ประมาณการค่าชดเชยเกษียณอายุ: คำนวณภาระผลประโยชน์พนักงานในงบ SME ทีละขั้น

กฎหมายแรงงานถือว่าการเกษียณคือการเลิกจ้าง บริษัทต้องจ่ายค่าชดเชยสูงสุด 400 วัน วิธีตั้งประมาณการตาม TFRS for NPAEs ทีละขั้น พร้อมตัวอย่างคำนวณ การบันทึกบัญชีแต่ละปี และการบวกกลับใน ภ.ง.ด.50

ตัวเลข 400 ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างกราฟแท่งเส้นขาวหกแท่งที่สูงขึ้นทีละขั้น แท่งสุดท้ายสีดำ
ในบทความนี้
  1. ทำไมเกษียณแล้วบริษัทต้องจ่ายค่าชดเชย
  2. มาตรฐานบัญชีให้ทำอะไร
  3. ตัวอย่างคำนวณทีละขั้น
  4. ปีต่อไป: บันทึกบัญชีและทบทวนยอด
  5. ทางภาษี: บวกกลับจนกว่าจะจ่ายจริง
  6. เริ่มจากตรงไหน

พนักงานที่อยู่กับบริษัทจนเกษียณจะได้รับค่าชดเชยตามกฎหมายแรงงาน คนที่ทำงานครบ 20 ปีได้ค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน หรือราว 13 เดือนเศษ เงินก้อนนี้สะสมขึ้นทุกปีที่พนักงานทำงาน แต่บริษัทจำนวนมากไม่เคยบันทึกไว้ในงบ จนถึงปีที่มีคนเกษียณ ค่าใช้จ่ายทั้งก้อนจึงไปลงในปีเดียว กำไรปีนั้นหายไปทั้งที่ภาระเกิดมาตลอดหลายสิบปี

บทความนี้อธิบายว่าทำไมการเกษียณจึงทำให้บริษัทต้องจ่ายค่าชดเชย มาตรฐานบัญชีที่ SME ไทยส่วนใหญ่ใช้ให้ตั้งประมาณการอย่างไร พร้อมตัวอย่างคำนวณทีละขั้น วิธีบันทึกบัญชีในปีต่อ ๆ ไป และเหตุที่ต้องบวกกลับใน ภ.ง.ด.50

ทำไมเกษียณแล้วบริษัทต้องจ่ายค่าชดเชย

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน มาตรา 118/1 ให้ถือว่าการเกษียณอายุตามที่นายจ้างกับลูกจ้างตกลงกัน หรือตามที่นายจ้างกำหนดไว้ เป็นการเลิกจ้าง นายจ้างจึงต้องจ่ายค่าชดเชยตามมาตรา 118 ในอัตราเดียวกับการเลิกจ้างทั่วไป ถ้าบริษัทไม่ได้กำหนดอายุเกษียณไว้ ลูกจ้างที่อายุ 60 ปีขึ้นไปแสดงเจตนาเกษียณได้เอง และมีผลเมื่อครบ 30 วันนับจากวันที่แสดงเจตนา

อัตราค่าชดเชยตามมาตรา 118 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน
ทำงานติดต่อกันค่าชดเชย (ค่าจ้างอัตราสุดท้าย)
ครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี30 วัน
ครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี90 วัน
ครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี180 วัน
ครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี240 วัน
ครบ 10 ปี แต่ไม่ครบ 20 ปี300 วัน
ครบ 20 ปีขึ้นไป400 วัน

อัตรา 400 วันสำหรับคนที่ทำงานครบ 20 ปีเพิ่มเข้ามาในกฎหมายเมื่อปี 2562 สำหรับพนักงานรายเดือน ค่าจ้าง 400 วันเท่ากับเงินเดือนประมาณ 13.33 เดือน

ข้อสำคัญสำหรับการคำนวณคือ ค่าชดเชยจ่ายเมื่อนายจ้างเลิกจ้างหรือเมื่อเกษียณ พนักงานที่ลาออกเองไม่ได้รับ บริษัทจึงไม่ต้องตั้งยอดเต็มให้ทุกคน แต่ต้องประมาณว่าแต่ละคนมีโอกาสอยู่จนเกษียณมากน้อยเพียงใด

มาตรฐานบัญชีให้ทำอะไร

มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) มีบทว่าด้วยผลประโยชน์ของพนักงาน ให้กิจการรับรู้ภาระผูกพันผลประโยชน์หลังออกจากงาน เช่น ค่าชดเชยเกษียณอายุ ด้วยประมาณการที่ดีที่สุด (Best Estimate) ณ วันสิ้นรอบบัญชี ถ้ามูลค่าของเงินตามเวลามีสาระสำคัญให้คิดลดเป็นมูลค่าปัจจุบัน และเปิดเผยลักษณะกับจำนวนของภาระนี้ในหมายเหตุประกอบงบการเงิน

มาตรฐานนี้ไม่บังคับให้จ้างนักคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuary) SME คำนวณเองได้ สภาวิชาชีพบัญชีออกแนวทางการคำนวณไว้เมื่อปี 2563 สรุปเป็นหกขั้น

  1. เก็บข้อมูลพนักงานรายคน คือ เงินเดือน อายุ และอายุงาน
  2. คำนวณค่าชดเชยตามอัตราของกฎหมายแรงงาน
  3. คิดลดด้วยอัตราที่ปราศจากความเสี่ยง เช่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว
  4. ประมาณโอกาสที่พนักงานจะอยู่จนเกษียณ แนวทางมีอัตราแนะนำตามช่วงอายุ และกิจการปรับตามข้อมูลของตัวเองได้
  5. รับรู้ตามสัดส่วนอายุงานที่ทำมาแล้ว
  6. ทบทวนและปรับสมมติฐานทุกปี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือไม่บันทึกเลย ใช้สมมติฐานเก่าหลายปี ไม่คิดลด และไม่ปรับยอดทุกปี ประมาณการหนี้สินผลประโยชน์พนักงานเป็นประมาณการหนี้สินประเภทหนึ่ง หลักคิดเรื่องภาระที่เกิดจากเหตุการณ์ในอดีตเหมือนที่อธิบายในบทความเรื่องประมาณการหนี้สินและหนี้สินที่อาจเกิดขึ้น

ตัวอย่างคำนวณทีละขั้น

ตัวอย่างสมมติ คุณเอ อายุ 50 ปี ทำงานกับบริษัทมาแล้ว 15 ปี เงินเดือน 30,000 บาท ข้อบังคับของบริษัทกำหนดเกษียณที่ 60 ปี บริษัทใช้สมมติฐานว่าเงินเดือนขึ้นปีละ 2% อัตราคิดลด 3% ต่อปี และคุณเอมีโอกาสอยู่จนเกษียณ 80% ตัวเลขทั้งสามเป็นสมมติฐานของตัวอย่างนี้เท่านั้น อัตราคิดลดจริงให้ดูจากเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล ณ วันสิ้นรอบบัญชี ในช่วงอายุที่ใกล้กับจำนวนปีที่เหลือถึงเกษียณ

1) อายุงานเมื่อเกษียณ = 15 + 10 = 25 ปี ครบ 20 ปี ได้ค่าชดเชย 400 วัน

2) เงินเดือนเมื่อเกษียณ = 30,000 × (1.02 ยกกำลัง 10) ≈ 30,000 × 1.219 = 36,570 บาท

3) ค่าชดเชยเมื่อเกษียณ = 36,570 × 400 ÷ 30 = 487,600 บาท

4) คูณโอกาสที่จะอยู่จนเกษียณ = 487,600 × 80% = 390,080 บาท

5) คิดลด 10 ปีที่ 3% (ตัวคูณ ≈ 0.744) = 390,080 × 0.744 ≈ 290,220 บาท

6) รับรู้ตามอายุงานที่ทำแล้ว 15 ใน 25 ปี = 290,220 × 15 ÷ 25 ≈ 174,130 บาท

ยอดที่ต้องแสดงเป็นประมาณการหนี้สินผลประโยชน์พนักงานของคุณเอ ณ สิ้นปีนี้จึงประมาณ 174,130 บาท ไม่ใช่ 487,600 บาท เพราะยังไม่แน่ว่าจะอยู่จนเกษียณ เงินที่จะจ่ายอีกสิบปีมีมูลค่าวันนี้น้อยกว่า และคุณเอยังต้องทำงานอีก 10 ปีจึงจะได้สิทธิครบ ทำแบบเดียวกันกับพนักงานทุกคนแล้วรวมเป็นยอดของบริษัท

กราฟแท่งนอนของตัวอย่างสมมติ ค่าชดเชยเมื่อคุณเอเกษียณ 487,600 บาท คูณโอกาสอยู่จนเกษียณ 80% เหลือ 390,080 บาท คิดลด 10 ปีที่ 3% เหลือ 290,220 บาท และรับรู้ตามอายุงาน 15 ใน 25 ปี ได้ประมาณการที่ต้องบันทึก 174,130 บาท
ยอดที่บันทึกในงบปีนี้ราวหนึ่งในสามของเงินที่จะจ่ายจริงวันเกษียณ และจะเพิ่มขึ้นทุกปีจนครบเมื่อถึงวันเกษียณ

ปีต่อไป: บันทึกบัญชีและทบทวนยอด

สิ้นปีแรกที่ตั้งประมาณการ บันทึก เดบิต ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงาน 174,130 เครดิต ประมาณการหนี้สินผลประโยชน์พนักงาน 174,130 ถ้าบริษัทไม่เคยตั้งยอดนี้มาก่อน ยอดส่วนใหญ่เป็นของปีก่อน ๆ ควรปรึกษาผู้สอบบัญชีว่าจะแสดงส่วนนั้นอย่างไร

สิ้นปีถัดไป คุณเออายุ 51 ปี ทำงานมาแล้ว 16 ปี เหลือ 9 ปีถึงเกษียณ ถ้าสมมติฐานไม่เปลี่ยน ค่าชดเชยวันเกษียณยังเป็น 487,600 บาท คูณ 80% ได้ 390,080 บาท คิดลด 9 ปี (ตัวคูณ ≈ 0.766) ได้ประมาณ 298,800 บาท แล้วรับรู้ 16 ใน 25 ปี ได้ประมาณ 191,230 บาท บริษัทบันทึกส่วนที่เพิ่มขึ้นประมาณ 17,100 บาทเป็นค่าใช้จ่ายของปีนั้น ส่วนเพิ่มนี้มาจากอายุงานที่เพิ่มขึ้นหนึ่งปี และจากการที่วันจ่ายเงินใกล้เข้ามาอีกหนึ่งปี

เหตุการณ์อื่นที่ทำให้ยอดเปลี่ยน

  • พนักงานลาออกเอง ไม่ได้รับค่าชดเชย ให้กลับรายการยอดที่ตั้งไว้ของคนนั้นเข้ากำไรขาดทุน
  • ขึ้นเงินเดือนมากกว่าสมมติฐาน หรืออัตราคิดลดลดลง ยอดประมาณการจะสูงขึ้น ส่วนต่างเป็นค่าใช้จ่ายของปีที่ปรับ
  • จ่ายค่าชดเชยจริงเมื่อเกษียณ บันทึก เดบิต ประมาณการหนี้สินผลประโยชน์พนักงาน เครดิต เงินสด ถ้าจ่ายจริงต่างจากยอดที่ตั้งไว้ ส่วนต่างรับรู้ในปีนั้น
  • เลิกจ้างก่อนเกษียณ ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามอายุงานในตารางข้างบนเช่นกัน ถ้ามีแผนลดคนที่ตัดสินใจแล้ว ต้องพิจารณาประมาณการแยกต่างหาก

ทางภาษี: บวกกลับจนกว่าจะจ่ายจริง

กรมสรรพากรตอบข้อหารือเลขที่ กค 0702/1978 ลงวันที่ 8 เมษายน 2568 ว่าค่าใช้จ่ายที่บริษัทตั้งประมาณการเงินชดเชยเกษียณอายุพนักงานตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน มีลักษณะเป็นเงินสำรองตามมาตรา 65 ตรี (1) แห่งประมวลรัษฎากร จึงหักเป็นรายจ่ายในรอบที่ตั้งไม่ได้ แต่เมื่อบริษัทจ่ายเงินชดเชยจริง ให้ถือเป็นรายจ่ายในรอบบัญชีที่จ่ายได้

ค่าชดเชยของคุณเอในตัวอย่าง เทียบทางบัญชีกับทางภาษี (บาท)
รายการปีที่ 1ปีที่ 2ปีที่จ่ายจริง
ค่าใช้จ่ายในงบกำไรขาดทุน174,13017,100ส่วนที่เพิ่มขึ้นของปีนั้น
รายจ่ายที่หักได้ทางภาษี00เงินที่จ่ายจริง
ปรับปรุงใน ภ.ง.ด.50บวกกลับ 174,130บวกกลับ 17,100หักเงินที่จ่ายจริง

ระหว่างทาง กำไรทางภาษีจะสูงกว่ากำไรทางบัญชีทุกปี แล้วกลับกันในปีที่จ่ายเงิน จึงควรมีตารางยอดประมาณการแยกรายคนที่ส่งต่อให้สำนักงานบัญชีทุกปี เพื่อให้รู้ว่าบวกกลับไปแล้วเท่าไร และหักได้เท่าไรเมื่อจ่ายจริง

เริ่มจากตรงไหน

  1. ดูข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงาน ว่ากำหนดอายุเกษียณไว้ที่เท่าไร ถ้าไม่ได้กำหนด ใช้ 60 ปีตามสิทธิของลูกจ้าง
  2. ทำตารางพนักงานรายคน ได้แก่ วันเกิด วันเริ่มงาน และเงินเดือนปัจจุบัน
  3. ตั้งสมมติฐานสามตัวพร้อมเหตุผล คือ อัตราขึ้นเงินเดือนจากประวัติจริงของบริษัท อัตราคิดลดจากเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล และโอกาสอยู่จนเกษียณตามช่วงอายุจากแนวทางของสภาวิชาชีพบัญชีหรือสถิติการลาออกของบริษัท
  4. คำนวณหกขั้นสำหรับทุกคน แล้วบันทึกยอดรวม และเปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบ
  5. ทบทวนทุกสิ้นปี ปรับข้อมูลพนักงานและสมมติฐาน แล้วส่งตารางบวกกลับให้สำนักงานบัญชีก่อนยื่น ภ.ง.ด.50

ประมาณการนี้ไม่ได้ทำให้บริษัทจ่ายเงินมากขึ้น แต่ทำให้ต้นทุนแรงงานที่เกิดทุกปีอยู่ในงบของปีนั้น ธนาคารและนักลงทุนเห็นภาระที่รออยู่ และเจ้าของรู้ล่วงหน้าว่าต้องเตรียมเงินสดเท่าไรในปีที่พนักงานรุ่นแรกเริ่มเกษียณ

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี