Venture Debt หรือขายหุ้น: เมื่อไรควรกู้ เมื่อไรควรระดมทุน และคิดต้นทุนจริงอย่างไร

เทียบต้นทุนการกู้ Venture Debt กับการขายหุ้นด้วยตัวอย่างตัวเลข สัญญาณว่าควรกู้หรือไม่ควรกู้ เงื่อนไขในสัญญาที่ต้องอ่าน และเรื่องสิทธิซื้อหุ้นกับภาษีดอกเบี้ยที่บริษัทจำกัดไทยต้องคิดเพิ่ม

ตัวเลข 10% ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างภาพลายเส้นตาชั่งที่ฝั่ง EQUITY หนักกว่าฝั่ง DEBT แทนสัดส่วนหุ้นที่ต้องขายเทียบกับการกู้เงิน
ในบทความนี้
  1. Venture Debt คืออะไร
  2. เทียบต้นทุน: กู้ 15 ล้านบาท หรือขายหุ้น 10%
  3. สัญญาณว่าควรกู้ และสัญญาณว่าไม่ควร
  4. เงื่อนไขในสัญญาที่ต้องอ่านให้ละเอียด
  5. เรื่องที่บริษัทจำกัดไทยต้องคิดเพิ่ม
  6. เริ่มจากตรงไหน

สตาร์ทอัพที่เพิ่งปิดรอบระดมทุนมักเจอคำถามเดิมซ้ำ ๆ คือถ้าเงินที่มีอยู่ยังไปไม่ถึงเป้าหมายถัดไป ควรขายหุ้นเพิ่ม หรือกู้เงินมาต่อเวลา เงินกู้ที่ออกแบบมาสำหรับบริษัทที่มีนักลงทุนร่วมทุนหนุนหลังเรียกว่า Venture Debt ข้อดีที่ได้ยินบ่อยคือไม่ต้องเสียสัดส่วนหุ้น แต่ข้อดีนั้นมาพร้อมภาระที่ต้องคืนเงินไม่ว่าธุรกิจจะเป็นอย่างไร

บทความนี้อธิบายว่า Venture Debt ทำงานอย่างไร เทียบต้นทุนจริงกับการขายหุ้นด้วยตัวอย่างตัวเลข สัญญาณที่บอกว่าควรกู้หรือไม่ควรกู้ เงื่อนไขในสัญญาที่ต้องอ่านให้ละเอียด และเรื่องกฎหมายกับภาษีที่บริษัทจำกัดไทยต้องคิดเพิ่ม

Venture Debt คืออะไร

Venture Debt คือเงินกู้ให้บริษัทระยะเริ่มต้นที่ยังไม่มีกระแสเงินสดพอจะกู้ธนาคารแบบปกติ แต่ผ่านการระดมทุนจากนักลงทุนร่วมทุนมาแล้ว ธนาคารเพื่อการลงทุนแห่งยุโรป (EIB) ซึ่งเป็นผู้ให้กู้รายใหญ่ประเภทนี้ อธิบายว่าเป็นเงินกู้ที่ใช้เชื่อมช่วงระหว่างรอบระดมทุน ไม่ใช่แหล่งเงินระยะยาว และใช้เป็นส่วนเสริมของเงินร่วมทุน ไม่ได้มาแทน

ลักษณะที่ต่างจากเงินกู้ธนาคารทั่วไป ตามที่ Corporate Finance Institute สรุปไว้

  • ผู้ให้กู้ดูนักลงทุนมากกว่าทรัพย์สิน ผู้กู้มักผ่านการระดมทุนมาแล้วหนึ่งถึงหลายรอบ ผู้ให้กู้คาดว่าเงินคืนส่วนใหญ่จะมาจากรอบระดมทุนถัดไป ไม่ใช่จากกำไร
  • วงเงินอิงรอบล่าสุด หลักคร่าว ๆ ที่ใช้กันคือไม่เกินราว 30% ของเงินที่ระดมได้ในรอบล่าสุด
  • ระยะสั้นถึงกลาง มักอยู่ที่ 1–3 ปี และหลายสัญญามีช่วงแรกที่จ่ายแค่ดอกเบี้ย
  • มีสิทธิซื้อหุ้นติดมาด้วย (Warrant) ผู้ให้กู้ได้สิทธิซื้อหุ้นในราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้า มูลค่าราว 5–20% ของเงินต้น เพื่อชดเชยความเสี่ยงที่ไม่มีหลักประกันเพียงพอ ถ้าบริษัทไม่โต สิทธินี้ก็ไม่มีค่า
  • มีเงื่อนไขในสัญญา (Covenant) จำนวนและความเข้มขึ้นกับผู้ให้กู้ ผู้ให้กู้ที่เป็นธนาคารมักมีมากกว่าผู้ให้กู้ที่ไม่ใช่ธนาคาร

สรุปสั้น ๆ คือ Venture Debt เหมาะกับการซื้อเวลาให้ถึงเป้าหมายที่ทำให้ระดมทุนรอบถัดไปได้ในมูลค่าที่สูงขึ้น ไม่ใช่เครื่องมือช่วยบริษัทที่หาเงินรอบใหม่ไม่ได้

เทียบต้นทุน: กู้ 15 ล้านบาท หรือขายหุ้น 10%

ตัวอย่างสมมติ สตาร์ทอัพแห่งหนึ่งมีมูลค่าตามรอบล่าสุด 135 ล้านบาท ต้องการเงินเพิ่ม 15 ล้านบาท เพื่อยืดเวลาอีก 12 เดือนให้ถึงเป้ายอดขายที่ตั้งไว้ มีสองทางเลือก

  • ขายหุ้นเพิ่ม ที่มูลค่าก่อนเงินลงทุน (Pre-money) 135 ล้านบาท นักลงทุนใหม่ได้หุ้น 15 ÷ 150 = 10%
  • กู้ Venture Debt 15 ล้านบาท ดอกเบี้ย 12% ต่อปี อายุ 36 เดือน 12 เดือนแรกจ่ายแค่ดอกเบี้ย 24 เดือนหลังผ่อนเงินต้นเท่ากันเดือนละ 625,000 บาท ค่าธรรมเนียม 1% และผู้ให้กู้ได้สิทธิซื้อหุ้นมูลค่า 10% ของเงินต้น (1.5 ล้านบาท) ที่ราคารอบล่าสุด คิดเป็นราว 1.1% ของบริษัท

ต้นทุนเงินสดของเงินกู้

ดอกเบี้ย 12 เดือนแรก = 15,000,000 × 12% = 1,800,000 บาท

ดอกเบี้ยช่วงผ่อน 24 เดือน = 1,875,000 บาท (ยอดเงินต้นลดลงทุกเดือน)

ค่าธรรมเนียม 1% = 150,000 บาท

รวม 3,825,000 บาท

ต้นทุนของการขายหุ้นไม่ได้จ่ายเป็นเงินสด แต่จ่ายด้วยส่วนแบ่งมูลค่าบริษัทในอนาคต ต้นทุนของสิทธิซื้อหุ้นก็เช่นกัน คือมูลค่าหุ้น 1.1% ลบเงิน 1.5 ล้านบาทที่ผู้ให้กู้ต้องจ่ายเข้ามาเมื่อใช้สิทธิ ถ้าหุ้นมีมูลค่าต่ำกว่าราคาใช้สิทธิ ผู้ให้กู้ก็จะไม่ใช้สิทธิ

มูลค่าบริษัทเมื่อขายกิจการ ต้นทุนการขายหุ้น 10% ต้นทุน Venture Debt
50 ล้านบาท 5,000,000 3,825,000 (ไม่ใช้สิทธิซื้อหุ้น)
150 ล้านบาท 15,000,000 3,975,000
500 ล้านบาท 50,000,000 7,825,000
หาเงินรอบใหม่ไม่ได้ ไม่ต้องคืนเงิน ยังต้องคืนเงินต้นและดอกเบี้ยตามสัญญา
กราฟเส้นต้นทุนเป็นล้านบาทตามมูลค่าบริษัทในอนาคต 0 ถึง 500 ล้านบาท ต้นทุนการขายหุ้น 10% เพิ่มจาก 0 เป็น 50 ล้านบาท ส่วนต้นทุน Venture Debt คงที่ 3.8 ล้านบาทจนมูลค่าบริษัทราว 136 ล้านบาท แล้วค่อย ๆ เพิ่มเป็น 7.8 ล้านบาท สองเส้นตัดกันที่มูลค่าบริษัทราว 38 ล้านบาท
ถ้าบริษัทโตตามแผน เงินกู้ถูกกว่าการขายหุ้นมาก แต่ตารางไม่ได้บอกความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุด คือเงินกู้ต้องคืนแม้ในวันที่บริษัทไม่มีเงิน

ตัวเลขชุดนี้อธิบายว่าทำไมผู้ก่อตั้งที่มั่นใจในแผนจึงชอบเงินกู้ แต่แถวสุดท้ายของตารางสำคัญที่สุด ถ้ายอดขายไม่ถึงเป้าและนักลงทุนไม่ลงเงินรอบใหม่ บริษัทที่ขายหุ้นยังมีเวลาปรับแผน ส่วนบริษัทที่กู้มาต้องผ่อนเดือนละ 625,000 บาทบวกดอกเบี้ย และอาจผิดเงื่อนไขในสัญญาจนผู้ให้กู้เรียกเงินคืนทั้งก้อน

สัญญาณว่าควรกู้ และสัญญาณว่าไม่ควร

ควรพิจารณาเงินกู้เมื่อ

  • เพิ่งปิดรอบระดมทุน และนักลงทุนปัจจุบันยืนยันว่าพร้อมสนับสนุนรอบถัดไป
  • รู้ชัดว่าเงินก้อนนี้ใช้ทำอะไร และเป้าหมายนั้นจะทำให้มูลค่ารอบหน้าสูงขึ้นจริง เช่น ยอดขายประจำรายเดือนถึงระดับที่นักลงทุนกำหนด
  • มีรายได้ที่คาดการณ์ได้ หรือมีเงินสดสำรองพอจ่ายดอกเบี้ยและเงินต้นได้แม้รอบหน้าช้ากว่าแผน 6 เดือน
  • ใช้เป็นเงินสำรองเผื่อฉุกเฉินควบคู่กับเงินจากการขายหุ้น ไม่ใช่แหล่งเงินหลัก

ไม่ควรกู้เมื่อ

  • ใช้เงินกู้เพื่อเลื่อนการตัดสินใจยาก ๆ เช่น ลดค่าใช้จ่ายหรือเปลี่ยนแผนธุรกิจ
  • นักลงทุนปัจจุบันไม่ลงเงินเพิ่มหรือไม่ตอบชัด ผู้ให้กู้จะเห็นสัญญาณเดียวกัน และเงื่อนไขที่ได้จะแย่ลง
  • ระยะเวลาคืนเงินสั้นกว่าเวลาที่ธุรกิจต้องใช้เพื่อถึงเป้า
  • ยอดขายผันผวนจนคาดไม่ได้ว่าจะจ่ายค่างวดได้ทุกเดือน

เงื่อนไขในสัญญาที่ต้องอ่านให้ละเอียด

อัตราดอกเบี้ยเป็นแค่ส่วนหนึ่งของต้นทุน ก่อนเซ็นสัญญาให้ทำตารางเปรียบเทียบข้อเสนอจากผู้ให้กู้ทุกรายในหัวข้อเหล่านี้

หัวข้อ คำถามที่ต้องตอบ
วงเงินและการเบิก เบิกได้ครั้งเดียวหรือแบ่งเบิก มีเงื่อนไขอะไรก่อนเบิกงวดถัดไป เสียค่าธรรมเนียมสำหรับวงเงินที่ยังไม่เบิกหรือไม่
ช่วงจ่ายแค่ดอกเบี้ย นานกี่เดือน และหลังจากนั้นค่างวดต่อเดือนเท่าไร
ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม อัตราคงที่หรือลอยตัว มีค่าธรรมเนียมแรกเข้า ค่าธรรมเนียมปิดสัญญา หรือค่าปรับชำระก่อนกำหนดหรือไม่
สิทธิซื้อหุ้น คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินต้น ราคาใช้สิทธิเท่าไร ใช้สิทธิได้ถึงเมื่อไร
หลักประกัน ผู้ให้กู้มีสิทธิในทรัพย์สินอะไร รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาหรือบัญชีเงินฝากหรือไม่
Covenant ต้องรักษาเงินสดขั้นต่ำหรือยอดขายขั้นต่ำหรือไม่ ห้ามกู้เพิ่ม ห้ามขายทรัพย์สิน หรือห้ามจ่ายปันผลหรือไม่
เหตุผิดนัด อะไรทำให้ผู้ให้กู้เรียกเงินคืนทั้งก้อนได้ นอกจากการไม่จ่ายค่างวด

Covenant กับเหตุผิดนัดคือส่วนที่ทำร้ายบริษัทได้มากที่สุดในวันที่ธุรกิจไม่เป็นไปตามแผน ควรให้ทนายความอ่านทุกข้อ และจำลองดูว่าถ้ายอดขายต่ำกว่าแผน 30% บริษัทจะผิดเงื่อนไขข้อไหนบ้าง

เรื่องที่บริษัทจำกัดไทยต้องคิดเพิ่ม

สิทธิซื้อหุ้นของผู้ให้กู้

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ซึ่งใช้กับบริษัทจำกัดไม่มีบทบัญญัติเรื่องใบสำคัญแสดงสิทธิโดยตรง การให้สิทธิซื้อหุ้นแก่ผู้ให้กู้จึงต้องออกแบบเป็นข้อตกลงระหว่างบริษัท ผู้ถือหุ้นเดิม และผู้ให้กู้ โดยคำนึงถึงหลักต่อไปนี้

  • การเพิ่มทุนเพื่อออกหุ้นใหม่ต้องใช้มติพิเศษของที่ประชุมผู้ถือหุ้น (มาตรา 1220)
  • หุ้นที่ออกใหม่ต้องเสนอให้ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนก่อน (มาตรา 1222) ผู้ถือหุ้นเดิมจึงต้องตกลงสละสิทธิในส่วนที่จะให้ผู้ให้กู้
  • บริษัทจำกัดออกหุ้นกู้ไม่ได้ (มาตรา 1229) ถ้าจะทำเป็นหุ้นกู้แปลงสภาพต้องใช้ช่องทางการเสนอขายต่อผู้ลงทุนในวงจำกัดตามหลักเกณฑ์ของ ก.ล.ต.

ผู้ให้กู้จากต่างประเทศมักคุ้นกับเอกสารตามกฎหมายประเทศอื่น ควรให้ทนายความไทยตรวจตั้งแต่ขั้นเจรจา Term Sheet

ภาษีของดอกเบี้ย

  • ดอกเบี้ยเงินกู้ที่ใช้ในกิจการเป็นค่าใช้จ่ายในการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งต่างจากเงินที่ได้จากการขายหุ้นที่ไม่มีต้นทุนให้หัก แต่สตาร์ทอัพที่ยังขาดทุนจะยังไม่ได้ประโยชน์ส่วนนี้ทันที
  • ดอกเบี้ยที่จ่ายให้นิติบุคคลในไทยที่ไม่ใช่ธนาคารหรือสถาบันการเงินตามที่คำสั่งกำหนด ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 1% ตามข้อ 4 ของคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป.4/2528
  • ดอกเบี้ยที่จ่ายให้นิติบุคคลต่างประเทศที่ไม่ได้ประกอบกิจการในไทย ต้องหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ตามมาตรา 70 และยื่นแบบ ภ.ง.ด.54 เว้นแต่อนุสัญญาภาษีซ้อนกับประเทศของผู้ให้กู้กำหนดอัตราต่ำกว่า ถ้าสัญญากำหนดให้บริษัทรับภาระภาษีแทนผู้ให้กู้ (Gross-up) ต้นทุนจริงจะสูงกว่าอัตราดอกเบี้ยในสัญญา

เริ่มจากตรงไหน

  1. ทำประมาณการเงินสดรายเดือนถึงรอบระดมทุนถัดไป ทั้งกรณีตามแผนและกรณียอดขายต่ำกว่าแผน
  2. ระบุเป้าหมายที่เงินก้อนนี้ต้องพาไปให้ถึง และถามนักลงทุนปัจจุบันตรง ๆ ว่าถ้าถึงเป้า เขาพร้อมลงเงินรอบหน้าหรือไม่
  3. คำนวณต้นทุนทั้งสองทางแบบในตัวอย่าง ด้วยตัวเลขจริงของบริษัท และดูว่ากรณีแย่ที่สุดยังจ่ายค่างวดได้หรือไม่
  4. ถ้าเลือกกู้ ขอข้อเสนอจากผู้ให้กู้มากกว่าหนึ่งราย เทียบทุกหัวข้อในตาราง ไม่ใช่แค่อัตราดอกเบี้ย
  5. ให้ทนายความและผู้ทำบัญชีตรวจเรื่องสิทธิซื้อหุ้น Covenant และภาษีหัก ณ ที่จ่ายก่อนเซ็นสัญญา

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี