จุดคุ้มทุนของธุรกิจใหม่: ต้องขายวันละเท่าไรถึงไม่ขาดทุน และเผื่อความเสี่ยงไว้แค่ไหน

แยกต้นทุนคงที่กับผันแปร คำนวณจุดคุ้มทุนแบบจำนวนชิ้นและยอดขาย ส่วนเผื่อความปลอดภัย และผลของช่องทางขายที่กำไรต่อชิ้นต่างกัน ผ่านตัวอย่างร้านกาแฟหนึ่งร้าน

ตัวเลข 2,500 ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างตาชั่งที่ฝั่งรายได้ (REV) หนักกว่าฝั่งต้นทุน (COST) เล็กน้อย แทนจุดที่รายได้เริ่มแซงต้นทุน
ในบทความนี้
  1. แยกต้นทุนเป็นสองกอง
  2. สูตรจุดคุ้มทุน
  3. ส่วนเผื่อความปลอดภัยและยอดขายตามเป้ากำไร
  4. ช่องทางขายที่กำไรต่อชิ้นไม่เท่ากัน
  5. สามทางที่ทำให้คุ้มทุนเร็วขึ้น
  6. ข้อจำกัดของการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน
  7. เริ่มคำนวณของกิจการคุณ

ก่อนเปิดร้านหรือเริ่มธุรกิจใหม่ เจ้าของกิจการส่วนใหญ่ประมาณยอดขายไว้ในใจ แต่น้อยคนที่ตอบได้ว่าต้องขายวันละกี่ชิ้นถึงจะไม่ขาดทุน ตัวเลขนี้คือจุดคุ้มทุน (Break-even Point) คำนวณได้ในไม่กี่นาที และบอกได้ตั้งแต่ก่อนลงเงินว่าแผนธุรกิจเป็นไปได้หรือไม่

บทความนี้อธิบายวิธีแยกต้นทุนคงที่กับต้นทุนผันแปร สูตรจุดคุ้มทุนทั้งแบบจำนวนชิ้นและแบบยอดขาย ส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) ยอดขายที่ต้องทำเพื่อให้ได้กำไรตามเป้า และผลของช่องทางขายที่กำไรต่อชิ้นไม่เท่ากัน พร้อมตัวอย่างร้านกาแฟหนึ่งร้านตลอดทั้งเรื่อง

แยกต้นทุนเป็นสองกอง

สำนักงานบริหารธุรกิจขนาดย่อมของสหรัฐฯ (SBA) อธิบายจุดคุ้มทุนว่าเป็นจุดที่ต้นทุนรวมเท่ากับรายได้รวม กิจการไม่ได้กำไรและไม่ขาดทุน การคำนวณเริ่มจากแยกต้นทุนเป็นสองกอง

  • ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ต้นทุนที่จ่ายเท่าเดิมในแต่ละช่วงเวลา ไม่ว่าจะขายได้มากหรือน้อย เช่น ค่าเช่า เงินเดือน ค่าประกันภัย ดอกเบี้ย และค่าเสื่อมราคา
  • ต้นทุนผันแปร (Variable Cost) ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนที่ขาย คิดเป็นต่อหนึ่งชิ้น เช่น วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ ค่าธรรมเนียมรับชำระเงิน และค่าคอมมิชชันการขาย

รายการที่มักลืมใส่ในต้นทุนคงที่คือค่าตอบแทนของเจ้าของเอง ถ้าเจ้าของทำงานในร้านเต็มเวลาแต่ไม่นับค่าแรงตัวเอง ร้านอาจดูเหมือนคุ้มทุน ทั้งที่จริงเจ้าของทำงานฟรี อีกรายการคือค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์ที่ซื้อตอนเปิดร้าน ซึ่งเป็นต้นทุนจริงแม้ไม่ได้จ่ายเงินทุกเดือน SBA ยังแนะนำให้บวกเพิ่มราว 10% สำหรับค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดที่คาดไม่ถึง

สูตรจุดคุ้มทุน

กำไรส่วนเกินต่อชิ้น (Contribution Margin) = ราคาขาย − ต้นทุนผันแปรต่อชิ้น

จุดคุ้มทุน (ชิ้น) = ต้นทุนคงที่ ÷ กำไรส่วนเกินต่อชิ้น

จุดคุ้มทุน (บาท) = ต้นทุนคงที่ ÷ อัตรากำไรส่วนเกิน

อัตรากำไรส่วนเกินคือกำไรส่วนเกินต่อชิ้นหารด้วยราคาขาย สูตรแบบบาทเหมาะกับกิจการที่ขายสินค้าหลายอย่าง ซึ่งนับเป็นชิ้นเดียวกันไม่ได้

ตัวอย่างร้านกาแฟ

ตัวอย่างสมมติ ร้านกาแฟเปิดใหม่ขายเฉลี่ยแก้วละ 70 บาท ต้นทุนผันแปรรวมเมล็ดกาแฟ นม แก้ว และค่าธรรมเนียมรับชำระเงิน แก้วละ 28 บาท กำไรส่วนเกินจึงเท่ากับแก้วละ 42 บาท หรือ 60% ของราคาขาย

ต้นทุนคงที่ต่อเดือน บาท
ค่าเช่าพื้นที่ 35,000
เงินเดือนพนักงาน 2 คน รวมเงินสมทบประกันสังคม 30,000
ค่าน้ำ ค่าไฟ 8,000
ค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ 300,000 บาท ใช้งาน 5 ปี 5,000
ดอกเบี้ยเงินกู้ 2,000
ระบบขายหน้าร้าน อินเทอร์เน็ต และค่าทำบัญชี 4,000
รวมก่อนนับค่าตอบแทนเจ้าของ 84,000
ค่าตอบแทนเจ้าของ 21,000
รวมต้นทุนคงที่ 105,000
  • ถ้าไม่นับค่าตอบแทนเจ้าของ จุดคุ้มทุนคือ 84,000 ÷ 42 = 2,000 แก้วต่อเดือน หรือราว 67 แก้วต่อวัน ถ้าเปิด 30 วัน
  • เมื่อนับค่าตอบแทนเจ้าของ จุดคุ้มทุนคือ 105,000 ÷ 42 = 2,500 แก้วต่อเดือน หรือราว 84 แก้วต่อวัน คิดเป็นยอดขาย 105,000 ÷ 60% = 175,000 บาทต่อเดือน
กราฟเส้นรายได้และต้นทุนรวมของร้านกาแฟตามจำนวนแก้วต่อเดือน เส้นรายได้ตัดเส้นต้นทุนรวมที่ 2,500 แก้ว ยอดขาย 175,000 บาท ที่ยอดขายคาดการณ์ 3,000 แก้ว รายได้ 210,000 บาท ต้นทุนรวม 189,000 บาท ที่ 4,000 แก้ว รายได้ 280,000 บาท ต้นทุนรวม 217,000 บาท
ต่ำกว่า 2,500 แก้ว ทุกแก้วยังช่วยจ่ายต้นทุนคงที่ เกินจากนั้นทุกแก้วสร้างกำไรแก้วละ 42 บาท

ส่วนเผื่อความปลอดภัยและยอดขายตามเป้ากำไร

จุดคุ้มทุนบอกว่าต้องขายเท่าไรถึงไม่ขาดทุน แต่ไม่ได้บอกว่าแผนเสี่ยงแค่ไหน ตัวเลขที่ตอบคำถามนี้คือส่วนเผื่อความปลอดภัย (Margin of Safety) คือยอดขายที่คาดไว้ลดลงได้มากแค่ไหนก่อนจะขาดทุน

ส่วนเผื่อความปลอดภัย (%) = (ยอดขายที่คาดไว้ − ยอดขาย ณ จุดคุ้มทุน) ÷ ยอดขายที่คาดไว้

ยอดขายเพื่อกำไรตามเป้า (ชิ้น) = (ต้นทุนคงที่ + กำไรที่ต้องการ) ÷ กำไรส่วนเกินต่อชิ้น

ถ้าร้านคาดว่าจะขายได้วันละ 100 แก้ว หรือ 3,000 แก้วต่อเดือน ส่วนเผื่อความปลอดภัยคือ (3,000 − 2,500) ÷ 3,000 = 16.7% ยอดขายต่ำกว่าคาดเกินหนึ่งในหกเมื่อไร ร้านจะขาดทุน และถ้าเจ้าของต้องการกำไรเดือนละ 42,000 บาทนอกจากค่าตอบแทนตัวเอง ต้องขาย (105,000 + 42,000) ÷ 42 = 3,500 แก้วต่อเดือน หรือราว 117 แก้วต่อวัน

ไม่มีตัวเลขส่วนเผื่อที่ถูกต้องสำหรับทุกธุรกิจ แต่ถ้าส่วนเผื่อต่ำ และยอดขายที่คาดไว้ยังเป็นการเดา ควรทบทวนแผนก่อนลงเงิน

ช่องทางขายที่กำไรต่อชิ้นไม่เท่ากัน

ถ้ากิจการขายหลายช่องทางหรือหลายสินค้า ต้องใช้กำไรส่วนเกินเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามสัดส่วนการขาย และสูตรนี้ใช้ได้ก็ต่อเมื่อสัดส่วนการขายคงที่

ตัวอย่างสมมติต่อจากเดิม ร้านเปิดขายผ่านแอปส่งอาหาร สมมติว่าแพลตฟอร์มหักค่าคอมมิชชันแก้วละ 21 บาท และร้านขายราคาเดียวกับหน้าร้าน กำไรส่วนเกินของแก้วที่ขายผ่านแอปจึงเหลือแก้วละ 21 บาท

ช่องทาง สัดส่วน กำไรส่วนเกินต่อแก้ว (บาท)
หน้าร้าน 60% 42
แอปส่งอาหาร 40% 21
เฉลี่ยถ่วงน้ำหนัก 100% 33.60

จุดคุ้มทุนเพิ่มจาก 2,500 เป็น 105,000 ÷ 33.60 = 3,125 แก้วต่อเดือน สูงกว่ายอดที่คาดไว้ 3,000 แก้ว ถ้ายอดรวมเท่าเดิม ร้านจะขาดทุนเดือนละ 4,200 บาท ทั้งที่ขายได้เท่าเดิม ช่องทางที่เพิ่มยอดขายได้จึงอาจทำให้กำไรลดลง ถ้ายอดที่เพิ่มขึ้นไม่มากพอชดเชยกำไรต่อแก้วที่หายไป

สามทางที่ทำให้คุ้มทุนเร็วขึ้น

จุดคุ้มทุนขยับได้จากสามตัวแปร ลองเทียบผลของการปรับแต่ละตัวจากกรณีหน้าร้านอย่างเดียว

การเปลี่ยนแปลง กำไรส่วนเกินต่อแก้ว ต้นทุนคงที่ จุดคุ้มทุน (แก้ว/เดือน)
กรณีฐาน 42 105,000 2,500
ขึ้นราคา 5 บาท เป็น 75 บาท 47 105,000 2,235
ลดต้นทุนผันแปร 3 บาท เหลือ 25 บาท 45 105,000 2,334
ลดค่าเช่า 10,000 บาท 42 95,000 2,262

ในตัวอย่างนี้ การขึ้นราคา 5 บาทลดจุดคุ้มทุนได้มากที่สุด แต่ต้องดูด้วยว่าลูกค้าจะหายไปเท่าไร ส่วนต้นทุนคงที่ควรต่อรองตั้งแต่ก่อนเซ็นสัญญา เพราะค่าเช่าที่ตกลงแล้วมักผูกพันหลายปี

ข้อจำกัดของการวิเคราะห์จุดคุ้มทุน

การวิเคราะห์ต้นทุน ปริมาณ และกำไร (Cost-Volume-Profit Analysis) ตั้งอยู่บนสมมติฐานหลายข้อ ACCA สรุปไว้ว่าสมมติให้สัดส่วนการขายคงที่ ต้นทุนและรายได้เปลี่ยนเป็นเส้นตรง แยกต้นทุนคงที่กับผันแปรได้ชัด และต้นทุนคงที่ไม่เปลี่ยนในช่วงยอดขายที่พิจารณา ในชีวิตจริง

  • ถ้ายอดขายโตเกินกำลังพนักงานสองคน ต้องจ้างเพิ่ม ต้นทุนคงที่จะกระโดดเป็นขั้น และจุดคุ้มทุนก็เปลี่ยนตาม
  • ราคาเฉลี่ยต่อแก้วเปลี่ยนตามเมนูที่ลูกค้าสั่ง และโปรโมชันที่ให้
  • จุดคุ้มทุนทางบัญชีไม่เท่ากับจุดคุ้มทุนเงินสด ค่าเสื่อมราคาไม่ใช่เงินสดจ่าย แต่เงินต้นของเงินกู้เป็นเงินสดที่จ่ายออกจริง แม้ไม่อยู่ในงบกำไรขาดทุน

ใช้จุดคุ้มทุนเป็นเครื่องมือเช็กว่าแผนเป็นไปได้หรือไม่ แล้วติดตามกระแสเงินสดจริงคู่กันไป

เริ่มคำนวณของกิจการคุณ

  1. ไล่ค่าใช้จ่ายทุกรายการในสามเดือนล่าสุด หรือประมาณการถ้ายังไม่เปิด แล้วแยกเป็นคงที่หรือผันแปร
  2. ใส่ค่าตอบแทนของเจ้าของ ค่าเสื่อมราคา และส่วนเผื่อราว 10% ไว้ในต้นทุนคงที่
  3. คำนวณกำไรส่วนเกินต่อชิ้นของสินค้าหลัก หรืออัตรากำไรส่วนเกินเฉลี่ยถ้าขายหลายอย่าง แยกตามช่องทางขาย
  4. หาจุดคุ้มทุน แปลงเป็นยอดต่อวัน แล้วถามตัวเองว่าเป็นไปได้หรือไม่ เมื่อเทียบกับจำนวนลูกค้าที่เข้าร้านหรือกำลังการผลิต
  5. คำนวณส่วนเผื่อความปลอดภัย และลองเปลี่ยนราคา ต้นทุน และสัดส่วนช่องทาง ดูว่าตัวไหนทำให้แผนพังได้เร็วที่สุด

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี