาขายปลีกแนะนำขวดละ 200 บาท (ตัวเลขทั้งหมดก่อน VAT) ร้านค้าปลีกต้องการกำไรขั้นต้น 30% ของราคาขาย ดิสทริบิวเตอร์ต้องการ 15% ของราคาที่ขายให้ร้าน และต้นทุนผลิตขวดละ 70 บาท

ราคาแต่ละทอดของช่องทาง (ตัวอย่างสมมติ บาทต่อขวด)
ทอดราคาขายอัตรากำไรขั้นต้นราคาซื้อกำไรต่อขวด
ร้านค้าปลีก20030%14060
ดิสทริบิวเตอร์14015%11921
ผู้ผลิต11941.2%70 (ต้นทุนผลิต)49

ผู้ผลิตได้ 119 บาทจากราคาหน้าร้าน 200 บาท หรือ 59.5% ส่วนช่องทางทั้งสองทอดได้รวม 81 บาท สังเกตว่าส่วนลด "30% บวก 15%" ไม่ใช่ 45% เพราะส่วนลดทอดที่สองคิดจากราคาที่ลดแล้ว 200 × 0.70 × 0.85 = 119 บาท เท่ากับลดจากราคาขายปลีก 40.5%

อัตรากำไร (Margin) กับส่วนบวก (Markup) ไม่ใช่ตัวเดียวกัน

ร้านค้าที่ขอกำไร 30% มักหมายถึง 30% ของราคาขาย ถ้าผู้ผลิตเข้าใจเป็นการบวก 30% จากราคาส่ง 140 บาท จะได้ราคาแนะนำ 182 บาท และร้านได้กำไรจริงแค่ 42 ÷ 182 = 23.1% ร้านจะไม่ยอมขายตามราคาแนะนำ หรือไม่อยากเอาสินค้าเข้าร้าน

ส่วนบวกจากราคาซื้อ = อัตรากำไรขั้นต้น ÷ (1 − อัตรากำไรขั้นต้น) · กำไร 30% ของราคาขาย = บวก 42.9% จากราคาซื้อ · กำไร 15% = บวก 17.6%

ถ้ากำไร 49 บาทต่อขวดไม่พอจ่ายค่าการตลาด ค่าขนส่ง และค่าใช้จ่ายสนับสนุนดีลเลอร์ ทางแก้คือขึ้นราคาขายปลีก ลดต้นทุน หรือตัดทอดในช่องทาง ไม่ใช่ลดกำไรของช่องทางจนไม่มีใครอยากขาย ดูวิธีตั้งราคาจากคุณค่าใน ตั้งราคาจากคุณค่า ไม่ใช่ต้นทุนบวกกำไร

ส่วนลดสามแบบที่ใช้กับดีลเลอร์

ส่วนลดแต่ละแบบควรมีเหตุผลของตัวเอง ถ้าทุกอย่างรวมเป็น "ส่วนลดพิเศษ" ก้อนเดียว จะไม่รู้ว่าจ่ายไปเพื่ออะไร

  • ส่วนลดการค้า (Trade Discount) คือส่วนต่างตามตารางข้างบน จ่ายเพื่อให้ดีลเลอร์ทำหน้าที่ถือสต็อก ส่งของ และให้เครดิตร้านค้า ควรเท่ากันทุกรายในระดับเดียวกัน
  • ส่วนลดเงินสด (Cash Discount) จ่ายเพื่อให้ได้เงินเร็วขึ้น
  • ส่วนลดตามเป้าหรือ Rebate จ่ายเมื่อดีลเลอร์ทำยอดถึงระดับที่ตกลงไว้ในรอบเวลาหนึ่ง

ส่วนลดเงินสดแพงกว่าที่เห็น เงื่อนไข "ลด 2% ถ้าจ่ายใน 10 วัน มิฉะนั้นจ่ายเต็มใน 30 วัน" แปลว่าคุณยอมเสีย 2% เพื่อได้เงินเร็วขึ้น 20 วัน

ต้นทุนต่อปีของส่วนลดเงินสด = ส่วนลด ÷ (1 − ส่วนลด) × 365 ÷ จำนวนวันที่ได้เงินเร็วขึ้น = 2 ÷ 98 × 365 ÷ 20 = 37.2% ต่อปี

เทียบตัวเลขนี้กับต้นทุนเงินกู้ของบริษัทคุณเองก่อนเสนอ ถ้าปัญหาจริงคือดีลเลอร์จ่ายช้า การคุมวงเงินเครดิตและติดตามลูกหนี้อาจได้ผลกว่า ดู ลูกหนี้ค้างนานและหนี้สูญ

เรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม ประมวลรัษฎากร มาตรา 79 (1) ไม่นับส่วนลดที่ผู้ประกอบการจดทะเบียนลดให้ในขณะขาย และหักออกจากราคาโดยแสดงไว้ชัดแจ้งในใบกำกับภาษี เป็นฐานภาษี ส่วนลดที่ให้ภายหลัง เช่น Rebate ปลายปี หรือเงินสนับสนุนการขาย มีวิธีปฏิบัติต่างกันตามรูปแบบของข้อตกลงและเอกสาร ให้สำนักงานบัญชีดูร่างเงื่อนไขก่อนเซ็น

Rebate แบบขั้นบันได: ระวังหน้าผาที่เส้นเป้า

รูปแบบที่ใช้บ่อยคือคืนเงินเป็นร้อยละของยอดซื้อทั้งปีเมื่อถึงขั้น ตัวอย่างสมมติ ผู้ผลิตรายเดิมให้ดิสทริบิวเตอร์ 2% ของยอดซื้อทั้งหมดเมื่อซื้อครบ 1,000,000 บาท และ 3% ของยอดซื้อทั้งหมดเมื่อครบ 2,000,000 บาท

กราฟแท่ง Rebate ตามยอดซื้อทั้งปี ยอดซื้อ 1,000,000 บาทได้ 20,000 บาท 1,500,000 ได้ 30,000 1,950,000 ได้ 39,000 แท่งยอดซื้อ 2,000,000 บาทเป็นสีดำ ได้ 60,000 บาท และ 2,500,000 ได้ 75,000 บาท
ซื้อเพิ่มอีก 50,000 บาทจาก 1,950,000 เป็น 2,000,000 บาท ทำให้ Rebate เพิ่ม 21,000 บาท

ส่วนเพิ่ม 21,000 บาทจากยอดซื้อ 50,000 บาทเท่ากับส่วนลด 42% ของของล็อตนั้น ดิสทริบิวเตอร์ที่อยู่ใกล้เส้นในเดือนสุดท้ายจึงสั่งของเพิ่มแม้ยังขายไม่ออก ฝั่งผู้ผลิตยิ่งแย่กว่า กำไรขั้นต้นของผู้ผลิตคือ 41.2% ของยอดขาย ยอด 50,000 บาทจึงให้กำไรขั้นต้นราว 20,588 บาท น้อยกว่า Rebate ที่ต้องจ่ายเพิ่ม 21,000 บาท ขายล็อตนั้นแล้วขาดทุน และของล็อตนั้นยังค้างอยู่ในโกดังของดิสทริบิวเตอร์ ทำให้ยอดสั่งต้นปีถัดไปตก

ทางแก้คือคิด Rebate เฉพาะยอดที่เกินแต่ละขั้น (Incremental Tier) ตัวอย่างสมมติ 4% ของยอดซื้อส่วนที่อยู่ระหว่าง 1,000,000 ถึง 2,000,000 บาท และ 6% ของส่วนที่เกิน 2,000,000 บาท

Rebate สองแบบที่ยอดซื้อต่าง ๆ (ตัวอย่างสมมติ หน่วย: บาท)
ยอดซื้อทั้งปีคิดจากยอดทั้งหมด (2% / 3%)คิดเฉพาะส่วนเกินขั้น (4% / 6%)
1,000,00020,0000
1,500,00030,00020,000
1,950,00039,00038,000
2,000,00060,00040,000
2,500,00075,00070,000

แบบที่สองจ่ายเพิ่มแค่ 2,000 บาทหรือ 4% ระหว่างยอด 1,950,000 กับ 2,000,000 บาท จึงไม่มีจุดที่คุ้มจะอัดสต็อก และยังให้รางวัลกับยอดที่สูงขึ้นจริง ที่ยอด 2,500,000 บาท แบบที่สองจ่ายรวม 2.8% ของยอดซื้อ ใกล้กับ 3.0% ของแบบแรก

เงื่อนไขที่ควรเขียนคู่กับ Rebate คือนับเฉพาะยอดที่ชำระเงินแล้วตามกำหนด หักสินค้ารับคืน และจ่ายหลังสิ้นรอบ ถ้าเก็บข้อมูลยอดขายออกจากดีลเลอร์ได้ ให้ผูก Rebate บางส่วนกับยอดนั้นแทนยอดสั่งซื้อ

วัดยอดที่ขายออก ไม่ใช่แค่ยอดที่ขายเข้า

ยอดที่คุณขายให้ดีลเลอร์ (Sell-in) เป็นรายได้ของคุณ แต่ความต้องการจริงของตลาดคือยอดที่ดีลเลอร์ขายออกไปให้ร้านค้าหรือผู้ใช้ (Sell-through) ถ้า Sell-in โตแต่ Sell-through ไม่โต แปลว่าสต็อกกำลังพอกอยู่ในช่องทาง และยอดสั่งจะตกในไม่ช้า

ขอให้ดีลเลอร์ส่งรายงานยอดขายออกและสต็อกคงเหลือทุกเดือน แลกกับเงื่อนไขบางอย่าง เช่น Rebate ส่วนที่ผูกกับรายงาน แล้วดูตัวเลขนี้

สต็อกในช่องทาง (สัปดาห์) = จำนวนสินค้าคงเหลือที่ดีลเลอร์ ÷ ยอดขายออกเฉลี่ยต่อสัปดาห์

ตัวอย่างสมมติ ดิสทริบิวเตอร์ถือสต็อก 3,000 ขวด ขายออกเฉลี่ยสัปดาห์ละ 250 ขวด เท่ากับสต็อก 12 สัปดาห์ ระดับที่เหมาะขึ้นกับเวลาส่งของและรอบสั่งซื้อของคุณ ถ้าส่งของถึงภายในหนึ่งสัปดาห์ สต็อก 12 สัปดาห์มากเกินความจำเป็น และเป็นสัญญาณว่าไม่ควรเร่งยอดขายเข้าเพิ่มในเดือนนั้น ดูวิธีคิดจุดสั่งซื้อใน บริหารสต็อกแบบ ABC และจุดสั่งซื้อใหม่

เงื่อนไขในสัญญาที่ควรเขียนให้ชัด

  • เขตการขายและกลุ่มลูกค้า ดีลเลอร์ได้สิทธิ์เขตไหน ลูกค้ารายใหญ่หรือช่องทางออนไลน์ใครดูแล
  • สิทธิ์ขายแต่เพียงผู้เดียว (Exclusive) ถ้าให้ ต้องมีเป้าขั้นต่ำ และระบุว่าถ้าไม่ถึงเป้าสิทธิ์นั้นสิ้นสุดอย่างไร
  • ราคาและการปรับราคา แจ้งล่วงหน้ากี่วัน ราคาใหม่ใช้กับใบสั่งซื้อที่ส่งมาแล้วหรือไม่
  • เครดิตเทอมและวงเงิน วงเงินต่อราย และสิ่งที่เกิดเมื่อเกินวงเงินหรือค้างชำระ
  • การรับคืนสินค้า รับคืนเฉพาะสินค้าชำรุด หรือรับสต็อกค้างคืนด้วย คิดค่าธรรมเนียมเท่าไร
  • รายงานที่ดีลเลอร์ต้องส่ง ยอดขายออก สต็อกคงเหลือ และกำหนดส่ง
  • การเลิกสัญญา แจ้งล่วงหน้ากี่วัน และจัดการสต็อกที่เหลืออย่างไร

ถ้าคุณจะบังคับราคาขายต่อของดีลเลอร์ ห้ามขายนอกเขต หรือห้ามขายสินค้าของคู่แข่ง ให้ที่ปรึกษากฎหมายดูก่อน พระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2560 มาตรา 57 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจเหนือตลาดหรืออำนาจต่อรองที่เหนือกว่า กระทำการที่เป็นการปฏิบัติทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมจนเกิดความเสียหายแก่ผู้ประกอบธุรกิจรายอื่น รวมถึงการกำหนดเงื่อนไขทางการค้าที่จำกัดหรือกีดกันอย่างไม่เป็นธรรม และคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้าออกแนวทางพิจารณาสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งค้าปลีกกับผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายไว้แล้ว (พ.ศ. 2562) ราคาที่พิมพ์เป็น "ราคาแนะนำ" ใช้สื่อสารกับตลาดได้ แต่ควรให้ผู้รู้ดูถ้อยคำในสัญญาว่ามีผลบังคับแค่ไหน

เริ่มจากตรงไหน

  1. เขียนราคาขายปลีกเป้าหมาย แล้วไล่กำไรขั้นต้นที่แต่ละทอดต้องการย้อนกลับมาจนถึงราคาส่งของคุณ
  2. เทียบกำไรที่เหลือกับต้นทุนผลิต ค่าขนส่ง และค่าสนับสนุนการขาย ถ้าไม่พอ แก้ราคาหรือต้นทุนก่อนเปิดช่องทาง
  3. แยกส่วนลดเป็นสามก้อน คือส่วนลดการค้า ส่วนลดเงินสด และ Rebate และคำนวณต้นทุนต่อปีของส่วนลดเงินสด
  4. ออกแบบ Rebate ให้คิดเฉพาะส่วนเกินขั้น แล้วไล่ดูยอดซื้อที่อยู่ก่อนและหลังเส้นเป้าทุกเส้น
  5. ขอรายงานยอดขายออกและสต็อกคงเหลือรายเดือน และติดตามสต็อกในช่องทางเป็นจำนวนสัปดาห์
  6. ร่างสัญญาให้ครอบคลุมเขต สิทธิ์ เครดิต การรับคืน และการเลิกสัญญา แล้วให้ที่ปรึกษากฎหมายและสำนักงานบัญชีดูก่อนเซ็น

ถ้าทีมขายของคุณเองได้ค่าคอมมิชชันจากยอดขายให้ดีลเลอร์ ดูวิธีผูกค่าคอมมิชชันกับกำไรใน ค่าคอมมิชชันพนักงานขาย: จ่ายตามกำไรขั้นต้นแทนยอดขาย

บริษัท ราคา และตัวเลขในบทความเป็นตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายวิธีคำนวณ

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี