แฟคเตอริ่ง: เปลี่ยนใบแจ้งหนี้เป็นเงินสด คิดต้นทุนจริงอย่างไร และเมื่อไรไม่ควรใช้

ลูกค้าจ่าย 60–90 วันแต่ค่าใช้จ่ายรอไม่ได้ แฟคเตอริ่งทำงานอย่างไร เลือกแบบมีหรือไม่มีสิทธิไล่เบี้ย แปลงค่าธรรมเนียมเป็นต้นทุนต่อปี และเช็กสัญญาก่อนโอนสิทธิเรียกร้อง

ตัวเลข 80% ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างภาพลายเส้นเอกสารที่มีเครื่องหมายถูกในวงกลมสีดำ
ในบทความนี้
  1. แฟคเตอริ่งทำงานอย่างไร
  2. รูปแบบที่ต้องเลือกก่อนเซ็นสัญญา
  3. คิดต้นทุนจริงเป็นอัตราต่อปี
  4. เรื่องกฎหมายและเอกสารที่ต้องรู้
  5. เมื่อไรควรใช้ และเมื่อไรไม่ควร
  6. เริ่มจากตรงไหน

ส่งของครบ วางบิลแล้ว แต่ลูกค้าจ่ายอีก 60 หรือ 90 วัน ระหว่างนั้นบริษัทยังต้องจ่ายเงินเดือน ค่าวัตถุดิบ และค่าเช่าตามปกติ ยิ่งยอดขายโต เงินที่จมอยู่ในลูกหนี้ก็ยิ่งมาก นี่คือเหตุผลที่ SME หลายรายมีกำไรในงบ แต่เงินสดในบัญชีไม่พอใช้

แฟคเตอริ่ง (Factoring) คือการเปลี่ยนใบแจ้งหนี้ที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระให้เป็นเงินสดก่อน บทความนี้อธิบายว่าแฟคเตอริ่งทำงานอย่างไร รูปแบบที่ต้องเลือก วิธีคิดต้นทุนจริงเป็นอัตราต่อปีเพื่อเทียบกับเงินกู้ เรื่องกฎหมายที่ต้องรู้ก่อนเซ็นสัญญา และกรณีที่ไม่ควรใช้

แฟคเตอริ่งทำงานอย่างไร

ธุรกรรมมีสามฝ่าย คือ ผู้ขาย (บริษัทของคุณ) ผู้ซื้อ (ลูกค้าที่ค้างจ่าย) และผู้ให้บริการแฟคเตอริ่ง ซึ่งอาจเป็นธนาคาร สถาบันการเงินของรัฐ หรือบริษัทที่ทำธุรกิจแฟคเตอริ่งโดยเฉพาะ ขั้นตอนโดยทั่วไปเป็นแบบนี้

  1. คุณส่งสินค้าหรือบริการ แล้วออกใบแจ้งหนี้ให้ลูกค้าตามปกติ
  2. คุณโอนสิทธิเรียกร้องตามใบแจ้งหนี้นั้นให้ผู้ให้บริการ และแจ้งลูกค้าว่าให้จ่ายเงินเข้าบัญชีที่กำหนด
  3. ผู้ให้บริการจ่ายเงินล่วงหน้าให้คุณส่วนหนึ่งของมูลค่าใบแจ้งหนี้ ส่วนที่เหลือกันไว้เป็นเงินสำรอง
  4. เมื่อลูกค้าจ่ายครบ ผู้ให้บริการหักค่าธรรมเนียมและดอกเบี้ย แล้วคืนเงินสำรองส่วนที่เหลือให้คุณ

ข้อต่างสำคัญจากเงินกู้ทั่วไปคือ ผู้ให้บริการดูความน่าเชื่อถือของลูกค้าของคุณเป็นหลัก ไม่ใช่แค่งบการเงินหรือหลักทรัพย์ของคุณ บริษัทที่ยังเล็ก แต่ขายให้ลูกค้าที่มีฐานะมั่นคง จึงอาจได้วงเงินที่เงินกู้ปกติให้ไม่ได้ และวงเงินจะโตตามยอดขายเอง เพราะยิ่งออกใบแจ้งหนี้มาก ก็ยิ่งมีของให้ใช้ขอเงิน

รูปแบบที่ต้องเลือกก่อนเซ็นสัญญา

ชื่อผลิตภัณฑ์ของแต่ละที่ต่างกัน แต่เงื่อนไขที่กำหนดต้นทุนและความเสี่ยงของคุณมีไม่กี่เรื่อง ถามให้ได้คำตอบชัดทุกข้อ

มีสิทธิไล่เบี้ยหรือไม่มี

แบบมีสิทธิไล่เบี้ย (With Recourse) ถ้าลูกค้าไม่จ่าย ผู้ให้บริการเรียกเงินคืนจากคุณได้ ความเสี่ยงที่ลูกค้าเบี้ยวจึงยังอยู่กับคุณ ส่วนแบบไม่มีสิทธิไล่เบี้ย (Without Recourse) ผู้ให้บริการรับความเสี่ยงนั้นไปตามเงื่อนไขในสัญญา ค่าธรรมเนียมจึงมักสูงกว่า และมักจำกัดว่าคุ้มครองเฉพาะกรณีลูกค้าไม่มีความสามารถชำระ ไม่รวมกรณีลูกค้าปฏิเสธจ่ายเพราะสินค้ามีปัญหา อ่านนิยามในสัญญาให้ละเอียด

เรื่องนี้มีผลต่องบการเงินด้วย ถ้าความเสี่ยงยังอยู่กับคุณ ผู้สอบบัญชีอาจให้บันทึกเป็นเงินกู้ที่มีลูกหนี้เป็นประกัน ไม่ใช่การขายลูกหนี้ หนี้สินในงบจะเพิ่มขึ้น คุยกับผู้สอบบัญชีก่อนใช้ โดยเฉพาะถ้ามีสัญญาเงินกู้อื่นที่กำหนดอัตราส่วนหนี้สินไว้

แจ้งลูกค้าหรือไม่แจ้ง

แฟคเตอริ่งแบบมาตรฐานต้องแจ้งลูกค้าให้จ่ายเงินให้ผู้ให้บริการ เจ้าของกิจการบางรายกังวลว่าลูกค้าจะมองว่าบริษัทขาดสภาพคล่อง การคุยกับลูกค้าล่วงหน้าว่าเป็นการบริหารเงินทุนหมุนเวียนตามปกติช่วยลดความเข้าใจผิดได้ ทางเลือกที่ไม่ต้องแจ้งลูกค้ามีบ้าง แต่ผู้ให้บริการรับความเสี่ยงมากขึ้น จึงมักให้เฉพาะบริษัทที่มีประวัติดี

เลือกเป็นใบหรือโอนทั้งหมด

บางสัญญาให้เลือกส่งเฉพาะใบแจ้งหนี้ที่ต้องการ บางสัญญาให้โอนลูกหนี้ทั้งหมดของลูกค้าที่ระบุ แบบเลือกเป็นใบยืดหยุ่นกว่า แต่ค่าธรรมเนียมต่อใบมักสูงกว่า แบบโอนทั้งหมดถูกกว่าต่อใบ แต่คุณจ่ายค่าธรรมเนียมแม้เดือนที่ไม่ได้ขาดเงิน

แฟคเตอริ่งที่ลูกค้าเป็นผู้เริ่ม

ผู้ซื้อรายใหญ่บางรายทำโครงการสินเชื่อห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Finance หรือ Reverse Factoring) ร่วมกับธนาคาร ให้ซัพพลายเออร์ขอรับเงินก่อนได้หลังผู้ซื้อยืนยันใบแจ้งหนี้ ต้นทุนมักต่ำกว่าเพราะอิงความน่าเชื่อถือของผู้ซื้อ ถ้าลูกค้ารายใหญ่ของคุณมีโครงการแบบนี้ ให้ถามฝ่ายจัดซื้อหรือฝ่ายบัญชีเจ้าหนี้ของลูกค้าก่อนไปหาที่อื่น

คิดต้นทุนจริงเป็นอัตราต่อปี

ค่าใช้จ่ายของแฟคเตอริ่งมักมีสองส่วน คือ ค่าธรรมเนียมคิดเป็นร้อยละของมูลค่าใบแจ้งหนี้ และดอกเบี้ยคิดจากเงินที่รับล่วงหน้าตามจำนวนวันจนลูกค้าจ่าย ตัวเลขที่ผู้ให้บริการบอกจึงเทียบกับดอกเบี้ยเงินกู้ตรง ๆ ไม่ได้ ต้องแปลงเป็นอัตราต่อปีก่อน

ต้นทุนรวม = ค่าธรรมเนียม + (เงินที่รับล่วงหน้า × อัตราดอกเบี้ยต่อปี × จำนวนวัน ÷ 365)

ต้นทุนต่อปีที่แท้จริง = ต้นทุนรวม ÷ เงินที่รับล่วงหน้า × 365 ÷ จำนวนวัน

ตัวอย่างสมมติ บริษัทออกใบแจ้งหนี้ 1,000,000 บาท ผู้ให้บริการจ่ายล่วงหน้า 80% คิดค่าธรรมเนียม 0.5% ของใบแจ้งหนี้ และดอกเบี้ย 7% ต่อปีจากเงินที่รับล่วงหน้า ลูกค้าจ่ายใน 60 วัน

รายการ บาท
มูลค่าใบแจ้งหนี้ 1,000,000
เงินที่ได้รับล่วงหน้า (80%) 800,000
ค่าธรรมเนียม (0.5% ของใบแจ้งหนี้) 5,000
ดอกเบี้ย 7% ต่อปี 60 วัน (800,000 × 7% × 60 ÷ 365) 9,205
ต้นทุนรวม 14,205
เงินสำรองที่ได้คืนเมื่อลูกค้าจ่าย (200,000 − 14,205) 185,795

ต้นทุนต่อปีที่แท้จริงคือ 14,205 ÷ 800,000 × 365 ÷ 60 ≈ 10.8% ไม่ใช่ 7% ตามที่เห็นในใบเสนอราคา ส่วนต่างมาจากค่าธรรมเนียมที่คิดก้อนเดียวไม่ว่าจะใช้เงินกี่วัน ยิ่งลูกค้าจ่ายเร็ว ค่าธรรมเนียมยิ่งเฉลี่ยเป็นอัตราต่อปีสูงขึ้น

กราฟแท่งต้นทุนต่อปีที่แท้จริงของแฟคเตอริ่งในตัวอย่างสมมติ ลูกค้าจ่ายใน 30 วัน 14.6% ใน 60 วัน 10.8% ใน 90 วัน 9.5% และใน 120 วัน 8.9% เทียบกับอัตราดอกเบี้ยตามสัญญา 7%
ใบแจ้งหนี้ที่ลูกค้าจ่ายเร็วมีต้นทุนต่อปีสูงสุด เพราะค่าธรรมเนียมก้อนเดียวถูกเฉลี่ยในระยะเวลาสั้น

ตัวเลขนี้ยังไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นที่อาจมี เช่น ค่าธรรมเนียมเปิดวงเงิน ค่าตรวจสอบลูกค้า ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำต่อเดือน และภาษีที่อาจเรียกเก็บเพิ่มจากค่าธรรมเนียม ขอให้ผู้ให้บริการทำตารางค่าใช้จ่ายทั้งหมดของใบแจ้งหนี้ตัวอย่างหนึ่งใบ แล้วคำนวณด้วยสูตรข้างบนก่อนตัดสินใจ

อีกด้านที่ต้องชั่งคือ เงินที่ได้มาเร็วขึ้นสร้างอะไร ถ้าทำให้รับคำสั่งซื้อเพิ่มที่มีกำไรส่วนเกินสูงกว่าต้นทุนนี้ หรือทำให้ได้ส่วนลดจากการจ่ายซัพพลายเออร์เร็ว ต้นทุน 10.8% ต่อปีก็อาจคุ้ม แต่ถ้าใช้เงินนั้นปิดขาดทุนจากการดำเนินงานไปเรื่อย ๆ แฟคเตอริ่งแค่เลื่อนปัญหาออกไป

เรื่องกฎหมายและเอกสารที่ต้องรู้

การโอนสิทธิเรียกร้องต้องทำเป็นหนังสือ

แฟคเตอริ่งในไทยอาศัยการโอนสิทธิเรียกร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 306 กำหนดว่าการโอนหนี้ที่ต้องชำระแก่เจ้าหนี้คนหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจงต้องทำเป็นหนังสือ และจะยกขึ้นต่อสู้ลูกหนี้หรือบุคคลภายนอกได้เมื่อได้บอกกล่าวการโอนไปยังลูกหนี้ หรือลูกหนี้ยินยอม ซึ่งคำบอกกล่าวหรือความยินยอมต้องทำเป็นหนังสือเช่นกัน ในทางปฏิบัติ ผู้ให้บริการจึงมักขอหนังสือรับทราบการโอนที่ลูกค้าลงนาม

อ่านสัญญาซื้อขายกับลูกค้าก่อน

มาตรา 303 ให้สิทธิเรียกร้องโอนกันได้ เว้นแต่สภาพของสิทธิไม่เปิดช่อง หรือคู่สัญญาตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น สัญญาจัดซื้อของบริษัทใหญ่หลายแห่งมีข้อห้ามโอนสิทธิรับเงินโดยไม่ได้รับความยินยอม ถ้าโอนไปโดยไม่ขอ อาจผิดสัญญากับลูกค้ารายสำคัญ ตรวจข้อนี้ก่อนยื่นใบแจ้งหนี้ของลูกค้ารายใดก็ตาม

ใบแจ้งหนี้หนึ่งใบใช้ได้ครั้งเดียว

ปัญหาที่ทำให้ผู้ให้บริการระวังการให้วงเงินแก่ SME รายเล็กคือ การนำใบแจ้งหนี้ใบเดียวกันไปขอเงินจากหลายแห่ง (Double Financing) ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงเปิดใช้ระบบฐานข้อมูลกลางสำหรับดิจิทัลแฟคเตอริ่งในปี 2564 เพื่อเก็บข้อมูลสำคัญของใบแจ้งหนี้และช่วยตรวจสอบการขอสินเชื่อซ้ำซ้อน ผู้ให้บริการที่ใช้ระบบนี้จะเห็นได้ว่าใบแจ้งหนี้ถูกใช้ไปแล้วหรือไม่ จัดระบบออกใบแจ้งหนี้ให้มีเลขที่ไม่ซ้ำ ตรงกับใบส่งของ และตรวจสอบย้อนหลังได้

ทางเลือกที่ใกล้เคียง: ใช้ลูกหนี้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ

ถ้าไม่ต้องการโอนสิทธิเรียกร้องทีละใบ พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 ให้นำสิทธิเรียกร้อง เช่น ลูกหนี้การค้า มาเป็นหลักประกันการกู้ได้โดยไม่ต้องส่งมอบ ผู้รับหลักประกันต้องเป็นสถาบันการเงินหรือบุคคลที่กฎหมายกำหนด ซึ่งรวมถึงนิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจแฟคเตอริ่ง และต้องจดทะเบียนสัญญาที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า วิธีนี้เป็นสินเชื่อหมุนเวียนที่มีลูกหนี้ค้ำ คุณยังเก็บเงินจากลูกค้าเองตามปกติ

เมื่อไรควรใช้ และเมื่อไรไม่ควร

แฟคเตอริ่งเหมาะเมื่อ

  • ขายให้ลูกค้าธุรกิจที่มีฐานะมั่นคง แต่ให้เครดิตเทอมยาว 60–120 วัน
  • ยอดขายกำลังโต และเงินทุนหมุนเวียนตามไม่ทัน
  • ยอดขายขึ้นลงตามฤดูกาล ต้องการเงินเป็นช่วง ไม่ใช่วงเงินก้อนตายตัว
  • ยังไม่มีหลักทรัพย์หรือประวัติพอขอวงเงินเบิกเกินบัญชี (O/D) จากธนาคาร

ควรระวังหรือหาทางอื่นเมื่อ

  • ลูกค้าเป็นรายย่อยหรือบุคคลธรรมดาจำนวนมาก ใบแจ้งหนี้มูลค่าน้อย ค่าธรรมเนียมต่อใบจะกินกำไร
  • มีข้อโต้แย้งเรื่องคุณภาพหรือการส่งมอบบ่อย ลูกค้าหักเงินหรือปฏิเสธจ่าย สัญญาแฟคเตอริ่งมักให้คุณรับผิดชอบส่วนนั้นเอง
  • กำไรขั้นต้นต่ำกว่าต้นทุนต่อปีที่คำนวณได้มาก
  • มีวงเงิน O/D หรือเงินกู้หมุนเวียนที่ต้นทุนต่ำกว่าอยู่แล้วแต่ยังใช้ไม่เต็ม
  • สัญญากับลูกค้ารายใหญ่ห้ามโอนสิทธิรับเงิน

และก่อนหาเงินจากภายนอก ลองดูต้นเหตุด้วย การวางบิลให้เร็วขึ้น การตามเก็บเงินตามกำหนด และการเจรจาเครดิตเทอมใหม่กับลูกค้าที่เพิ่งเริ่มซื้อ ช่วยลดเงินที่จมในลูกหนี้ได้โดยไม่มีต้นทุนดอกเบี้ย

เริ่มจากตรงไหน

  1. ทำรายงานอายุลูกหนี้ แยกตามลูกค้า ดูว่ายอดค้างกระจุกอยู่ที่ลูกค้ารายใด และแต่ละรายจ่ายจริงกี่วันโดยเฉลี่ย
  2. เลือกลูกค้าที่เหมาะ คือรายที่ฐานะมั่นคง จ่ายตรงเวลา และสัญญาไม่ห้ามโอนสิทธิ
  3. ถามลูกค้ารายใหญ่ ว่ามีโครงการ Supply Chain Finance กับธนาคารใดหรือไม่
  4. ขอใบเสนอราคาอย่างน้อยสองถึงสามแห่ง พร้อมตารางค่าใช้จ่ายทั้งหมดของใบแจ้งหนี้ตัวอย่างหนึ่งใบ แล้วแปลงเป็นต้นทุนต่อปีด้วยสูตรเดียวกัน
  5. อ่านเงื่อนไขสำคัญในสัญญา สิทธิไล่เบี้ย สัดส่วนเงินล่วงหน้า ค่าธรรมเนียมขั้นต่ำ และการบอกเลิกสัญญา
  6. คุยกับผู้สอบบัญชี เรื่องการบันทึกบัญชีและผลต่อสัญญาเงินกู้อื่นที่มีอยู่

แฟคเตอริ่งไม่ได้ทำให้ธุรกิจมีกำไรมากขึ้น แต่ช่วยให้เงินที่ได้มาแล้วกลับมาทำงานเร็วขึ้น ถ้ารู้ต้นทุนต่อปีที่แท้จริง และใช้กับใบแจ้งหนี้ที่เหมาะ ก็เป็นเครื่องมือเงินทุนหมุนเวียนที่ใช้ได้ดีสำหรับ SME ที่กำลังโต

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี