พยากรณ์ยอดขายจาก Pipeline: ถ่วงน้ำหนักดีลด้วยโอกาสปิดของแต่ละขั้น

Pipeline 8 ล้านบาทอาจคาดหวังได้จริงราว 2.5 ล้าน ดูวิธีกำหนดขั้นการขาย หาโอกาสปิดจากข้อมูลของตัวเอง ถ่วงน้ำหนักรายเดือน และคำนวณดีลที่ต้องหาเพิ่มก่อนเป้าหลุด

ตัวเลข 2.5M ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างภาพลายเส้นกรวยสี่ชั้น ชั้นล่างสุดเป็นสีดำ
ในบทความนี้
  1. ทำไมยอด Pipeline รวมจึงหลอกตา
  2. กำหนดขั้นการขายจากสิ่งที่ลูกค้าทำ
  3. หาโอกาสปิดของแต่ละขั้นจากข้อมูลของตัวเอง
  4. ถ่วงน้ำหนักและแยกตามเดือน: ตัวอย่างคำนวณ
  5. คำนวณว่าต้องหาดีลเพิ่มเท่าไร
  6. ตรวจความแม่นทุกเดือน
  7. เริ่มจากตรงไหน

ถามทีมขายว่าเดือนหน้าจะปิดได้เท่าไร มักได้คำตอบสองแบบ แบบแรกเป็นความรู้สึกจากการคุยกับลูกค้ารายล่าสุด แบบที่สองเป็นยอดรวมของทุกดีลใน Pipeline ซึ่งดูอุ่นใจเพราะสูงกว่าเป้าหลายเท่า ทั้งสองแบบพาไปตัดสินใจผิดได้ ทั้งเรื่องจ้างคน สั่งของ และวางแผนเงินสด

การพยากรณ์ยอดขายแบบถ่วงน้ำหนัก (Weighted Pipeline Forecast) แก้ปัญหานี้ด้วยการคูณมูลค่าแต่ละดีลด้วยโอกาสปิดของขั้นที่ดีลนั้นอยู่ แล้วแยกตามเดือนที่คาดว่าจะปิด บทความนี้อธิบายวิธีกำหนดขั้นการขาย การหาโอกาสปิดจากข้อมูลของบริษัทเอง ตัวอย่างคำนวณรายเดือน วิธีหาว่าต้องหาดีลเพิ่มเท่าไร และการตรวจความแม่นของยอดพยากรณ์

ทำไมยอด Pipeline รวมจึงหลอกตา

ยอดรวมของ Pipeline นับดีลที่เพิ่งคุยครั้งแรกเท่ากับดีลที่รอเซ็นสัญญา ทั้งที่ดีลส่วนใหญ่ในขั้นต้นจะไม่ได้ปิด และวันที่คาดว่าจะปิดมักเลื่อนออกไป ยอดรวมจึงบอกได้แค่ว่ามีโอกาสอยู่มากแค่ไหน ไม่ได้บอกว่าจะมียอดขายเท่าไร

มูลค่าถ่วงน้ำหนัก = มูลค่าดีล × โอกาสปิดของขั้นที่ดีลอยู่ และยอดพยากรณ์ของเดือน = ผลรวมมูลค่าถ่วงน้ำหนักของดีลที่คาดว่าจะปิดในเดือนนั้น

โปรแกรม CRM อย่าง HubSpot คำนวณแบบนี้ให้ คู่มือของ HubSpot อธิบายว่ามูลค่าถ่วงน้ำหนัก (Weighted Amount) ได้จากยอดรวมของแต่ละขั้นคูณโอกาสปิดของขั้นนั้น และ Pipeline ตั้งต้นของโปรแกรมกำหนดโอกาสปิดไว้ตั้งแต่ 20% ที่ขั้นนัดหมายแล้ว (Appointment Scheduled) ไปจนถึง 90% ที่ขั้นส่งสัญญาแล้ว (Contract Sent) ตัวเลขตั้งต้นเหล่านี้เป็นค่ากลาง ไม่ใช่ของธุรกิจคุณ จึงควรแทนด้วยข้อมูลของบริษัทเองเมื่อมีพอ

กำหนดขั้นการขายจากสิ่งที่ลูกค้าทำ

โอกาสปิดของแต่ละขั้นจะมีความหมายก็ต่อเมื่อทุกคนในทีมย้ายดีลด้วยเกณฑ์เดียวกัน เกณฑ์ที่ดีคือหลักฐานจากฝั่งลูกค้า ไม่ใช่ความรู้สึกของพนักงานขาย ตารางนี้เป็นตัวอย่างสำหรับธุรกิจ B2B ที่ขายงานโครงการ

ตัวอย่างขั้นการขายและเกณฑ์ย้ายขั้น
ขั้นย้ายเข้าขั้นนี้เมื่อ
1. คัดกรองแล้ว (Qualified)ลูกค้ายืนยันว่ามีความต้องการ มีงบประมาณ มีกรอบเวลา และรู้ว่าใครเป็นผู้ตัดสินใจ
2. สำรวจความต้องการหรือสาธิตแล้วประชุมสำรวจหรือสาธิตแล้ว และลูกค้าขอใบเสนอราคา
3. ส่งใบเสนอราคาแล้วส่งใบเสนอราคาตามที่ลูกค้าขอ และมีนัดคุยรอบถัดไป
4. เจรจาเงื่อนไขผู้ตัดสินใจตอบรับ และกำลังต่อรองราคา เงื่อนไข หรือร่างสัญญา
ปิดได้ได้ใบสั่งซื้อ (PO) หรือสัญญาที่เซ็นแล้ว

ดีลที่ยังไม่มีหลักฐานของขั้นถัดไปให้อยู่ขั้นเดิม ทุกดีลต้องมีมูลค่า วันที่คาดว่าจะปิด และงานถัดไปพร้อมวันที่ ดีลที่เลยวันคาดว่าจะปิดแล้วต้องได้วันใหม่ที่มีเหตุผล หรือปิดเป็นแพ้ (Closed Lost)

หาโอกาสปิดของแต่ละขั้นจากข้อมูลของตัวเอง

ดึงดีลที่จบแล้ว ทั้งที่ปิดได้และแพ้ ในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา แล้วนับว่าแต่ละขั้นมีดีลผ่านกี่ดีล และสุดท้ายปิดได้กี่ดีล

โอกาสปิดของขั้น = จำนวนดีลที่ปิดได้ ÷ จำนวนดีลที่เคยผ่านขั้นนั้น (นับเฉพาะดีลที่จบแล้ว)

ตัวอย่างสมมติ บริษัท B2B แห่งหนึ่งมีดีลที่จบแล้ว 200 ดีลในรอบปี ทุกดีลผ่านขั้นคัดกรอง ในจำนวนนี้ 80 ดีลไปถึงขั้นสาธิต 50 ดีลได้ส่งใบเสนอราคา 25 ดีลเข้าสู่การเจรจา และปิดได้ 20 ดีล

โอกาสปิดจากดีลที่จบแล้วในรอบ 12 เดือน (ตัวอย่างสมมติ)
ขั้นดีลที่ผ่านขั้นนี้ปิดได้โอกาสปิด
คัดกรองแล้ว2002010%
สำรวจหรือสาธิตแล้ว802025%
ส่งใบเสนอราคาแล้ว502040%
เจรจาเงื่อนไข252080%

ถ้ามีดีลที่จบแล้วน้อย ดีลเพียงไม่กี่ดีลจะทำให้ตัวเลขแกว่งมาก ให้รวมข้อมูลหลายไตรมาสและทบทวนทุกไตรมาส ถ้ายังไม่มีข้อมูลเลย ใช้ค่าตั้งต้นของโปรแกรมไปก่อน แล้วแทนด้วยตัวเลขของตัวเองเมื่อมีดีลที่จบแล้วพอ และถ้าดีลบางกลุ่มปิดง่ายกว่ากันชัดเจน เช่น ลูกค้าเดิมกับลูกค้าใหม่ ให้แยกโอกาสปิดเป็นสองชุด

ถ่วงน้ำหนักและแยกตามเดือน: ตัวอย่างคำนวณ

บริษัทเดียวกันตั้งเป้ายอดขายเดือนละ 1,000,000 บาท ปลายเดือนตุลาคมมีดีลเปิดอยู่ 8 ดีล รวม 8,000,000 บาท หรือราว 2.7 เท่าของเป้าสามเดือน ดูเหมือนเหลือเฟือ

Pipeline ณ ปลายเดือนตุลาคม (ตัวอย่างสมมติ หน่วย: บาท)
ดีลขั้นมูลค่าคาดว่าปิดโอกาสปิดถ่วงน้ำหนัก
Aเจรจาเงื่อนไข1,200,000พ.ย.80%960,000
Bสำรวจหรือสาธิตแล้ว800,000พ.ย.25%200,000
Cเจรจาเงื่อนไข400,000พ.ย.80%320,000
Dสำรวจหรือสาธิตแล้ว1,500,000ธ.ค.25%375,000
Eส่งใบเสนอราคาแล้ว500,000ธ.ค.40%200,000
Fสำรวจหรือสาธิตแล้ว600,000ม.ค.25%150,000
Gคัดกรองแล้ว2,000,000ม.ค.10%200,000
Hคัดกรองแล้ว1,000,000ม.ค.10%100,000
รวม8,000,0002,505,000

รวมตามเดือนที่คาดว่าจะปิด แล้วเทียบกับเป้า

ยอดพยากรณ์รายเดือนเทียบเป้า (ตัวอย่างสมมติ หน่วย: บาท)
เดือนมูลค่าเต็มถ่วงน้ำหนักเป้าส่วนต่าง
พฤศจิกายน 25692,400,0001,480,0001,000,000+480,000
ธันวาคม 25692,000,000575,0001,000,000−425,000
มกราคม 25703,600,000450,0001,000,000−550,000
รวม8,000,0002,505,0003,000,000−495,000
กราฟแท่งยอดพยากรณ์ถ่วงน้ำหนักรายเดือน พฤศจิกายน 1,480,000 บาท สูงกว่าเป้า 1,000,000 บาท ส่วนธันวาคม 575,000 บาท และมกราคม 450,000 บาท เป็นแท่งสีดำเพราะต่ำกว่าเป้า
เดือนมกราคมมีมูลค่าเต็มสูงที่สุด แต่ถ่วงน้ำหนักแล้วต่ำที่สุด เพราะดีลส่วนใหญ่ยังอยู่ขั้นต้น

ภาพที่ได้ต่างจากยอดรวมมาก มูลค่าถ่วงน้ำหนักทั้งหมด 2,505,000 บาท หรือราว 2.5 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าสามเดือน 495,000 บาท เดือนมกราคมมีมูลค่าเต็มสูงที่สุด 3,600,000 บาท แต่ถ่วงน้ำหนักแล้วเหลือ 450,000 บาท

ตัวเลขถ่วงน้ำหนักเป็นค่าคาดหมายเฉลี่ย ไม่ใช่คำสัญญา เมื่อมีดีลไม่กี่ดีล ผลจริงจะแกว่งมาก เดือนพฤศจิกายนดูเกินเป้า แต่ 960,000 บาทมาจากดีล A ดีลเดียว ถ้าดีล A เลื่อนไปธันวาคม ยอดถ่วงน้ำหนักของพฤศจิกายนจะเหลือ 520,000 บาท จึงควรดูยอดของดีลที่อยู่ขั้นเจรจาแล้ว (Commit) คู่กันด้วย ในตัวอย่างนี้ดีลขั้นเจรจารวม 1,600,000 บาทอยู่ในเดือนพฤศจิกายนทั้งหมด ส่วนธันวาคมและมกราคมยังไม่มีดีลขั้นเจรจาเลย

คำนวณว่าต้องหาดีลเพิ่มเท่าไร

มูลค่าดีลที่ต้องหาเพิ่ม = ช่องว่างของเดือน ÷ โอกาสปิดของขั้นที่ดีลใหม่เข้ามา

ช่องว่างของเดือนมกราคมคือ 550,000 บาท ถ้าดีลใหม่เข้ามาที่ขั้นสาธิต (โอกาส 25%) ต้องมีดีลเพิ่ม 2,200,000 บาท ถ้าเข้ามาที่ขั้นคัดกรอง (โอกาส 10%) ต้องมีถึง 5,500,000 บาท และถ้าดีลของบริษัทนี้ใช้เวลาจากขั้นคัดกรองถึงปิดราว 3 เดือน ดีลที่เริ่มหลังต้นเดือนพฤศจิกายนก็อาจปิดไม่ทันมกราคมอยู่ดี การหาดีลสำหรับเดือนมกราคมจึงต้องเริ่มตอนนี้ ไม่ใช่ต้นเดือนมกราคม ถ้าลูกค้าเดิมของบริษัทปิดได้เร็วกว่าลูกค้าใหม่ ให้เริ่มจากกลุ่มนั้น

หลักเดียวกันใช้ตอบคำถามว่าควรมี Pipeline กี่เท่าของเป้า แทนที่จะใช้ตัวเลขที่จำต่อกันมา ให้คำนวณจาก 1 ÷ โอกาสปิดของขั้นที่เริ่มนับ ถ้านับตั้งแต่ขั้นคัดกรองแล้ว (10%) ต้องมี Pipeline 10 เท่าของเป้า ถ้านับตั้งแต่ขั้นส่งใบเสนอราคา (40%) ต้องมี 2.5 เท่า

ตรวจความแม่นทุกเดือน

บันทึกยอดพยากรณ์ไว้ตอนต้นเดือน แล้วเทียบกับยอดที่ปิดได้จริงตอนสิ้นเดือน ตำรา Forecasting: Principles and Practice ของ Hyndman และ Athanasopoulos นิยามความคลาดเคลื่อนว่าเป็นค่าจริงลบค่าพยากรณ์ และคิดร้อยละโดยหารด้วยค่าจริง

ความคลาดเคลื่อน (%) = (ยอดจริง − ยอดพยากรณ์) ÷ ยอดจริง × 100

ตัวอย่างสมมติ เดือนพฤศจิกายนปิดได้เฉพาะดีล A มูลค่า 1,200,000 บาท ส่วนดีล B และ C เลื่อนไปธันวาคม เทียบกับยอดพยากรณ์ 1,480,000 บาท ความคลาดเคลื่อนเท่ากับ −23.3% คือพยากรณ์สูงเกินไป ตัวเลขเดือนเดียวบอกอะไรได้ไม่มาก โดยเฉพาะเมื่อมีดีลน้อยและแต่ละดีลก้อนใหญ่ ให้ดูทิศทางหลายเดือน ถ้าติดลบติดกันหลายเดือน แปลว่าโอกาสปิดหรือวันที่คาดว่าจะปิดมองโลกในแง่ดีเกินไป ให้ลดโอกาสปิด ตรวจเกณฑ์ย้ายขั้น และไล่ดูดีลที่เลื่อนวันปิดมาแล้วหลายครั้ง

เริ่มจากตรงไหน

  1. เขียนนิยามขั้นการขายและหลักฐานที่ใช้ย้ายขั้นให้จบในหน้าเดียว
  2. ดึงดีลที่จบแล้วย้อนหลัง 12 เดือน แล้วคำนวณโอกาสปิดของแต่ละขั้น
  3. ล้าง Pipeline ปัจจุบัน ใส่วันที่คาดว่าจะปิดให้ครบ และปิดดีลที่ไม่มีความเคลื่อนไหวแล้ว
  4. ทำตารางถ่วงน้ำหนักแยกตามเดือนในสเปรดชีตหรือ CRM แล้วเทียบกับเป้า
  5. คำนวณดีลที่ต้องหาเพิ่มสำหรับเดือนที่ต่ำกว่าเป้า และเริ่มหาตั้งแต่วันนี้
  6. เทียบยอดพยากรณ์กับยอดจริงทุกเดือน และปรับโอกาสปิดทุกไตรมาส

ยอดขายที่ปิดได้ยังไม่ใช่รายได้ในงบหรือเงินในบัญชี ดูเรื่องเวลาบันทึกรายได้ใน รับรู้รายได้ให้ถูก: งานบริการ โครงการ และ Subscription นำยอดพยากรณ์ไปใช้ต่อใน ประมาณการกระแสเงินสด 13 สัปดาห์ และถ้ายอดของเดือนไหนขึ้นกับลูกค้ารายเดียวมากเกินไป ดู ความเสี่ยงจากลูกค้ารายใหญ่รายเดียว

บริษัท ดีล และตัวเลขในบทความเป็นตัวอย่างสมมติเพื่ออธิบายวิธีคำนวณ

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี