เกณฑ์คงค้างกับเกณฑ์เงินสด: ทำไมกำไรกับเงินในบัญชีไม่เท่ากัน

บริษัทในไทยต้องทำบัญชีตามเกณฑ์คงค้าง กำไรจึงไม่เท่ากับเงินสด ดูตัวอย่างเดือนเดียวที่ได้สองคำตอบ วิธีไล่จากกำไรไปหาเงินสดทุกเดือน และเหตุที่ยิ่งโตยิ่งเงินตึง

ตัวเลข D+60 ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างกราฟเส้นลายเส้นที่ดิ่งลงต่ำกว่าเส้นเกณฑ์เป็นสีดำแล้วค่อย ๆ ไต่กลับขึ้น
ในบทความนี้
  1. สองวิธีบันทึกเดือนเดียวกัน
  2. บริษัทในไทยต้องใช้เกณฑ์คงค้าง
  3. เดือนเดียว ได้สองคำตอบ
  4. ไล่จากกำไรไปหาเงินสดทุกเดือน
  5. ยิ่งโต ช่องว่างยิ่งกว้าง
  6. ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  7. เริ่มจากตรงไหน

สถานการณ์ที่พบบ่อยในบริษัทที่กำลังโต คือสำนักงานบัญชีรายงานว่าเดือนนี้มีกำไรดี แต่เงินในบัญชีธนาคารกลับลดลง และเงินเดือนงวดหน้าเริ่มตึง บัญชีไม่ได้ผิด กำไรกับเงินสดวัดคนละเรื่องกัน และส่วนต่างทั้งหมดมาจากคำถามเดียว คือจะบันทึกรายการเมื่อเกิดสิทธิหรือภาระ หรือบันทึกเมื่อเงินเข้าออกจริง

บทความนี้อธิบายความต่างระหว่างเกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis) กับเกณฑ์เงินสด (Cash Basis) เหตุผลที่บริษัทในไทยต้องใช้เกณฑ์คงค้าง และวิธีไล่จากกำไรไปหาเงินสดด้วยตารางหน้าเดียวที่ทำซ้ำได้ทุกเดือน

สองวิธีบันทึกเดือนเดียวกัน

เกณฑ์เงินสด บันทึกรายได้เมื่อลูกค้าจ่ายเงิน และบันทึกค่าใช้จ่ายเมื่อเราจ่ายออกไป เป็นวิธีเดียวกับการทำบัญชีรายรับรายจ่ายของครัวเรือน และเป็นวิธีที่เจ้าของกิจการหลายคนใช้อ่านธุรกิจโดยไม่รู้ตัว คือดูว่าเงินเข้าเท่าไร ออกเท่าไร

เกณฑ์คงค้าง บันทึกรายได้เมื่อเกิดสิทธิได้รับ เช่น เมื่อส่งมอบสินค้าหรือให้บริการเสร็จ และบันทึกค่าใช้จ่ายในงวดที่ค่าใช้จ่ายนั้นเกี่ยวข้อง ไม่ว่าเงินจะเข้าออกแล้วหรือยัง ใบแจ้งหนี้ที่ออกวันนี้โดยให้เครดิต 60 วันเป็นรายได้ของเดือนนี้ ค่าไฟของเดือนนี้ที่บิลมาถึงเดือนหน้าเป็นค่าใช้จ่ายของเดือนนี้

เกณฑ์คงค้างสะท้อนผลการดำเนินงานได้ใกล้ความจริงกว่า เพราะจับคู่รายได้ของแต่ละงวดกับต้นทุนที่ใช้หารายได้นั้น ส่วนเกณฑ์เงินสดอาจทำให้เดือนที่งานเงียบดูดีเพราะลูกค้ารายใหญ่บังเอิญโอนเงินมา หรือทำให้เดือนที่งานดีดูแย่เพราะเพิ่งจ่ายค่าประกันภัยทั้งปีล่วงหน้า

บริษัทในไทยต้องใช้เกณฑ์คงค้าง

สำหรับนิติบุคคลในไทย เรื่องนี้ไม่ใช่ทางเลือก กฎสองชุดกำหนดไว้ตรงกัน

  • ด้านภาษี มาตรา 65 แห่งประมวลรัษฎากรกำหนดให้คำนวณรายได้และรายจ่ายเพื่อเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลตามเกณฑ์สิทธิ คือรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใดให้นับเป็นรายได้ของรอบนั้นแม้ยังไม่ได้รับเงิน และรายจ่ายของรอบนั้นก็ให้นับเข้ารอบเดียวกันแม้ยังไม่ได้จ่าย บริษัทจะเปลี่ยนเกณฑ์ได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากอธิบดีกรมสรรพากร และคำสั่งกรมสรรพากรที่ ท.ป. 1/2528 กำหนดจังหวะรับรู้รายได้เฉพาะไว้สำหรับธุรกิจบางประเภท เช่น เช่าซื้อและงานก่อสร้าง นอกจากนี้มาตรา 65 ตรี (9) ยังห้ามนำรายจ่ายที่ควรจ่ายในรอบระยะเวลาบัญชีอื่นมาหัก
  • ด้านมาตรฐานบัญชี กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำหนดให้บริษัทจัดทำงบการเงินตามมาตรฐานการรายงานทางการเงินที่สภาวิชาชีพบัญชีกำหนด SME ที่ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ส่วนใหญ่ใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ซึ่งระบุให้เกณฑ์คงค้างเป็นข้อสมมติพื้นฐาน คือรับรู้รายการในงวดที่รายการนั้นเกิดขึ้น ซึ่งอาจไม่ใช่งวดเดียวกับที่รับหรือจ่ายเงินสด

เจ้าของกิจการจำนวนมากยังดูยอดเงินในบัญชีธนาคารเพื่อบริหารงานรายวัน ซึ่งเป็นนิสัยที่ดี ปัญหาเกิดเมื่อเอายอดเงินในบัญชีไปถือว่าเป็นกำไร หรือเอากำไรไปถือว่าเป็นเงินสดที่ใช้ได้

เดือนเดียว ได้สองคำตอบ

ตัวอย่างสมมติ บริษัทที่ปรึกษาพนักงาน 10 คน มีรายการในเดือนมีนาคมดังนี้

  • ทำโครงการเสร็จและออกใบแจ้งหนี้ 1,000,000 บาท ให้เครดิต 60 วัน ลูกค้าจะจ่ายเดือนพฤษภาคม
  • ได้รับเงิน 600,000 บาท จากใบแจ้งหนี้ของเดือนมกราคม
  • จ่ายเงินเดือนของเดือนมีนาคม 500,000 บาท
  • จ่ายค่าประกันภัยทั้งปี 120,000 บาท คุ้มครองเดือนมีนาคมถึงกุมภาพันธ์ปีถัดไป
  • ซื้อโน้ตบุ๊กและอุปกรณ์ 360,000 บาท คิดค่าเสื่อมราคา 3 ปี (เดือนละ 10,000 บาท)
  • ใช้ไฟฟ้าในเดือนมีนาคม 20,000 บาท บิลมาถึงและจ่ายในเดือนเมษายน
เดือนมีนาคมตามเกณฑ์เงินสดและเกณฑ์คงค้าง (ตัวอย่างสมมติ หน่วย: บาท)
รายการ เกณฑ์เงินสด เกณฑ์คงค้าง
โครงการที่ออกใบแจ้งหนี้เดือนมีนาคม 0 1,000,000
รับชำระใบแจ้งหนี้เดือนมกราคม 600,000 0
เงินเดือน −500,000 −500,000
ค่าประกันภัย −120,000 −10,000
โน้ตบุ๊กและอุปกรณ์ −360,000 −10,000
ค่าไฟฟ้า 0 −20,000
ผลของเดือนมีนาคม −380,000 460,000

บริษัทเดียวกัน เดือนเดียวกัน เงินสดลดลง 380,000 บาท แต่กำไรตามเกณฑ์คงค้าง 460,000 บาท ต่างกัน 840,000 บาท ตัวเลขทั้งสองถูกต้อง แต่ตอบคนละคำถาม กำไรตามเกณฑ์คงค้างบอกว่างานของเดือนมีนาคมทำเงินหรือไม่ ส่วนตัวเลขเงินสดบอกว่าบัญชีธนาคารจะประคองธุรกิจไปได้จนกว่าลูกค้าจะจ่ายหรือไม่

ไล่จากกำไรไปหาเงินสดทุกเดือน

TFRS for NPAEs ไม่บังคับให้ทำงบกระแสเงินสด SME จำนวนมากจึงเห็นแต่ตัวเลขตามเกณฑ์คงค้าง ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องทำบัญชีสองชุด ให้เริ่มจากกำไรตามเกณฑ์คงค้าง แล้วปรับเฉพาะรายการที่เงินเข้าออกคนละเวลากับที่บันทึกบัญชี นี่คือหลักเดียวกับงบกระแสเงินสดวิธีทางอ้อม (Indirect Method)

เงินสดที่เปลี่ยนไป = กำไรสุทธิ + ค่าเสื่อมราคา − ลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้น − ค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าและสินค้าคงเหลือที่เพิ่มขึ้น + เจ้าหนี้และค่าใช้จ่ายค้างจ่ายที่เพิ่มขึ้น − เงินซื้อสินทรัพย์ − เงินผ่อนชำระหนี้ + เงินกู้ใหม่

เดือนมีนาคมของตัวอย่างข้างต้นไล่ได้ดังนี้

ไล่จากกำไรไปหาเงินสด เดือนมีนาคม (ตัวอย่างสมมติ หน่วย: บาท)
ขั้น จำนวนเงิน
กำไรตามเกณฑ์คงค้าง 460,000
บวกค่าเสื่อมราคา (ไม่ได้จ่ายเงินออกในเดือนนี้) 10,000
หักลูกหนี้ที่เพิ่มขึ้น (ออกใบแจ้งหนี้ 1,000,000 − รับเงิน 600,000) −400,000
หักค่าประกันภัยจ่ายล่วงหน้าที่เพิ่มขึ้น (จ่าย 120,000 − ลงค่าใช้จ่าย 10,000) −110,000
บวกค่าไฟฟ้าค้างจ่าย (ลงค่าใช้จ่ายแล้ว ยังไม่ได้จ่าย) 20,000
หักเงินซื้ออุปกรณ์ −360,000
เงินสดที่เปลี่ยนไป −380,000

ตารางนี้บอกว่าเงินสดไปอยู่ที่ไหน ในตัวอย่างนี้รายการใหญ่ที่สุดคือลูกหนี้ บริษัทกำลังให้ลูกค้ายืมรายได้ไป 60 วัน จึงชี้ไปที่สิ่งที่ควรทำ เช่น ลดเครดิตเทอม เก็บเงินมัดจำตอนเริ่มโครงการ หรือเปลี่ยนเป็นเก็บเงินตามงวดงานแทนการเก็บทีเดียวตอนจบ

ยิ่งโต ช่องว่างยิ่งกว้าง

ส่วนต่างนี้ไม่ได้เกิดแค่เดือนเดียว ถ้าธุรกิจขายเชื่อแต่ต้องจ่ายต้นทุนของตัวเองเร็วกว่า ยอดขายที่เพิ่มทุกบาทจะไปค้างอยู่ในลูกหนี้ กำไรจึงขึ้นในขณะที่เงินในบัญชีลดลง

กราฟเส้น 6 เดือนของบริษัทที่ออกใบแจ้งหนี้เดือนละ 1,000 พันบาท จ่ายต้นทุนเดือนละ 800 พันบาท และได้รับเงิน 60 วันหลังออกใบแจ้งหนี้ กำไรสะสมตามเกณฑ์คงค้างเพิ่มขึ้นจาก 200 เป็น 1,200 พันบาท ส่วนเงินสดสะสมลดลงถึง −1,600 พันบาทในเดือนที่ 2 และยังติดลบ −800 พันบาทในเดือนที่ 6
กำไรเป็นบวกตั้งแต่เดือนแรก แต่เงินสดเพิ่งเริ่มฟื้นในเดือนที่ 3 เมื่อใบแจ้งหนี้ชุดแรกได้รับชำระ และยังติดลบหลังผ่านไปหกเดือน

ตัวอย่างสมมติที่สอง บริษัทเปิดใหม่ออกใบแจ้งหนี้เดือนละ 1,000,000 บาท จ่ายต้นทุนเดือนละ 800,000 บาทในเดือนเดียวกัน และได้รับเงิน 60 วันหลังออกใบแจ้งหนี้ บริษัทมีกำไรตามเกณฑ์คงค้างเดือนละ 200,000 บาทตั้งแต่เดือนแรก แต่เดือนที่ 1 และ 2 ยังไม่ได้รับเงินเลย เจ้าของต้องหาเงิน 1,600,000 บาทมารองรับก่อนเงินก้อนแรกจะเข้า แม้มีกำไรมาหกเดือน บริษัทก็ยังมีเงินสดน้อยกว่าตอนเริ่ม 800,000 บาท เงินไม่ได้หายไปไหน แต่ไปค้างอยู่ในลูกหนี้ และจะกลับมาก็ต่อเมื่อลูกค้าจ่ายและการเติบโตชะลอลง

นี่คือเหตุผลที่ผู้ให้กู้และนักลงทุนขอดูทั้งงบกำไรขาดทุนและงบกระแสเงินสด และเป็นเหตุผลที่บริษัทที่มีกำไรก็ยังเงินขาดมือได้ การทำประมาณการเงินสดล่วงหน้าแบบต่อเนื่องช่วยให้เห็นจุดต่ำสุดก่อนไปถึง (ดู ประมาณการกระแสเงินสด 13 สัปดาห์)

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • บันทึกรายได้ตอนเงินเข้า การบันทึกยอดขายเมื่อได้รับเงินทำให้กำไรรายเดือนคลาดเคลื่อน และอาจทำให้รายได้ไปอยู่ผิดรอบระยะเวลาบัญชีทางภาษี ให้บันทึกใบแจ้งหนี้เมื่อส่งมอบงาน แล้วติดตามการรับเงินแยกต่างหาก
  • ลงค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้าก้อนใหญ่ทีเดียว ค่าประกันภัยรายปี ค่าซอฟต์แวร์แบบสมาชิก และค่าเช่าที่จ่ายล่วงหน้า ต้องเฉลี่ยลงในเดือนที่ได้รับประโยชน์
  • ลงค่าอุปกรณ์เป็นค่าใช้จ่ายทันทีที่ซื้อ สินทรัพย์ที่ใช้งานได้เกินหนึ่งปีต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์ถาวรแล้วคิดค่าเสื่อมราคา (ดู ค่าเสื่อมราคาทางบัญชีและทางภาษี)
  • ลืมตั้งค้างจ่ายตอนสิ้นเดือน บิลที่มาช้า เช่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าคอมมิชชัน และโบนัส เป็นค่าใช้จ่ายของเดือนที่เกิดขึ้น ถ้าไม่ตั้งค้างจ่าย กำไรจะดูดีกว่าความจริง
  • คิดว่าจังหวะภาษีตรงกับเกณฑ์คงค้างเสมอ ภาษีมูลค่าเพิ่มมีกฎจุดความรับผิดของตัวเอง การขายสินค้าโดยทั่วไปเกิดความรับผิดเมื่อส่งมอบสินค้า ส่วนการให้บริการโดยทั่วไปเกิดเมื่อได้รับชำระค่าบริการ เว้นแต่ออกใบกำกับภาษีหรือมีการใช้บริการไปก่อน ค่าบริการที่บันทึกเป็นรายได้เดือนมีนาคมจึงอาจไปอยู่ใน VAT ของเดือนพฤษภาคม ควรตรวจกฎของการขายแต่ละประเภทกับผู้ทำบัญชี

เริ่มจากตรงไหน

  1. ขอให้สำนักงานบัญชีส่งงบรายเดือนตามเกณฑ์คงค้าง ภายใน 10 วันทำการหลังสิ้นเดือน รวมการตั้งค้างจ่ายและการปันส่วนค่าใช้จ่ายจ่ายล่วงหน้า (ดู ปิดงบรายเดือนให้เสร็จใน 10 วันทำการ)
  2. ทำตารางไล่จากกำไรไปหาเงินสด หน้าเดียวทุกเดือน ตามขั้นในตารางข้างต้น
  3. ดูรายการที่ใหญ่ที่สุดในตาราง ถ้าลูกหนี้โตเร็วกว่ายอดขาย ให้ทบทวนเครดิตเทอม เงินมัดจำ และการติดตามหนี้
  4. วางแผนเงินสดสำหรับการเติบโต ก่อนรับงานใหญ่หรือเร่งยอดขาย ให้ประเมินว่าจะมีเงินสดค้างอยู่ในลูกหนี้เท่าไรก่อนลูกค้าจ่าย แล้วจัดหาเงินทุนไว้ก่อน

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำด้านบัญชีหรือภาษีสำหรับธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งโดยเฉพาะ ข้อกฎหมายตรวจสอบ ณ เดือนตุลาคม 2569 บริษัทและตัวเลขในบทความเป็นตัวอย่างสมมติ

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี