เงินเดือนหรือเงินปันผล: เจ้าของบริษัทควรรับเงินแบบไหนให้เสียภาษีรวมน้อยที่สุด

เทียบภาระภาษีรวมของบริษัทและเจ้าของ เมื่อรับเป็นเงินเดือน เงินปันผล หรือผสมกัน พร้อมจุดตัดที่อัตราภาษีบุคคลธรรมดาเกิน 23.5% ตัวอย่างคำนวณ และเงื่อนไขทางกฎหมายของการจ่ายปันผล

ตัวเลข 23.5% ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างขั้นบันไดอัตราภาษี 5% ถึง 25% ที่ขั้นบนสุด 25% เป็นสีดำ แทนจุดที่เงินเดือนเริ่มเสียภาษีมากกว่าเงินปันผล
ในบทความนี้
  1. แต่ละทางเสียภาษีที่ไหน
  2. จุดตัดอยู่ที่ 23.5%
  3. ตัวอย่างคำนวณสี่แบบ
  4. เมื่อไรผลลัพธ์จะเปลี่ยน
  5. เงื่อนไขที่ต้องทำให้ครบ
  6. เรื่องที่ไม่ใช่ภาษีแต่ต้องคิดด้วย
  7. เริ่มจากตรงไหน

เจ้าของบริษัทที่ทำงานในบริษัทตัวเองมีสองทางหลักในการเอาเงินออกมาใช้ คือรับเป็นเงินเดือน หรือรับเป็นเงินปันผล หลายคนเลือกตามความเคยชิน บางคนไม่รับเงินเดือนเลยแล้วรอปันผลปลายปี บางคนตั้งเงินเดือนสูงจนบริษัทไม่มีกำไร ทั้งสองแบบอาจทำให้เสียภาษีรวมมากกว่าที่ควร

บทความนี้อธิบายว่าแต่ละทางเสียภาษีอย่างไร จุดที่เงินเดือนเริ่มแพงกว่าเงินปันผล ตัวอย่างคำนวณสี่แบบจากกำไรเดียวกัน และเงื่อนไขทางกฎหมายที่ต้องทำให้ครบก่อนจ่ายปันผล

แต่ละทางเสียภาษีที่ไหน

เงินเดือน

เงินเดือนที่จ่ายจริงเพื่อกิจการเป็นรายจ่ายของบริษัท จึงลดกำไรที่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล ส่วนเจ้าของเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามอัตราก้าวหน้า บริษัทต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายทุกเดือนและนำส่งด้วยแบบ ภ.ง.ด.1

  • เงินเดือนเป็นเงินได้ตามมาตรา 40 (1) หักค่าใช้จ่ายแบบเหมาได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท ตามมาตรา 42 ทวิ
  • หักลดหย่อนส่วนตัวได้ 60,000 บาท และลดหย่อนอื่นตามสิทธิ
  • ถ้าเจ้าของเป็นผู้ประกันตนในฐานะลูกจ้าง ทั้งบริษัทและเจ้าของจ่ายเงินสมทบประกันสังคมฝ่ายละ 5% ของค่าจ้าง ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ฐานค่าจ้างสูงสุดเพิ่มเป็น 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุดจึงเป็นฝ่ายละ 875 บาทต่อเดือน
เงินได้สุทธิ (บาท) อัตราภาษี
0 – 150,000 ยกเว้น
150,001 – 300,000 5%
300,001 – 500,000 10%
500,001 – 750,000 15%
750,001 – 1,000,000 20%
1,000,001 – 2,000,000 25%
2,000,001 – 5,000,000 30%
เกิน 5,000,000 35%

เงินปันผล

เงินปันผลจ่ายจากกำไรหลังภาษี บริษัทจึงเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลก่อน สำหรับ SME ที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าและบริการไม่เกิน 30 ล้านบาท กำไรสุทธิ 300,000 บาทแรกได้รับยกเว้น ส่วนที่เกินถึง 3 ล้านบาทเสีย 15% และส่วนที่เกิน 3 ล้านบาทเสีย 20% บริษัททั่วไปเสีย 20% ของกำไรทั้งจำนวน

เมื่อจ่ายปันผลให้บุคคลธรรมดา บริษัทหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% ผู้รับเลือกได้สองทาง

  • ให้ภาษีที่ถูกหัก 10% เป็นภาษีสุดท้าย ไม่ต้องนำเงินปันผลไปรวมคำนวณกับเงินได้อื่น
  • นำไปรวมคำนวณในแบบ ภ.ง.ด.90 และใช้เครดิตภาษีเงินปันผลตามมาตรา 47 ทวิ

เครดิตภาษีเงินปันผล = อัตราภาษีที่บริษัทเสีย ÷ (100 − อัตราภาษีนั้น) × เงินปันผล

จุดตัดอยู่ที่ 23.5%

วิธีเปรียบเทียบง่ายที่สุดคือดูว่ากำไรบาทสุดท้ายที่จะเอาออกมา เสียภาษีรวมเท่าไรในแต่ละทาง ถ้าเลือกให้ภาษีปันผล 10% เป็นภาษีสุดท้าย

ภาษีรวมของทางปันผล = อัตราภาษีนิติบุคคล + (1 − อัตราภาษีนิติบุคคล) × 10%

  • กำไรในช่วงที่ยกเว้น (300,000 บาทแรกของ SME): ภาษีรวม 10%
  • กำไรในช่วงที่เสีย 15%: 15% + 85% × 10% = 23.5%
  • กำไรในช่วงที่เสีย 20%: 20% + 80% × 10% = 28%

ส่วนทางเงินเดือน ภาษีของบาทสุดท้ายคืออัตราภาษีขั้นสูงสุดที่เจ้าของเสียอยู่ หลักคิดจึงเป็นว่า จ่ายเงินเดือนเพิ่มได้ตราบที่อัตราขั้นสูงสุดของเจ้าของยังต่ำกว่าภาษีรวมของทางปันผล สำหรับ SME ที่กำไรอยู่ในช่วง 15% เงินเดือนคุ้มกว่าจนเงินได้สุทธิของเจ้าของถึง 1,000,000 บาท (ขั้น 20%) พอเข้าขั้น 25% ทางปันผลที่ 23.5% จะถูกกว่า

ตัวอย่างคำนวณสี่แบบ

ตัวอย่างสมมติ บริษัท SME แห่งหนึ่งมีกำไร 2,000,000 บาทต่อปี ก่อนหักค่าตอบแทนเจ้าของและเงินสมทบประกันสังคมส่วนของบริษัท สมมติต่อว่า

  • เจ้าของได้รับปันผลทั้งหมด (ตัดส่วนของผู้ถือหุ้นรายย่อยออกเพื่อให้คำนวณง่าย) และบริษัทจ่ายกำไรหลังภาษีออกทั้งหมด
  • บริษัทกันทุนสำรองครบตามกฎหมายแล้ว
  • เจ้าของไม่มีเงินได้อื่น ใช้แค่ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท และเงินสมทบประกันสังคม 10,500 บาทต่อปี
  • เจ้าของเลือกให้ภาษีปันผล 10% เป็นภาษีสุดท้าย
บาทต่อปี ปันผลทั้งหมด เงินเดือน 600,000 เงินเดือน 1,170,500 เงินเดือนทั้งหมด
เงินเดือน 0 600,000 1,170,500 1,989,500
เงินสมทบประกันสังคม (เจ้าของ + บริษัท) 0 21,000 21,000 21,000
กำไรของบริษัท 2,000,000 1,389,500 819,000 0
ภาษีเงินได้นิติบุคคล 255,000 163,425 77,850 0
เงินปันผล 1,745,000 1,226,075 741,150 0
ภาษีปันผล 10% 174,500 122,608 74,115 0
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเงินเดือน 0 20,450 115,000 319,750
ภาษีรวม 429,500 306,483 266,965 319,750
เงินที่เจ้าของได้รับสุทธิ 1,570,500 1,672,517 1,712,035 1,659,250

เงินเดือน 1,170,500 บาทต่อปี (ราว 97,500 บาทต่อเดือน) คือจุดที่เงินได้สุทธิของเจ้าของเท่ากับ 1,000,000 บาทพอดี (1,170,500 − ค่าใช้จ่าย 100,000 − ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 − ประกันสังคม 10,500) ภาษีรวมต่ำที่สุดในสี่แบบ และเจ้าของได้เงินสุทธิมากกว่าแบบรับปันผลทั้งหมด 141,535 บาทต่อปี

กราฟแท่งแนวนอนภาษีรวมของบริษัทและเจ้าของเป็นพันบาท รับปันผลทั้งหมด 430 เงินเดือน 600,000 บาท 306 เงินเดือน 1,170,500 บาท 267 ต่ำที่สุด และรับเงินเดือนทั้งหมด 320
ทั้งสองขั้วเสียภาษีมากกว่าแบบผสม รับปันผลทั้งหมดแพงที่สุด เพราะไม่ได้ใช้ขั้นภาษีต่ำของบุคคลธรรมดาเลย

ตัวเลขชุดนี้ใช้ได้กับสมมติฐานข้างต้นเท่านั้น ถ้าเจ้าของมีเงินได้อื่นหรือลดหย่อนมากกว่านี้ จุดที่เหมาะสมจะเลื่อนไป

เมื่อไรผลลัพธ์จะเปลี่ยน

  • กำไรบริษัทเกิน 3 ล้านบาท กำไรส่วนที่เกินเสียภาษีรวมทางปันผล 28% เงินเดือนจึงคุ้มกว่าต่อไปจนเจ้าของเข้าขั้น 30%
  • กำไรบริษัทไม่ถึง 300,000 บาท ทางปันผลเสียภาษีรวมแค่ 10% เงินเดือนที่ทำให้เจ้าของเข้าขั้น 15% ขึ้นไปจึงแพงกว่า
  • เจ้าของมีเงินได้รวมต่ำ การนำปันผลไปรวมคำนวณและใช้เครดิตภาษีอาจได้ภาษีคืน เครดิตขึ้นกับอัตราภาษีที่บริษัทเสียจริงกับกำไรส่วนที่นำมาจ่าย ควรให้ผู้ทำบัญชีคำนวณทั้งสองทางก่อนยื่นแบบ
  • ไม่จ่ายปันผลทั้งหมด กำไรที่เก็บไว้ในบริษัทเสียแค่ภาษีนิติบุคคล ภาษีปันผลเกิดเมื่อจ่ายจริง ถ้าบริษัทต้องใช้เงินขยายกิจการ การเก็บกำไรไว้ก่อนอาจเหมาะกว่า

เงื่อนไขที่ต้องทำให้ครบ

ก่อนจ่ายปันผล

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าสรุปหลักของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1200–1205 ไว้ดังนี้

  • จ่ายปันผลได้จากกำไรเท่านั้น และต้องมีมติที่ประชุมผู้ถือหุ้น ระหว่างปีกรรมการมีมติจ่ายปันผลระหว่างกาลได้ ถ้าเห็นว่าบริษัทมีกำไรสมควรพอ
  • ทุกครั้งที่จ่ายปันผล ต้องกันทุนสำรองอย่างน้อย 5% ของกำไร จนกว่าทุนสำรองจะเท่ากับ 10% ของทุนจดทะเบียน หรือตามข้อบังคับของบริษัท
  • ต้องแจ้งผู้ถือหุ้นทุกคน และจ่ายให้เสร็จภายใน 1 เดือนนับแต่วันที่มีมติ

ถ้าบริษัทยังมีขาดทุนสะสมจากปีก่อน ให้ถามผู้สอบบัญชีก่อนว่าจ่ายปันผลได้หรือไม่ เพราะกำไรของปีนี้ปีเดียวอาจไม่พอ บริษัทที่จ่ายปันผลไม่ได้ก็จะเหลือแค่ทางเงินเดือน

ก่อนตั้งเงินเดือนเจ้าของ

  • ตั้งเงินเดือนเป็นอัตรารายเดือนที่จ่ายจริงสม่ำเสมอ มีมติหรือเอกสารอนุมัติ หักภาษี ณ ที่จ่ายและนำส่งทุกเดือน
  • ให้เงินเดือนสอดคล้องกับงานที่เจ้าของทำจริง เงินเดือนก้อนใหญ่ที่ตั้งขึ้นปลายปีเพื่อลดกำไรอย่างเดียว อธิบายกับเจ้าหน้าที่ได้ยากกว่า
  • ตรวจกับสำนักงานประกันสังคมว่ากรรมการที่เป็นเจ้าของบริษัทเข้าเกณฑ์เป็นลูกจ้างตามมาตรา 33 หรือไม่ เพราะมีผลทั้งต่อเงินสมทบและสิทธิประโยชน์

เรื่องที่ไม่ใช่ภาษีแต่ต้องคิดด้วย

  • เงินสดของบริษัท เงินเดือนออกทุกเดือน ปันผลออกเป็นก้อนหลังปิดงบ บริษัทที่เงินสดตึงอาจจ่ายเงินเดือนสูงไม่ไหวในเดือนที่ยอดขายตก
  • การกู้เงินส่วนตัว สถาบันการเงินมักดูหลักฐานรายได้สม่ำเสมอ เช่น หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่ายจากเงินเดือน
  • นักลงทุน ถ้ากำลังจะระดมทุน นักลงทุนจะดูว่าเงินเดือนผู้ก่อตั้งสมเหตุสมผลเมื่อเทียบกับขนาดบริษัท และงบที่มีเงินเดือนเจ้าของอยู่ครบสะท้อนต้นทุนจริงของกิจการมากกว่า

เริ่มจากตรงไหน

  1. ประมาณกำไรทั้งปีของบริษัท ก่อนหักค่าตอบแทนเจ้าของ และดูว่ากำไรจะอยู่ในช่วงอัตราภาษีไหน
  2. รวมเงินได้อื่นและค่าลดหย่อนทั้งหมดของเจ้าของ เพื่อดูว่าเงินเดือนระดับไหนจะทำให้เงินได้สุทธิชนขั้นภาษีที่สูงกว่าภาษีรวมของทางปันผล
  3. ตั้งเงินเดือนรายเดือนตามนั้นตั้งแต่ต้นปี ไม่รอปรับก้อนเดียวตอนปลายปี
  4. เมื่อปิดงบ ตรวจขาดทุนสะสมและทุนสำรอง แล้วตัดสินใจว่าจะจ่ายปันผลเท่าไร เก็บไว้เท่าไร
  5. ให้ผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษีตรวจตัวเลขทุกปี เพราะกำไร เงินได้อื่น และกฎเกณฑ์เปลี่ยนได้

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี