ผังบัญชีที่ใช้ตัดสินใจได้: ออกแบบ Chart of Accounts ของ SME

ออกแบบผังบัญชีให้ปิดงบตามรายการย่อของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ และยังบอกได้ว่าสินค้าไหนกำไรจริง โครงเลขรหัส การแยกบัญชีกับมิติ บัญชีที่ช่วยงานภาษี และวิธีย้ายไปใช้ผังใหม่

ตัวเลข 12% ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างภาพลายเส้นเอกสารบัญชีที่มีตาราง และเครื่องหมายถูกในวงกลมสีดำที่มุมล่าง
ในบทความนี้
  1. กฎหมายกำหนดอะไร และปล่อยให้คุณออกแบบอะไรเอง
  2. วางโครงเลขรหัสให้รวมขึ้นเป็นงบได้
  3. แยกรายได้และต้นทุนตามสิ่งที่ต้องตัดสินใจ
  4. บัญชีกับมิติ: อย่าเปิดบัญชีให้ทุกลูกค้า
  5. บัญชีที่ช่วยงานภาษีตอนสิ้นปี
  6. ย้ายไปใช้ผังใหม่โดยไม่เสียตัวเลขเปรียบเทียบ
  7. เริ่มจากตรงไหน

เจ้าของกิจการหลายคนได้งบการเงินจากสำนักงานบัญชีทุกเดือน แต่ตอบคำถามง่าย ๆ ไม่ได้ เช่น ขายออนไลน์กำไรหรือขาดทุน ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นเพราะลูกค้ากลุ่มไหน หรือทำไมค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดถึงสูงเท่าเงินเดือนพนักงานสองคน ต้นเหตุมักไม่ใช่ตัวเลขผิด แต่เป็นผังบัญชี (Chart of Accounts) ที่ออกแบบมาเพื่อปิดงบส่งราชการอย่างเดียว ไม่ได้ออกแบบมาให้เจ้าของใช้ตัดสินใจ

บทความนี้อธิบายว่ากฎหมายบังคับเรื่องผังบัญชีแค่ไหน วิธีวางโครงเลขรหัสให้รวมขึ้นเป็นรายการในงบการเงินได้ตรง การแยกรายได้และต้นทุนตามสิ่งที่ต้องตัดสินใจ เมื่อไรควรเปิดบัญชีใหม่และเมื่อไรควรใช้มิติแทน บัญชีที่ช่วยงานภาษี และวิธีย้ายไปใช้ผังใหม่โดยไม่ทำให้ตัวเลขเปรียบเทียบเสีย

กฎหมายกำหนดอะไร และปล่อยให้คุณออกแบบอะไรเอง

พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 มาตรา 7 ให้อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีอำนาจประกาศกำหนดชนิดของบัญชีที่ต้องจัดทำ ข้อความและรายการที่ต้องมีในบัญชี ระยะเวลาลงรายการ และเอกสารประกอบการลงบัญชี และมาตรา 14 ให้เก็บบัญชีและเอกสารประกอบการลงบัญชีไว้ไม่น้อยกว่าห้าปีนับแต่วันปิดบัญชี

ส่วนหน้าตาของงบการเงินที่ส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เป็นไปตามประกาศกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เรื่อง กำหนดรายการย่อที่ต้องมีในงบการเงิน พ.ศ. 2566 ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2566 ซึ่งยกเลิกประกาศฉบับปี 2554 และฉบับแก้ไขที่ตามมา คำชี้แจงของกรมระบุว่าบริษัทจำกัดใช้รายการย่อตามแบบ 2 ซึ่งอ้างอิงมาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) งบกำไรขาดทุนเลือกจำแนกค่าใช้จ่ายได้ทั้งตามธรรมชาติของค่าใช้จ่ายหรือตามหน้าที่ แบบตามหน้าที่มีรายการต้นทุนขายหรือต้นทุนการให้บริการ ค่าใช้จ่ายในการขาย ค่าใช้จ่ายในการบริหาร และค่าใช้จ่ายอื่น และถ้ากิจการไม่มีรายการใด ก็ไม่ต้องแสดงรายการนั้น

สิ่งที่กฎหมายไม่ได้กำหนด คือเลขรหัสบัญชีและจำนวนบัญชีย่อย คุณจึงออกแบบผังบัญชีให้ละเอียดกว่างบที่ส่งราชการได้เสมอ ขอเพียงให้ทุกบัญชีรวมขึ้นไปเป็นรายการย่อในงบได้ตรงบรรทัดเดียว

วางโครงเลขรหัสให้รวมขึ้นเป็นงบได้

โครงที่สำนักงานบัญชีและโปรแกรมบัญชีในไทยนิยมใช้ คือขึ้นต้นรหัสตามหมวดใหญ่ แล้วไล่ระดับลงไป ตารางนี้เป็นตัวอย่างโครงหนึ่ง ไม่ใช่ข้อบังคับ ถ้าโปรแกรมที่ใช้อยู่มีผังตั้งต้นมาแล้ว ให้ปรับจากผังนั้นแทนการเริ่มใหม่

ตัวอย่างโครงรหัสบัญชีสี่หลักของบริษัทจำกัด
หลักแรกหมวดตัวอย่างบัญชีรวมขึ้นไปที่รายการในงบ
1สินทรัพย์1110 เงินฝากธนาคาร, 1210 ลูกหนี้การค้าเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด, ลูกหนี้การค้า
2หนี้สิน2110 เจ้าหนี้การค้า, 2310 ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่งเจ้าหนี้การค้า, หนี้สินหมุนเวียนอื่น
3ส่วนของผู้ถือหุ้น3100 ทุนที่ออกและชำระแล้ว, 3300 กำไรสะสมทุนที่ออกและชำระแล้ว, กำไร (ขาดทุน) สะสม
4รายได้4110 ขายส่ง, 4120 ขายหน้าร้าน, 4130 ขายออนไลน์รายได้จากการขาย
5ต้นทุนขาย5110 ต้นทุนขายส่ง, 5120 ต้นทุนหน้าร้าน, 5130 ต้นทุนออนไลน์ต้นทุนขาย
6ค่าใช้จ่ายในการขาย6110 ค่าขนส่งให้ลูกค้า, 6120 ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มค่าใช้จ่ายในการขาย
7ค่าใช้จ่ายในการบริหาร7110 เงินเดือนฝ่ายบริหาร, 7210 ค่าสอบบัญชีค่าใช้จ่ายในการบริหาร
8รายการอื่น8100 ดอกเบี้ยจ่าย, 8200 ภาษีเงินได้ต้นทุนทางการเงิน, ภาษีเงินได้

หลักที่ใช้ได้กับทุกโครง

  • เว้นช่องเลขไว้ ใช้ 4110, 4120, 4130 แทน 4101, 4102, 4103 วันที่เพิ่มช่องทางขายใหม่จะได้แทรกได้โดยไม่ต้องเลื่อนรหัสเดิม
  • หนึ่งบัญชีรวมขึ้นได้รายการเดียว ถ้าบัญชีไหนต้องแบ่งไปสองบรรทัดในงบ แปลว่าบัญชีนั้นหยาบเกินไป ให้แยก
  • ตั้งชื่อบัญชีให้คนอื่นอ่านแล้วรู้ว่าใส่อะไร และเขียนคำอธิบายสั้น ๆ กำกับบัญชีที่มักใส่ผิด เช่น ค่าขนส่งขาเข้าเป็นต้นทุนสินค้า ค่าขนส่งไปหาลูกค้าเป็นค่าใช้จ่ายในการขาย
  • จำกัดบัญชีเบ็ดเตล็ด ถ้ายอดในบัญชีค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดโตจนมีนัยสำคัญ ให้เปิดดูว่าเป็นอะไร แล้วเปิดบัญชีให้รายการที่เกิดประจำ

แยกรายได้และต้นทุนตามสิ่งที่ต้องตัดสินใจ

ผังบัญชีที่ใช้ตัดสินใจได้ เริ่มจากคำถามที่เจ้าของต้องตอบบ่อยที่สุด ถ้าคำถามคือ "ช่องทางขายไหนกำไร" รายได้และต้นทุนขายต้องแยกตามช่องทางคู่กันเสมอ ถ้าแยกแค่รายได้แต่ต้นทุนรวมก้อนเดียว ก็คำนวณกำไรขั้นต้นแยกไม่ได้อยู่ดี

ตัวอย่างสมมติ บริษัทจำหน่ายสินค้าแห่งหนึ่งมียอดขายปีละ 12,000,000 บาท ผังบัญชีเดิมมีรายได้จากการขายบัญชีเดียวและต้นทุนขายบัญชีเดียว งบบอกได้แค่ว่ากำไรขั้นต้นรวม 3,810,000 บาท หรือราว 32% ของยอดขาย หลังแยกรายได้และต้นทุนขายตามช่องทาง ตัวเลขชุดเดียวกันให้ภาพอีกแบบ

กำไรขั้นต้นแยกตามช่องทางขาย (บาท ตัวอย่างสมมติ)
ช่องทางยอดขายกำไรขั้นต้นอัตรากำไรขั้นต้น
ขายส่ง6,000,0002,520,00042%
หน้าร้าน3,000,000930,00031%
ออนไลน์3,000,000360,00012%
รวม12,000,0003,810,00031.75%
กราฟแท่งอัตรากำไรขั้นต้น ทั้งบริษัท 32% ขายส่ง 42% หน้าร้าน 31% และออนไลน์ 12% ซึ่งเป็นแท่งสีดำเพราะต่ำกว่า 20%
อัตรากำไรขั้นต้นรวมราว 32% ซ่อนช่องทางออนไลน์ที่ได้เพียง 12% ไว้ข้างใน

ช่องทางออนไลน์ทำยอดขายหนึ่งในสี่ของบริษัท แต่ได้กำไรขั้นต้นไม่ถึงหนึ่งในสิบของทั้งหมด และยังไม่ได้หักค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มกับค่าขนส่งซึ่งอยู่ในค่าใช้จ่ายในการขาย ถ้าบัญชีค่าใช้จ่ายในการขายแยกตามช่องทางด้วย เจ้าของจะเห็นกำไรส่วนเกิน (Contribution Margin) ของแต่ละช่องทางได้ทันที

ค่าใช้จ่ายควรจำแนกตามหน้าที่ในระดับหมวด (ต้นทุนขาย ขาย บริหาร) ให้ตรงกับรายการย่อของงบ และจำแนกตามธรรมชาติในระดับบัญชีย่อย (เงินเดือน ค่าเช่า ค่าขนส่ง) เพื่อให้เห็นว่าเงินไปไหน วิธีนี้ทำให้ทำงบได้ทั้งสองแบบที่ประกาศอนุญาต และยังใช้วิเคราะห์ภายในได้

บัญชีกับมิติ: อย่าเปิดบัญชีให้ทุกลูกค้า

ความผิดพลาดที่เจอบ่อยในทางกลับกัน คือเปิดบัญชีย่อยให้ทุกลูกค้า ทุกโครงการ หรือทุกสาขา จนผังบัญชีมีหลายร้อยบัญชีที่หน้าตาเหมือนกัน คนบันทึกเลือกผิดได้ง่าย และทุกครั้งที่มีลูกค้าใหม่ต้องแก้ผัง

แยกให้ออกว่าข้อมูลไหนเป็น "อะไร" และข้อมูลไหนเป็น "ของใคร"

  • บัญชี ตอบว่าเป็นรายการประเภทไหน เช่น รายได้ขายออนไลน์ ค่าขนส่งให้ลูกค้า ควรมีจำนวนจำกัดและเปลี่ยนไม่บ่อย
  • บัญชีย่อยหรือทะเบียนคุมยอด (Subsidiary Ledger) ตอบว่าเป็นหนี้ของใคร เช่น ทะเบียนลูกหนี้รายตัว ทะเบียนเจ้าหนี้รายตัว ทะเบียนทรัพย์สิน ยอดรวมต้องเท่ากับบัญชีคุมในผังบัญชี
  • มิติ (Dimension) หรือศูนย์ต้นทุน (Cost Center) ตอบว่าเกิดที่ไหนหรือเพื่อโครงการไหน เช่น สาขา แผนก โครงการ โปรแกรมบัญชีส่วนใหญ่ให้ติดป้ายนี้กับรายการได้โดยไม่ต้องเปิดบัญชีใหม่

กฎง่าย ๆ คือ ถ้าข้อมูลนั้นจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ตามธุรกิจ (ลูกค้า โครงการ) ใช้ทะเบียนหรือมิติ ถ้าเป็นการจัดกลุ่มที่ค่อนข้างคงที่และต้องรวมขึ้นงบ (ช่องทางขายหลัก ประเภทค่าใช้จ่าย) ใช้บัญชี

บัญชีที่ช่วยงานภาษีตอนสิ้นปี

การเปิดบัญชีให้ตรงกับเรื่องภาษีตั้งแต่ต้น ช่วยลดงานไล่หารายการตอนยื่น ภ.ง.ด.50 ได้มาก ตัวอย่างที่ควรมี

  • ภาษีซื้อ ภาษีขาย และภาษีซื้อที่ยังไม่ถึงกำหนด แยกจากกัน สำหรับกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้กระทบยอดกับ ภ.พ.30 ได้ทุกเดือน
  • ภาษีหัก ณ ที่จ่ายค้างนำส่ง แยกตามแบบที่ยื่น เช่น ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.3 ภ.ง.ด.53 และภาษีถูกหัก ณ ที่จ่ายที่รอเครดิตเป็นอีกบัญชีหนึ่ง
  • รายจ่ายที่หักเป็นรายจ่ายทางภาษีไม่ได้ ประมวลรัษฎากรมาตรา 65 ตรี กำหนดรายจ่ายที่ห้ามนำมาหักในการคำนวณกำไรสุทธิ เช่น รายจ่ายส่วนตัว และเบี้ยปรับหรือเงินเพิ่มภาษีอากร ถ้าบันทึกรายการเหล่านี้ในบัญชีแยกไว้ตั้งแต่ต้น ตอนปรับกำไรทางบัญชีเป็นกำไรทางภาษีจะหยิบยอดได้ทันที
  • ค่ารับรองและค่าบริจาค แยกบัญชี เพราะทางภาษีมีเพดานการหักของตัวเอง

ย้ายไปใช้ผังใหม่โดยไม่เสียตัวเลขเปรียบเทียบ

  1. เปลี่ยนตอนต้นรอบบัญชี ถ้าทำได้ เพื่อให้ทั้งปีใช้ผังเดียวกัน และปิดงบสิ้นปีไม่ต้องรวมสองผัง
  2. ทำตารางจับคู่ผังเก่ากับผังใหม่ ทุกบัญชีเก่าต้องมีปลายทาง ถ้าบัญชีเก่าหนึ่งบัญชีแตกเป็นหลายบัญชีใหม่ ให้เขียนเกณฑ์การแบ่งไว้
  3. ยกยอดคงเหลือ ของบัญชีงบฐานะการเงินตามตารางจับคู่ แล้วตรวจว่าผลรวมของสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้นเท่าเดิม
  4. จัดตัวเลขปีก่อนใหม่ตามผังใหม่ อย่างน้อยในรายงานผู้บริหาร เพื่อให้เทียบปีต่อปีได้ ถ้าตัวเลขปีก่อนแยกไม่ได้ ให้บอกไว้ในรายงานว่าเริ่มเทียบได้ตั้งแต่เมื่อไร
  5. คุยกับสำนักงานบัญชีหรือผู้สอบบัญชีก่อนเปลี่ยน เพราะเป็นคนที่ใช้ผังทุกวัน และต้องจับคู่บัญชีเข้ากับรายการย่อในงบที่ส่งราชการ

เริ่มจากตรงไหน

  1. เขียนคำถามที่อยากให้งบรายเดือนตอบ 3–5 ข้อ เช่น กำไรขั้นต้นตามช่องทาง ค่าขนส่งต่อยอดขาย
  2. ขอผังบัญชีปัจจุบันจากสำนักงานบัญชี แล้วดูว่าคำถามข้อไหนตอบไม่ได้เพราะบัญชีรวมกันอยู่
  3. ดูยอดบัญชีเบ็ดเตล็ดและบัญชี "อื่น ๆ" ย้อนหลัง 12 เดือน แล้วเปิดบัญชีให้รายการที่เกิดประจำ
  4. ตัดสินว่าข้อมูลไหนควรเป็นบัญชี ข้อมูลไหนควรเป็นมิติหรือทะเบียน
  5. เพิ่มบัญชีที่ช่วยงานภาษี โดยเฉพาะรายจ่ายที่หักทางภาษีไม่ได้
  6. ทำตารางจับคู่ แล้วเริ่มใช้ผังใหม่ตอนต้นรอบบัญชีถัดไป

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี