งบประมาณประจำปีกับ Rolling Forecast: ใช้อะไรตั้งเป้า ใช้อะไรตัดสินใจ

งบประมาณประจำปีเหมาะกับการตั้งเป้าและอนุมัติค่าใช้จ่าย ส่วน Rolling Forecast มองไปข้างหน้า 12 เดือนเสมอ อธิบายความต่าง วิธีทำจากตัวขับเคลื่อนไม่กี่ตัว และตัวอย่างบริษัทที่ยอดขายไตรมาสแรกต่ำกว่าแผน

ตัวเลข 12 ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างวงจรสี่จุด Q1 Q2 Q3 Q4 แทนการพยากรณ์ที่ต่อไตรมาสใหม่เข้ามาทุกครั้งที่ไตรมาสเก่าผ่านไป
ในบทความนี้
  1. งบประมาณกับการพยากรณ์ตอบคนละคำถาม
  2. จุดอ่อนของงบประมาณประจำปีที่ใช้อย่างเดียว
  3. ตัวอย่าง: ยอดขายไตรมาสแรกต่ำกว่าแผน
  4. ทำ Rolling Forecast จากตัวขับเคลื่อนไม่กี่ตัว
  5. แยกเป้าออกจากพยากรณ์
  6. SME ควรเริ่มอย่างไร

หลายบริษัทใช้เวลาเกือบเดือนทำงบประมาณประจำปี (Annual Budget) ช่วงปลายปี แต่พอผ่านไปแค่ไตรมาสเดียว ตัวเลขในงบก็ไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ลูกค้ารายใหญ่เลื่อนสั่งซื้อ ต้นทุนวัตถุดิบขึ้น หรือคู่แข่งลดราคา ผู้บริหารเลยต้องตัดสินใจเรื่องจ้างคนหรือลงทุนจากตัวเลขที่รู้อยู่แล้วว่าไม่จริง

ทางออกที่นิยมคือ Rolling Forecast หรือการพยากรณ์แบบต่อเนื่อง ที่มองไปข้างหน้า 12 เดือนเสมอ บทความนี้อธิบายว่างบประมาณกับการพยากรณ์ทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร ทำไมไม่ควรทิ้งงบประมาณไปเลย วิธีทำ Rolling Forecast จากตัวขับเคลื่อนไม่กี่ตัว และตัวอย่างบริษัทหนึ่งที่ยอดขายไตรมาสแรกต่ำกว่าแผน

งบประมาณกับการพยากรณ์ตอบคนละคำถาม

งบประมาณตอบคำถามว่า "ปีนี้เราตั้งใจจะทำได้เท่าไร และอนุมัติให้ใช้เงินเท่าไร" ส่วนการพยากรณ์ตอบว่า "จากข้อมูลที่รู้ตอนนี้ น่าจะเกิดอะไรขึ้น" เมื่อใช้ตัวเลขชุดเดียวทำทั้งสองหน้าที่ ปัญหาจะตามมา ผู้จัดการที่รู้ว่าตัวเลขจะกลายเป็นเป้าของตัวเองมักตั้งตัวเลขให้ต่ำไว้ก่อน ส่วนตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจก็ไม่ได้ปรับตามสถานการณ์

เรื่อง งบประมาณประจำปี Rolling Forecast
หน้าที่หลัก ตั้งเป้า อนุมัติวงเงินค่าใช้จ่าย คาดการณ์สิ่งที่น่าจะเกิดขึ้น เพื่อตัดสินใจทันเวลา
ช่วงเวลา ปีบัญชี ยิ่งใกล้สิ้นปียิ่งมองข้างหน้าได้สั้นลง 12 เดือนข้างหน้าเสมอ
ความถี่ในการทำ ปีละครั้ง ทุกเดือนหรือทุกไตรมาส
ระดับรายละเอียด ละเอียดตามผังบัญชีและแผนก หยาบกว่า เน้นตัวขับเคลื่อนหลัก
เปลี่ยนตัวเลขระหว่างปี ไม่เปลี่ยน ใช้เป็นเกณฑ์เทียบ เปลี่ยนทุกรอบตามข้อมูลใหม่

ACCA อธิบายงบประมาณแบบต่อเนื่อง (Rolling Budget) ว่าเป็นงบที่ปรับบ่อยกว่าปีละครั้ง อาจทุกไตรมาสหรือทุกเดือน และเมื่อช่วงเวลาหนึ่งผ่านไป จะเพิ่มช่วงเวลาใหม่ต่อท้ายแทน งบจึงมองไปข้างหน้าหนึ่งปีอยู่เสมอ AICPA & CIMA นิยาม Rolling Forecast ไปในทางเดียวกัน คือทุกครั้งที่รายงานผลจริง จะเพิ่มช่วงพยากรณ์ใหม่หนึ่งช่วง และปรับตัวเลขของช่วงที่อยู่ระหว่างกลาง

จุดอ่อนของงบประมาณประจำปีที่ใช้อย่างเดียว

บทความของ ACCA เรื่อง Beyond Budgeting สรุปข้อวิจารณ์ของ Hope และ Fraser ต่องบประมาณแบบดั้งเดิมไว้หลายข้อ ข้อที่ SME เจอบ่อยมีดังนี้

  • ใช้เวลามากแต่ได้ประโยชน์น้อย ผู้บริหารเสียเวลาหลายสัปดาห์กับตัวเลขที่ล้าสมัยภายในไม่กี่เดือน
  • ตัวเลขมาจากการต่อรอง มากกว่าจากการคำนวณว่าต้องใช้ทรัพยากรเท่าไร ฝ่ายขายขอเป้าต่ำ ฝ่ายอื่นขอวงเงินเผื่อ
  • มองแต่ภายใน งบที่ทำครั้งเดียวไม่ได้สะท้อนสิ่งที่เปลี่ยนในตลาดระหว่างปี
  • ทำให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ดีต่อองค์กร เช่น เร่งใช้เงินที่เหลือก่อนสิ้นปีเพื่อไม่ให้ถูกตัดงบปีหน้า

อีกปัญหาที่เห็นชัดใน SME คือ "ขอบฟ้าที่หดลง" ถ้าทำงบเป็นรายปีปฏิทิน พอถึงเดือนตุลาคม งบมองไปข้างหน้าได้แค่สามเดือน ทั้งที่การตัดสินใจหลายเรื่อง เช่น ต่อสัญญาเช่า สั่งเครื่องจักร หรือวางแผนระดมทุน ต้องมองไกลกว่านั้น

ตัวอย่าง: ยอดขายไตรมาสแรกต่ำกว่าแผน

ตัวอย่างสมมติ บริษัทขายอุปกรณ์ให้ลูกค้าธุรกิจแห่งหนึ่งทำงบประมาณปี 2569 ไว้ที่ยอดขาย 24.0 ล้านบาท สมมติฐานหลักคือลูกค้าที่สั่งซื้อในไตรมาสหนึ่ง ๆ (ลูกค้าที่ใช้งานอยู่) สั่งเฉลี่ยไตรมาสละ 2 ครั้ง ครั้งละ 50,000 บาท ลูกค้าแต่ละรายจึงสร้างยอดขายไตรมาสละ 100,000 บาท งบตั้งไว้ว่าจำนวนลูกค้าจะเพิ่มจาก 54 รายในไตรมาส 1 เป็น 66 รายในไตรมาส 4

เมื่อปิดไตรมาส 1 มีลูกค้าจริงเพียง 45 ราย ยอดขายจริงจึงเป็น 4.5 ล้านบาท ต่ำกว่างบ 0.9 ล้านบาท ฝ่ายขายประเมินใหม่ว่าจำนวนลูกค้าน่าจะค่อย ๆ ขึ้นเป็น 50, 56 และ 62 ราย ในไตรมาส 2 ถึง 4 และเพิ่มไตรมาส 1 ปี 2570 ต่อท้ายที่ 60 ราย (ไตรมาสแรกของปีมักชะลอ)

ไตรมาส ลูกค้าตามงบ งบประมาณ (ล้านบาท) ลูกค้าตามพยากรณ์ จริง / พยากรณ์ (ล้านบาท)
Q1/69 54 5.4 45 (จริง) 4.5 (จริง)
Q2/69 58 5.8 50 5.0
Q3/69 62 6.2 56 5.6
Q4/69 66 6.6 62 6.2
รวมปี 2569 24.0 21.3
Q1/70 – – 60 6.0
กราฟเส้นยอดขายรายไตรมาสเป็นล้านบาท เส้นงบประมาณปี 2569 คือ 5.4, 5.8, 6.2 และ 6.6 รวม 24.0 เส้นผลจริงไตรมาส 1 และ Rolling Forecast คือ 4.5, 5.0, 5.6, 6.2 และไตรมาส 1 ปี 2570 ที่ 6.0
งบประมาณจบที่สิ้นปี ส่วน Rolling Forecast ต่อไตรมาสใหม่เข้ามาและอยู่ต่ำกว่างบทุกไตรมาส

ภาพที่ได้ต่างจากงบมาก ยอดขายทั้งปีน่าจะอยู่ที่ 4.5 + 5.0 + 5.6 + 6.2 = 21.3 ล้านบาท ต่ำกว่างบ 2.7 ล้านบาท หรือราว 11% ถ้าอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 40% กำไรขั้นต้นจะหายไปราว 1.08 ล้านบาท

ถ้าบริษัทดูแต่งบประมาณ ก็จะเดินหน้าจ้างพนักงานขายเพิ่มตามแผนเดิม ด้วยข้อสมมติว่ายอดจะตามทันในครึ่งปีหลัง แต่เมื่อมี Rolling Forecast ผู้บริหารเห็นตัวเลขตั้งแต่เดือนเมษายน และเลือกได้ว่าจะเลื่อนการจ้างบางตำแหน่ง ลดค่าใช้จ่ายส่วนอื่น หรือทุ่มกับการหาลูกค้าใหม่ โดยรู้ว่าแต่ละทางเปลี่ยนตัวเลขไปเท่าไร

สังเกตว่างบประมาณไม่ได้ถูกแก้ ยังเป็น 24.0 ล้านบาทเหมือนเดิม เพื่อใช้วัดผลงานตอนสิ้นปี สิ่งที่เปลี่ยนคือตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจ

ทำ Rolling Forecast จากตัวขับเคลื่อนไม่กี่ตัว

ความผิดพลาดที่พบบ่อยคือเอางบประมาณทั้งเล่มมาทำใหม่ทุกเดือน ซึ่ง ACCA เตือนไว้ว่าอาจทำให้ผู้จัดการใช้เวลาเตรียมตัวเลขมากเกินไป จนไม่มีเวลาควบคุมงานจริง ทางที่เบากว่าคือพยากรณ์จากตัวขับเคลื่อน (Driver-Based Forecast) คือเลือกตัวเลขทางธุรกิจไม่กี่ตัวที่กำหนดผลทางการเงิน แล้วให้ตัวเลขที่เหลือคำนวณตาม

ยอดขาย = จำนวนลูกค้าที่ใช้งานอยู่ × จำนวนครั้งที่สั่งซื้อต่อลูกค้า × มูลค่าต่อครั้ง

ต้นทุนขาย = ยอดขาย × (1 − อัตรากำไรขั้นต้น)

ค่าใช้จ่ายพนักงาน = จำนวนพนักงานแต่ละเดือน × ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคน

ในตัวอย่างข้างต้น ตัวขับเคลื่อนที่เปลี่ยนมีแค่ตัวเดียวคือจำนวนลูกค้า ทีมจึงคุยกันว่าทำไมลูกค้าน้อยกว่าแผน และจะทำอะไรต่อ แทนที่จะเถียงกันเรื่องตัวเลขรายบรรทัด

หลักในการทำให้ใช้ได้จริง

  • ช่วงเวลา 12 เดือนข้างหน้าเสมอ สามเดือนแรกทำเป็นรายเดือน ที่เหลือทำเป็นรายไตรมาสก็พอ
  • ระดับรายละเอียดหยาบกว่างบ รวมรายการเล็ก ๆ เป็นก้อนเดียว เช่น "ค่าใช้จ่ายสำนักงานอื่น"
  • ทำตามรอบปิดบัญชี เมื่อปิดงบรายเดือนหรือรายไตรมาสเสร็จ ใส่ตัวเลขจริงแทนช่วงที่ผ่านไป แล้วเพิ่มช่วงใหม่ท้ายตาราง
  • รวมกระแสเงินสดด้วย ยอดขายที่ลดลงกระทบเงินสดเมื่อไรขึ้นกับเครดิตเทอม ไม่ใช่แค่กำไร
  • เก็บพยากรณ์รอบเก่าไว้ เทียบกับผลจริงเมื่อถึงเวลา เพื่อดูว่าพยากรณ์คลาดเคลื่อนไปทางไหนเป็นประจำ

แยกเป้าออกจากพยากรณ์

ACCA ชี้ว่าเมื่อเปลี่ยนตัวเลขบ่อย อาจเกิดความขัดแย้งเรื่องเป้าหมาย ผู้จัดการจะรู้สึกว่า "เสาประตูถูกย้าย" ทางแก้คือแยกให้ชัดว่าตัวเลขไหนใช้ทำอะไร

  • เป้าและโบนัส ผูกกับงบประมาณประจำปี หรือกับเป้าที่ตั้งแยก ไม่ผูกกับพยากรณ์
  • พยากรณ์ ต้องเป็นตัวเลขที่ทีมเชื่อว่าน่าจะเกิดขึ้นจริง ไม่ใช่ตัวเลขที่อยากให้เกิด ถ้าพยากรณ์ผูกกับผลตอบแทน ทีมจะปรับตัวเลขให้ตัวเองดูดี และพยากรณ์จะไม่มีประโยชน์
  • วงเงินค่าใช้จ่าย ยังอนุมัติตามงบ แต่ทบทวนได้เมื่อพยากรณ์บอกว่าสถานการณ์เปลี่ยน เช่น ตั้งกติกาว่าถ้าพยากรณ์ยอดขายทั้งปีต่ำกว่างบเกิน 10% ต้องทบทวนแผนจ้างคนก่อนเดินต่อ

SME ควรเริ่มอย่างไร

บริษัทเล็กไม่จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์วางแผนราคาแพง ACCA เองก็เตือนว่าสเปรดชีตที่ไม่เชื่อมกับระบบบัญชีเสี่ยงเรื่องข้อมูลไม่ตรงกัน จึงควรออกแบบให้ดึงตัวเลขจริงจากงบที่ปิดแล้วทุกครั้ง แล้วเริ่มแบบนี้

  1. ทำงบประมาณประจำปีต่อไป แต่ทำให้สั้นลง ใช้เป็นเป้าและวงเงินค่าใช้จ่าย
  2. เลือกตัวขับเคลื่อน 3–5 ตัวที่อธิบายยอดขายและค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่ของกิจการ เช่น จำนวนลูกค้า ราคาเฉลี่ย อัตรากำไรขั้นต้น และจำนวนพนักงาน
  3. สร้างตาราง 12 เดือนข้างหน้า ที่คำนวณงบกำไรขาดทุนและเงินสดจากตัวขับเคลื่อนเหล่านั้น
  4. ทุกครั้งที่ปิดงบรายเดือนหรือรายไตรมาส ใส่ตัวเลขจริง ปรับสมมติฐาน เพิ่มช่วงใหม่ต่อท้าย และเขียนสั้น ๆ ว่าตัวเลขเปลี่ยนเพราะอะไร
  5. นำพยากรณ์ไปคุยในที่ประชุมผู้บริหาร โดยเน้นว่าจะตัดสินใจอะไรจากตัวเลขนี้ ไม่ใช่แค่อธิบายว่าทำไมไม่ตรงงบ

ถ้าบริษัทกำลังจะระดมทุน Rolling Forecast ที่ทำต่อเนื่องจะช่วยให้ตอบคำถามนักลงทุนได้ว่าเงินสดจะพอถึงเมื่อไร และตัวเลขในแผนธุรกิจมาจากสมมติฐานอะไร

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี