Data Room ก่อน Due Diligence: เตรียมเอกสาร 8 หมวดให้พร้อมก่อนนักลงทุนขอ

หลังเซ็น Term Sheet นักลงทุนจะขอเอกสารเป็นรายการยาว วิธีจัด Data Room 8 หมวดสำหรับบริษัทจำกัดไทย จุดที่ต้องตรงกับงบและ บอจ.5 ที่ยื่นไว้ และแผนเตรียมให้เสร็จในสามสัปดาห์

ตัวเลข 8 ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างภาพลายเส้นเอกสารที่มีวงกลมสีดำพร้อมเครื่องหมายถูก
ในบทความนี้
  1. Data Room คืออะไร
  2. โครงโฟลเดอร์ 8 หมวด
  3. เอกสารที่ต้องตรงกับที่ยื่นราชการ
  4. จุดที่ SME มักสะดุด
  5. เปิดสิทธิ์อย่างไรให้ปลอดภัย
  6. แผนสามสัปดาห์
  7. เริ่มจากตรงไหน

ผู้ก่อตั้งส่วนใหญ่คิดว่างานหนักของการระดมทุนจบตอนได้ Term Sheet ความจริงคืองานเอกสารเพิ่งเริ่ม หลังเซ็น Term Sheet นักลงทุนและทนายจะเข้าตรวจสอบกิจการ (Due Diligence) และขอเอกสารเป็นรายการยาว ถ้าบริษัทต้องไล่หาทีละชิ้น การปิดดีลจะช้าลง และทุกคำถามที่ตอบไม่ได้คือเหตุผลให้นักลงทุนขอปรับเงื่อนไข

Y Combinator ระบุไว้ในเช็กลิสต์ Due Diligence สำหรับรอบ Series A ว่าการปิดรอบอาจใช้เวลาเกินหนึ่งเดือน ส่วนใหญ่หมดไปกับการตามหาเอกสารให้ทนาย และการรวมเอกสารไว้ที่เดียวก่อนเซ็น Term Sheet ช่วยลดเวลาปิดดีลได้มากถึงหนึ่งสัปดาห์ บทความนี้แนะนำวิธีจัด Data Room สำหรับบริษัทจำกัดไทย ว่าควรมีกี่หมวด แต่ละหมวดใส่อะไร จุดไหนที่ SME มักสะดุด และแผนทำให้เสร็จในสามสัปดาห์

Data Room คืออะไร

Data Room คือที่เก็บเอกสารของบริษัทที่จัดไว้ให้นักลงทุนตรวจ ปัจจุบันแทบทั้งหมดเป็นแบบออนไลน์ (Virtual Data Room) จะใช้บริการเฉพาะทางหรือโฟลเดอร์บนคลาวด์ที่ตั้งสิทธิ์ได้ก็ได้ สิ่งที่สำคัญกว่าเครื่องมือคือโครงสร้าง นักลงทุนต้องหาเอกสารเจอเองโดยไม่ต้องถาม และทุกตัวเลขในเอกสารต้องตรงกับสิ่งที่ผู้ก่อตั้งพูดไว้ใน Pitch Deck

อย่าลืมว่านักลงทุนเห็นข้อมูลบางส่วนได้เองอยู่แล้ว งบการเงินที่บริษัทยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเปิดค้นได้ผ่านระบบ DBD DataWarehouse+ ถ้าตัวเลขในห้องเอกสารไม่ตรงกับที่ยื่นไว้ นักลงทุนจะเห็นทันที

โครงโฟลเดอร์ 8 หมวด

เช็กลิสต์ของ Y Combinator แบ่งเอกสารเป็นหมวดหลัก ได้แก่ เอกสารจัดตั้งและรายงานการประชุม แผนธุรกิจและการเงิน ทรัพย์สินทางปัญญา หลักทรัพย์ที่ออก สัญญาสำคัญ ข้อพิพาท และพนักงาน ตารางนี้ปรับหมวดเหล่านั้นให้เข้ากับเอกสารของบริษัทจำกัดไทย และแยกภาษีออกมาเป็นหมวดของตัวเอง

หมวด เอกสารหลัก
1. บริษัทและการกำกับดูแล หนังสือรับรองบริษัทฉบับล่าสุด หนังสือบริคณห์สนธิ ข้อบังคับ รายงานการประชุมผู้ถือหุ้นและกรรมการทุกครั้ง แผนผังบริษัทในเครือ (ถ้ามี)
2. ผู้ถือหุ้นและหลักทรัพย์ สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น บอจ.5 ทุกปี ตารางผู้ถือหุ้น (Cap Table) สัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น ตราสารแปลงสภาพ แผนและสัญญา ESOP
3. การเงิน งบการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจแล้วย้อนหลัง 2–3 ปี งบบริหารรายเดือนของปีปัจจุบัน ประมาณการทางการเงิน รายงานอายุลูกหนี้และเจ้าหนี้
4. ภาษี ภ.ง.ด.50 และ ภ.ง.ด.51 ภ.พ.30 รายเดือน แบบภาษีหัก ณ ที่จ่าย หนังสือหรือหมายเรียกจากกรมสรรพากร
5. สัญญาสำคัญ สัญญาลูกค้าและซัพพลายเออร์รายใหญ่ สัญญาเงินกู้และหลักประกัน สัญญาเช่า กรมธรรม์ประกันภัย แบบฟอร์มสัญญามาตรฐานและเงื่อนไขการใช้บริการ
6. ทรัพย์สินทางปัญญา รายการเครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร ชื่อโดเมน พร้อมหลักฐานการจดทะเบียน สัญญาโอนสิทธิ์ในงานจากผู้ก่อตั้ง พนักงาน และฟรีแลนซ์
7. พนักงาน ผังองค์กร ตำแหน่งและค่าตอบแทน แบบฟอร์มสัญญาจ้าง ข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน สัญญาที่ปรึกษา เงินกู้ที่บริษัทให้พนักงานหรือกรรมการ
8. ข้อพิพาทและใบอนุญาต คดีหรือข้อพิพาทที่มีอยู่และที่อาจเกิดขึ้น ข้อร้องเรียนสำคัญ ใบอนุญาตประกอบกิจการ นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

ใส่เลขกำกับหมวดและเอกสาร เช่น 2.3 และทำไฟล์สารบัญ (Index) ไว้หน้าแรก เวลานักลงทุนถามจะอ้างถึงเอกสารได้ตรงกัน และเห็นทันทีว่าช่องไหนยังว่าง

เอกสารที่ต้องตรงกับที่ยื่นราชการ

สิ่งแรกที่ทนายของนักลงทุนทำคือเทียบเอกสารภายในกับเอกสารที่บริษัทยื่นต่อหน่วยงานรัฐ กำหนดเวลาตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีดังนี้

  • งบการเงิน บริษัทจำกัดต้องนำงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตตรวจสอบแล้วเสนอที่ประชุมใหญ่อนุมัติภายใน 4 เดือนนับแต่วันปิดบัญชี และยื่นต่อนายทะเบียนภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่ที่ประชุมอนุมัติ
  • บอจ.5 บริษัทจำกัดต้องยื่นสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นในเวลาที่ประชุมสามัญต่อนายทะเบียนภายใน 14 วันนับแต่วันประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ตามมาตรา 1139 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

จุดที่มักไม่ตรงกันคือ Cap Table ที่ผู้ก่อตั้งทำไว้ในสเปรดชีตกับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นและ บอจ.5 ฉบับล่าสุด เช่น มีการโอนหุ้นหรือสัญญาว่าจะให้หุ้นที่ยังไม่ได้ทำให้ถูกต้อง อีกจุดคืองบบริหารกับงบที่ตรวจแล้ว ถ้ารายได้ในงบบริหารต่างจากงบที่ยื่นไว้ ให้เตรียมตารางกระทบยอดที่อธิบายได้ทีละรายการ ความต่างที่อธิบายได้ไม่ใช่ปัญหา ความต่างที่อธิบายไม่ได้คือปัญหา

จุดที่ SME มักสะดุด

ทรัพย์สินทางปัญญาไม่ได้อยู่ในชื่อบริษัท

เครื่องหมายการค้าจดในชื่อผู้ก่อตั้ง โดเมนอยู่ในบัญชีส่วนตัว ซอฟต์แวร์เขียนโดยฟรีแลนซ์ที่ไม่มีสัญญาโอนสิทธิ์ เช็กลิสต์ของ Y Combinator ขอหลักฐานการโอนสิทธิ์ทุกชิ้นที่บริษัทได้รับมาจากคนอื่น เพราะนักลงทุนกำลังซื้อหุ้นของบริษัท ไม่ใช่ของผู้ก่อตั้ง ถ้าของสำคัญไม่อยู่ในบริษัท ให้ทำสัญญาโอนให้เสร็จก่อนเปิดห้องเอกสาร และให้ทนายตรวจว่าสัญญาจ้างพนักงานและผู้รับจ้างเขียนเรื่องสิทธิ์ในผลงานไว้ชัดหรือไม่

เงินระหว่างผู้ก่อตั้งกับบริษัทไม่มีเอกสาร

เงินที่กรรมการให้บริษัทยืม หรือเงินที่บริษัทจ่ายแทนกรรมการ ต้องมีสัญญาหรือบันทึกที่บอกยอด เงื่อนไข และการชำระคืน เช็กลิสต์ของ Y Combinator ก็ขอเอกสารเงินกู้ที่บริษัทให้พนักงานหรือกรรมการแยกไว้โดยเฉพาะ

สัญญาสำคัญเป็นแค่ข้อตกลงปากเปล่า

ลูกค้ารายใหญ่ที่ซื้อขายกันมาหลายปีโดยไม่มีสัญญา นักลงทุนจะถือว่ารายได้ส่วนนั้นเสี่ยง ถ้ายังทำสัญญาไม่ได้ ให้รวบรวมใบสั่งซื้อ ใบแจ้งหนี้ และอีเมลยืนยันเงื่อนไขไว้แทน และตรวจสัญญาที่มีอยู่ว่ามีข้อที่ต้องขอความยินยอมจากคู่สัญญาเมื่อผู้ถือหุ้นเปลี่ยนหรือไม่

เปิดสิทธิ์อย่างไรให้ปลอดภัย

  • เปิดเป็นขั้น ก่อนมี Term Sheet เปิดเฉพาะข้อมูลสรุป เช่น งบการเงิน ตัวชี้วัดหลัก และโครงสร้างผู้ถือหุ้น หลังเซ็นแล้วจึงเปิดสัญญาและรายละเอียดทั้งหมด
  • เซ็นสัญญารักษาความลับ (NDA) ก่อนเปิดเอกสารที่เป็นความลับทางการค้า เช่น ราคาขายรายลูกค้าหรือรายละเอียดเทคโนโลยี ถ้านักลงทุนไม่สะดวกเซ็นในช่วงแรก การเปิดเป็นขั้นช่วยให้ไม่ต้องเปิดของสำคัญเร็วเกินไป
  • ปิดข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลพนักงานและลูกค้าที่ระบุตัวบุคคลได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ในรายชื่อพนักงานให้ใช้ตำแหน่งแทนชื่อ และลบเลขบัตรประชาชน ที่อยู่ และเลขบัญชีออกจากสำเนาเอกสาร ถ้าไม่แน่ใจว่าเปิดได้แค่ไหน ปรึกษาทนายก่อน
  • ตั้งสิทธิ์รายคน ให้ดูได้อย่างเดียว ปิดการดาวน์โหลดเอกสารที่อ่อนไหว และเก็บบันทึกว่าใครเปิดอะไรเมื่อไร

แผนสามสัปดาห์

ตัวอย่างสมมติ บริษัทที่มีพนักงาน 20 คน ผู้ก่อตั้งหนึ่งคนกับพนักงานบัญชีหนึ่งคนทำงานนี้ควบคู่กับงานประจำ ใช้เวลาราว 15 วันทำการ วันที่ 1–7 รวบรวมเอกสาร วันที่ 6–12 กระทบยอด แก้ส่วนที่ไม่ตรง และปิดข้อมูลส่วนบุคคล วันที่ 13–15 ตั้งสิทธิ์และให้ที่ปรึกษาตรวจ

แผนภูมิแกนต์แผนเตรียม Data Room 15 วันทำการ วันที่ 1 ถึง 7 รวบรวมเอกสารบริษัท การเงิน ภาษี สัญญา ทรัพย์สินทางปัญญา และพนักงาน วันที่ 6 ถึง 12 กระทบยอด Cap Table กับ บอจ.5 แก้เอกสารที่ขาด และปิดข้อมูลส่วนบุคคล วันที่ 13 ถึง 15 ตั้งสิทธิ์และให้ที่ปรึกษาตรวจ
งานที่กินเวลาที่สุดคือช่วงกลาง การแก้ส่วนที่ไม่ตรงกัน ไม่ใช่การรวบรวม

ส่วนที่ใช้เวลาจริงไม่ใช่การสแกนเอกสาร แต่เป็นการแก้สิ่งที่ไม่ตรงกัน เช่น ตามลายเซ็นในสัญญาโอนสิทธิ์ หรือจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อรับรองรายการที่ทำไปแล้ว ยิ่งเริ่มก่อนคุยกับนักลงทุนมากเท่าไร แรงกดดันช่วงนี้ยิ่งน้อย

เริ่มจากตรงไหน

  1. สร้างโฟลเดอร์ 8 หมวดและไฟล์สารบัญวันนี้ แม้ยังไม่มีเอกสารครบ
  2. ขอหนังสือรับรองบริษัทฉบับล่าสุด แล้ววางคู่กับสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น บอจ.5 ฉบับล่าสุด และ Cap Table ตรวจว่าตรงกันทุกบรรทัด
  3. ดาวน์โหลดงบการเงินของบริษัทเองจาก DBD DataWarehouse+ แล้วเทียบกับงบบริหาร
  4. ทำรายการทรัพย์สินทางปัญญา และตรวจว่าทุกชิ้นอยู่ในชื่อบริษัท
  5. ทำรายการสัญญาที่มีมูลค่าสูงหรือผูกพันระยะยาว และหาต้นฉบับที่เซ็นแล้วให้ครบ
  6. อัปเดตห้องเอกสารทุกไตรมาสหลังปิดงบ ห้องเอกสารที่ดูแลต่อเนื่องใช้ได้ทั้งกับนักลงทุน ธนาคาร และผู้ซื้อกิจการ

Data Room ที่พร้อมไม่ได้ทำให้บริษัทมีมูลค่าสูงขึ้นโดยตรง แต่ช่วยให้นักลงทุนเห็นบริษัทอย่างที่มันเป็นจริงได้เร็ว และบอกว่าทีมผู้ก่อตั้งจัดการเรื่องพื้นฐานได้ดี ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนประเมินอยู่ตลอดการตรวจสอบ

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางกฎหมาย กำหนดเวลาที่อ้างถึงเป็นข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2569

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี