Valuation ของบริษัทที่ยังไม่มีกำไร: นักลงทุนคิดย้อนจากวันขายหุ้นอย่างไร

Pre-money, Post-money และสัดส่วนหุ้นสัมพันธ์กันอย่างไร Venture Capital Method พร้อมตัวอย่างคำนวณ วิธี Berkus และ Scorecard สำหรับบริษัทที่ยังไม่มีรายได้ และเหตุผลที่ Valuation สูงสุดไม่ใช่ข้อเสนอที่ดีที่สุดเสมอไป

สัญลักษณ์ 10× ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างกองเหรียญห้ากองที่สูงขึ้นจากซ้ายไปขวา โดยกองสุดท้ายที่สูงที่สุดเป็นสีดำ แทนผลตอบแทนสิบเท่าที่นักลงทุนตั้งเป้า
ในบทความนี้
  1. ทำไมสูตรของบริษัทที่มีกำไรใช้ไม่ได้
  2. Pre-money, Post-money และสัดส่วนหุ้น
  3. Venture Capital Method: คิดย้อนจากวันขายหุ้น
  4. บริษัทที่ยังไม่มีรายได้: ให้คะแนนแทนการพยากรณ์
  5. ในทางปฏิบัติ ราคามาจากเงินที่ต้องใช้และสัดส่วนที่ยอมเสีย
  6. Valuation สูงสุดไม่ใช่ข้อเสนอที่ดีที่สุดเสมอไป
  7. เริ่มจากตรงไหน

บริษัทที่ยังขาดทุนไม่มีกำไรให้คูณ และยังไม่มีกระแสเงินสดที่มั่นคงพอจะคิดลด แต่นักลงทุนก็ยังต้องตอบให้ได้ว่าเงินที่ลงไปควรแลกกับหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขมูลค่ากิจการ (Valuation) ของบริษัทระยะเริ่มต้นจึงมาจากวิธีคิดอีกชุดหนึ่ง ซึ่งผู้ก่อตั้งจำนวนมากไม่เคยเห็นจนถึงวันที่นั่งเจรจา

บทความนี้อธิบายความสัมพันธ์ของ Pre-money, Post-money และสัดส่วนหุ้น วิธีคิดย้อนจากวันขายหุ้นที่เรียกว่า Venture Capital Method พร้อมตัวอย่างคำนวณ วิธีให้คะแนนสองแบบที่ใช้กับบริษัทที่ยังไม่มีรายได้ และเหตุผลที่ Valuation สูงที่สุดไม่ได้เป็นข้อเสนอที่ดีที่สุดเสมอไป

ทำไมสูตรของบริษัทที่มีกำไรใช้ไม่ได้

การประเมินมูลค่าบริษัททั่วไปใช้สองแนวทางหลัก คือคิดลดกระแสเงินสดในอนาคต (Discounted Cash Flow: DCF) หรือเทียบกับบริษัทที่คล้ายกันด้วยอัตราส่วน เช่น ราคาต่อกำไร (P/E) ทั้งสองแนวทางต้องมีประวัติผลประกอบการและกำไรเป็นจุดตั้งต้น

Aswath Damodaran ศาสตราจารย์ด้านการเงินของ NYU Stern สรุปลักษณะของบริษัทอายุน้อยที่ทำให้วิธีมาตรฐานใช้ได้ยากไว้ดังนี้

  • ไม่มีประวัติ หลายบริษัทมีข้อมูลการดำเนินงานเพียงหนึ่งถึงสองปี
  • รายได้น้อยหรือยังไม่มี และขาดทุนจากการดำเนินงาน ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าตั้งต้นกิจการ ไม่ใช่ต้นทุนของรายได้
  • พึ่งเงินทุนจากนักลงทุนนอกตลาด จึงไม่มีราคาตลาดของหุ้นให้ใช้คำนวณความเสี่ยง
  • จำนวนมากไปไม่รอด มูลค่าจึงต้องสะท้อนโอกาสที่บริษัทจะล้มเหลวด้วย

นักลงทุนในบริษัทระยะเริ่มต้นจึงไม่ได้ถามว่าบริษัทมีมูลค่าเท่าไรในวันนี้ แต่ถามว่าถ้าบริษัทไปได้ตามแผน หุ้นที่ถืออยู่จะมีมูลค่าเท่าไรในวันที่ขายออก และมูลค่านั้นคุ้มกับความเสี่ยงหรือไม่

Pre-money, Post-money และสัดส่วนหุ้น

ก่อนดูวิธีคิด ต้องแยกตัวเลขสามตัวที่ผูกกันเสมอ

Post-money Valuation = Pre-money Valuation + เงินลงทุนรอบนี้

สัดส่วนหุ้นของนักลงทุน = เงินลงทุนรอบนี้ ÷ Post-money Valuation

Pre-money คือมูลค่าบริษัทก่อนรับเงิน Post-money คือมูลค่าหลังรับเงิน เมื่อรู้สองในสามตัวนี้ ตัวที่สามคำนวณได้ทันที เช่น ลงทุน 12 ล้านบาทที่ Pre-money 48 ล้านบาท จะได้ Post-money 60 ล้านบาท และนักลงทุนถือหุ้น 12 ÷ 60 = 20%

เวลาได้ยินตัวเลข Valuation ให้ถามทุกครั้งว่าเป็น Pre-money หรือ Post-money ในตัวอย่างเดียวกัน ถ้าเข้าใจผิดว่า 48 ล้านบาทเป็น Post-money นักลงทุนจะได้หุ้น 12 ÷ 48 = 25% ต่างกัน 5 จุดเปอร์เซ็นต์จากคำเพียงคำเดียว

Venture Capital Method: คิดย้อนจากวันขายหุ้น

วิธีที่ใช้กันแพร่หลายที่สุดคือ Venture Capital Method ซึ่ง Bill Sahlman แห่ง Harvard Business School เขียนอธิบายไว้ตั้งแต่ปี 2530 วิธีนี้ไม่ประเมินบริษัทจากสิ่งที่เป็นอยู่ แต่เริ่มจากมูลค่าในวันที่นักลงทุนขายหุ้นออก (Exit) แล้วคิดย้อนกลับมาด้วยผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการ

  1. ประมาณรายได้หรือกำไรของบริษัทในปีที่คาดว่าจะขายหุ้นได้ โดยทั่วไปอยู่ในช่วงสองถึงห้าปีข้างหน้า
  2. คูณด้วยอัตราส่วนที่บริษัทในธุรกิจเดียวกันซื้อขายกันอยู่ เช่น มูลค่ากิจการต่อรายได้ จะได้มูลค่าตอนขายหุ้น (Terminal Value)
  3. หารด้วยผลตอบแทนเป้าหมายของนักลงทุน จะได้ Post-money Valuation ของวันนี้
  4. หักเงินลงทุนรอบนี้ออก จะได้ Pre-money Valuation

Post-money Valuation = มูลค่าตอนขายหุ้น ÷ ผลตอบแทนเป้าหมาย (เท่า)

ตัวอย่างคำนวณ

ตัวอย่างสมมติ บริษัทซอฟต์แวร์แห่งหนึ่งยังขาดทุน ต้องการเงิน 12 ล้านบาท และคาดว่าปีที่ 5 จะมีรายได้ 200 ล้านบาท บริษัทที่คล้ายกันถูกซื้อขายที่ราว 3 เท่าของรายได้ นักลงทุนตั้งเป้าผลตอบแทน 10 เท่าของเงินลงทุน

ขั้น การคำนวณ ผลลัพธ์
มูลค่าตอนขายหุ้น 200 ล้านบาท × 3 600 ล้านบาท
Post-money Valuation 600 ล้านบาท ÷ 10 60 ล้านบาท
Pre-money Valuation 60 − 12 ล้านบาท 48 ล้านบาท
สัดส่วนหุ้นของนักลงทุน 12 ÷ 60 20%

ตรวจย้อนได้ว่า หุ้น 20% ของบริษัทมูลค่า 600 ล้านบาท เท่ากับ 120 ล้านบาท หรือ 10 เท่าของเงิน 12 ล้านบาทที่ลงไป

ผลตอบแทน 10 เท่าในห้าปีเท่ากับราว 58% ต่อปี ซึ่งอยู่ในช่วง 50–70% ต่อปีที่ Damodaran รวบรวมไว้ว่าเป็นผลตอบแทนเป้าหมายของนักลงทุนสำหรับบริษัทระยะตั้งต้น ตัวเลขนี้สูงเพราะรวมโอกาสที่บริษัทจะไปไม่ถึงวันขายหุ้นไว้แล้ว ผลตอบแทนที่กองทุนทำได้จริงโดยรวมต่ำกว่าเป้านี้มาก เพราะเงินลงทุนส่วนใหญ่ไม่ได้ผลตามแผน

กราฟแท่ง Post-money Valuation ของบริษัทตัวอย่างที่มีมูลค่าตอนขายหุ้น 600 ล้านบาท เมื่อนักลงทุนตั้งเป้าผลตอบแทน 5 เท่าได้ 120 ล้านบาท 10 เท่าได้ 60 ล้านบาท 20 เท่าได้ 30 ล้านบาท และ 30 เท่าได้ 20 ล้านบาท
แผนธุรกิจเดียวกัน มูลค่าตอนขายหุ้นเท่ากัน แต่ Valuation วันนี้ต่างกันหกเท่าตามผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการ

นักลงทุนเผื่อการถูกลดสัดส่วนไว้ด้วย

บริษัทส่วนใหญ่ต้องระดมทุนอีกหลายรอบก่อนถึงวันขายหุ้น และมักต้องกันหุ้นไว้ให้พนักงาน สัดส่วนของนักลงทุนรอบแรกจึงลดลงตามเวลา ในตัวอย่างข้างต้น ถ้าหุ้น 20% ถูกลดสัดส่วนเหลือ 10% ในวันขายหุ้น นักลงทุนจะได้ 60 ล้านบาท หรือ 5 เท่า ไม่ใช่ 10 เท่า

Bill Payne นักลงทุน Angel ที่เขียนคู่มือเรื่องนี้ให้ Kauffman Foundation อ้างงานของ Luis Villalobos ว่าการถูกลดสัดส่วนลดผลตอบแทนของนักลงทุนได้ 3 ถึง 5 เท่า เขาจึงตั้งเป้าในสูตรอย่างง่ายไว้ที่ 20 ถึง 30 เท่าสำหรับบริษัทระยะตั้งต้น ถ้านักลงทุนของบริษัทตัวอย่างใช้เป้า 20 เท่า Post-money จะเหลือ 30 ล้านบาท และเงิน 12 ล้านบาทจะแลกกับหุ้น 40%

จุดอ่อนของวิธีนี้คือผลลัพธ์ขึ้นกับสมมติฐานสามตัว ได้แก่ รายได้ในอนาคต อัตราส่วนตอนขาย และผลตอบแทนเป้าหมาย Damodaran วิจารณ์ว่าวิธีนี้จูงใจให้ผู้ก่อตั้งดันประมาณการให้สูง และให้นักลงทุนตอบโต้ด้วยการตั้งผลตอบแทนเป้าหมายให้สูงขึ้น ผู้ก่อตั้งจึงควรรู้ว่าตัวเลขแต่ละตัวมาจากไหน และตัวไหนต่อรองได้

บริษัทที่ยังไม่มีรายได้: ให้คะแนนแทนการพยากรณ์

เมื่อบริษัทยังไม่มีรายได้เลย ประมาณการห้าปีแทบไม่มีน้ำหนัก นักลงทุน Angel จึงใช้วิธีให้คะแนนจากความเสี่ยงที่บริษัทลดลงได้แล้ว สองวิธีที่อ้างถึงบ่อยมีดังนี้

Berkus Method

Dave Berkus นักลงทุน Angel ชาวอเมริกัน คิดวิธีนี้ขึ้นกลางทศวรรษ 1990 โดยให้มูลค่าพื้นฐานกับคุณภาพของแนวคิด แล้วเพิ่มมูลค่าตามความเสี่ยงสี่ด้านที่บริษัทลดได้ แต่ละข้อให้ได้ไม่เกิน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ

สิ่งที่บริษัทมี ความเสี่ยงที่ลดลง มูลค่าสูงสุด (ดอลลาร์สหรัฐ)
แนวคิดที่ดี มูลค่าพื้นฐาน 500,000
ต้นแบบที่ใช้งานได้ เทคโนโลยี 500,000
ทีมบริหารที่มีคุณภาพ การลงมือทำ 500,000
ความสัมพันธ์เชิงกลยุทธ์ ตลาด 500,000
เริ่มวางขายหรือมียอดขายแล้ว การผลิตและส่งมอบ 500,000

ตามที่ Berkus อธิบาย วิธีนี้ให้ Valuation ก่อนมีรายได้ไม่เกิน 2 ล้านดอลลาร์ และไม่เกิน 2.5 ล้านดอลลาร์เมื่อเริ่มวางขายแล้ว เขาย้ำว่าตัวเลขเป็นเพดาน ปรับตามตลาดและภูมิภาคได้ และเมื่อบริษัทมีรายได้แล้ววิธีนี้ไม่ควรใช้ต่อ เขายังใช้เกณฑ์คัดกรองอีกข้อ คือบริษัทต้องมีโอกาสทำรายได้ถึง 20 ล้านดอลลาร์ในปีที่ห้า

ตัวเลขดอลลาร์เหล่านี้มาจากตลาดสหรัฐฯ จึงไม่ควรแปลงเป็นเงินบาทไปใช้ตรง ๆ สิ่งที่นำมาใช้ได้คือหลักคิด บริษัทที่ยังไม่มีรายได้ได้มูลค่าจากความเสี่ยงที่พิสูจน์แล้วว่าลดลง ไม่ใช่จากตัวเลขในประมาณการ

Scorecard Method

วิธีของ Bill Payne เริ่มจากค่ากลางของ Pre-money Valuation ของบริษัทที่ยังไม่มีรายได้ในภูมิภาคและธุรกิจเดียวกัน แล้วปรับขึ้นลงตามปัจจัยเจ็ดข้อ

ปัจจัย น้ำหนักสูงสุด
ความแข็งแกร่งของทีมบริหาร 30%
ขนาดของโอกาสทางธุรกิจ 25%
ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี 15%
สภาพการแข่งขัน 10%
การตลาด ช่องทางขาย และพันธมิตร 10%
ความจำเป็นต้องระดมทุนเพิ่ม 5%
อื่น ๆ 5%

นักลงทุนให้คะแนนแต่ละปัจจัยเทียบกับบริษัททั่วไป เช่น ทีมดีกว่าค่าเฉลี่ยให้ 125% แล้วคูณด้วยน้ำหนัก ในตัวอย่างของ Payne เอง ผลรวมได้ 1.155 เมื่อคูณกับค่ากลาง 4.5 ล้านดอลลาร์ จะได้ Pre-money ราว 5.2 ล้านดอลลาร์

ทั้งสองวิธีให้น้ำหนักกับทีมมากกว่าผลิตภัณฑ์ ข้อจำกัดในไทยคือไม่มีค่ากลางของ Valuation ที่เผยแพร่อย่างเป็นระบบ ผู้ก่อตั้งจึงต้องหาข้อมูลเทียบเคียงจากดีลที่รู้จริงในธุรกิจเดียวกัน

ในทางปฏิบัติ ราคามาจากเงินที่ต้องใช้และสัดส่วนที่ยอมเสีย

คู่มือระดมทุนรอบ Seed ของ Y Combinator ซึ่งเขียนโดย Geoff Ralston บอกตรง ๆ ว่าไม่มีสูตรใดให้คำตอบเรื่อง Valuation ได้ และแนะนำให้ตลาดเป็นผู้กำหนดราคา ในการเจรจาจริง ตัวเลขมักมาจากคำถามสองข้อ

  1. บริษัทต้องใช้เงินเท่าไร เพื่อไปถึงเป้าหมายถัดไป โดยทั่วไปคือเงินที่พอใช้ 12–18 เดือน
  2. ผู้ก่อตั้งยอมเสียสัดส่วนเท่าไร คู่มือเดียวกันระบุว่ารอบ Seed ส่วนใหญ่ต้องเสียสัดส่วนถึงราว 20% ถ้าเสียเพียง 10% ถือว่าดีมาก และควรเลี่ยงการเสียเกิน 25%

บริษัทตัวอย่างที่ต้องการ 12 ล้านบาทและยอมเสีย 20% จะได้ Post-money 12 ÷ 0.20 = 60 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขเดียวกับที่ได้จาก Venture Capital Method ข้างต้น เมื่อสองวิธีให้คำตอบใกล้กัน ราคาจะปกป้องได้ง่าย ถ้าห่างกันมาก ให้กลับไปดูว่าสมมติฐานของฝ่ายใดเกินจริง

Valuation สูงสุดไม่ใช่ข้อเสนอที่ดีที่สุดเสมอไป

  • Valuation รอบนี้คือเส้นที่รอบหน้าต้องข้าม ถ้าผลงานโตไม่ทันราคา รอบถัดไปอาจต้องระดมทุนที่มูลค่าต่ำลง (Down Round) ซึ่งกระทบสัดส่วนหุ้นของผู้ก่อตั้งและขวัญกำลังใจของทีม
  • เงื่อนไขอื่นเปลี่ยนมูลค่าจริงของข้อเสนอได้ เช่น สิทธิได้รับเงินคืนก่อน (Liquidation Preference) และสิทธิป้องกันการถูกลดสัดส่วน (Anti-dilution) ข้อเสนอที่ Valuation สูงแต่เงื่อนไขเข้มอาจให้ผลกับผู้ก่อตั้งแย่กว่าข้อเสนอที่ Valuation ต่ำกว่า
  • Valuation ไม่ใช่เงินในกระเป๋า เป็นเพียงราคาที่ใช้แบ่งสัดส่วนหุ้นในรอบนี้ ผู้ก่อตั้งได้ผลตอบแทนจริงเมื่อบริษัทสร้างมูลค่าได้ถึงวันขายหุ้น

เริ่มจากตรงไหน

  1. ทำแผนค่าใช้จ่ายรายเดือนให้รู้ว่าต้องใช้เงินเท่าไรเพื่อไปถึงเป้าหมายถัดไป และเป้าหมายนั้นคืออะไร
  2. กำหนดช่วงสัดส่วนที่ยอมเสียในรอบนี้ แล้วคำนวณ Post-money และ Pre-money ที่สอดคล้องกัน
  3. ทดสอบด้วย Venture Capital Method จากมุมนักลงทุน ใช้รายได้ปีที่ 5 ที่อธิบายที่มาได้ อัตราส่วนของบริษัทที่เทียบเคียงได้จริง และผลตอบแทนเป้าหมายหลายระดับ
  4. เขียนรายการความเสี่ยงที่บริษัทลดได้แล้วตามหัวข้อของ Berkus และ Scorecard เช่น ต้นแบบ ทีม ลูกค้ารายแรก เพื่อใช้เป็นเหตุผลประกอบราคา
  5. เมื่อได้ข้อเสนอ ให้อ่านเงื่อนไขทั้งฉบับ ไม่ใช่เฉพาะบรรทัด Valuation และถามให้ชัดว่าเป็น Pre-money หรือ Post-money

Valuation ของบริษัทที่ยังไม่มีกำไรเป็นผลของการเจรจาบนสมมติฐาน ไม่ใช่ตัวเลขที่คำนวณได้คำตอบเดียว ผู้ก่อตั้งที่รู้ว่านักลงทุนคิดย้อนมาจากอะไร จะต่อรองที่ตัวสมมติฐานได้ ไม่ต้องต่อรองที่ตัวเลขสุดท้ายเพียงอย่างเดียว

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี