ภาษีของบริษัทที่ขายของออนไลน์: รายได้ VAT ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และค่าโฆษณาต่างประเทศ

บริษัทที่ขายผ่านมาร์เก็ตเพลสต้องบันทึกรายได้จากยอดที่ลูกค้าจ่าย ไม่ใช่ยอดโอน นับเกณฑ์ VAT 1.8 ล้านบาทให้ถูก หักภาษีซื้อค่าธรรมเนียม และยื่น ภ.พ.36 ค่าโฆษณาต่างประเทศ พร้อมตัวอย่างคำนวณทั้งปี

ตัวเลข 1.8M ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างภาพลายเส้นเอกสารใบกำกับภาษีที่มีเครื่องหมายถูกในวงกลมสีดำ แทนเกณฑ์จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม 1.8 ล้านบาท
ในบทความนี้
  1. สรรพากรเห็นข้อมูลอะไรบ้าง
  2. รายได้คือยอดที่ลูกค้าจ่าย ไม่ใช่เงินที่แพลตฟอร์มโอน
  3. ภาษีเงินได้นิติบุคคล
  4. ภาษีมูลค่าเพิ่ม: นับ 1.8 ล้านบาทจากยอดขาย
  5. ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและการหักภาษี ณ ที่จ่าย
  6. ค่าโฆษณาที่จ่ายให้บริษัทต่างประเทศ
  7. ตัวอย่างคำนวณทั้งปี
  8. เช็กลิสต์สำหรับเริ่มทำให้ถูก

ร้านค้าออนไลน์หลายร้านเริ่มจากบัญชีส่วนตัวของเจ้าของ พอยอดขายโตก็จดทะเบียนเป็นบริษัท แต่ยังบันทึกบัญชีแบบเดิม คือดูแค่เงินที่แพลตฟอร์มโอนเข้าบัญชี ค่าธรรมเนียมที่ถูกหักไปไม่มีใครบันทึก ค่าโฆษณาที่จ่ายให้บริษัทต่างประเทศไม่มีเอกสารภาษีรองรับ ปัญหาจะโผล่มาตอนปิดงบหรือตอนสรรพากรเรียกตรวจ

บทความนี้สรุปภาษีหลักของบริษัทที่ขายของผ่านมาร์เก็ตเพลสและโซเชียลมีเดีย ได้แก่ ภาษีเงินได้นิติบุคคล ภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม และค่าโฆษณาที่จ่ายไปต่างประเทศ พร้อมตัวอย่างคำนวณทั้งปีและเช็กลิสต์สำหรับเริ่มทำให้ถูกตั้งแต่เดือนนี้

สรรพากรเห็นข้อมูลอะไรบ้าง

ข้อมูลยอดขายออนไลน์ไม่ได้อยู่ที่ร้านค้าฝ่ายเดียวอีกแล้ว มีสองช่องทางที่ส่งข้อมูลถึงกรมสรรพากรโดยตรง

  • แพลตฟอร์มขนาดใหญ่ทำบัญชีพิเศษ ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรกำหนดให้อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์มที่มีรายได้ในรอบระยะเวลาบัญชีเกิน 1,000 ล้านบาท จัดทำบัญชีพิเศษแสดงรายรับที่แพลตฟอร์มได้รับจากผู้ประกอบการ และนำส่งภายใน 150 วันนับจากวันสิ้นรอบบัญชี เริ่มตั้งแต่รอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2567
  • ธนาคารรายงานธุรกรรมลักษณะเฉพาะ ตามพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 48) พ.ศ. 2562 สถาบันการเงินและผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ต้องรายงานบุคคลที่ฝากหรือรับโอนเงินทุกบัญชีรวมกันตั้งแต่ 3,000 ครั้งต่อปี หรือตั้งแต่ 400 ครั้งและยอดรวมตั้งแต่ 2,000,000 บาทขึ้นไป

กรมสรรพากรอธิบายว่าข้อมูลจากธนาคารอย่างเดียวไม่ใช้ประเมินภาษีโดยตรง แต่นำไปประมวลผลร่วมกับข้อมูลอื่นเพื่อหารายที่มีความเสี่ยง ผลในทางปฏิบัติคือ ตัวเลขในงบของบริษัทควรกระทบยอดกับรายงานของแพลตฟอร์มได้ทุกเดือน และเจ้าของไม่ควรรับเงินค่าสินค้าของบริษัทเข้าบัญชีส่วนตัว เพราะจะทำให้รายได้ของบริษัทกับรายการในบัญชีส่วนตัวปนกันจนอธิบายยาก

รายได้คือยอดที่ลูกค้าจ่าย ไม่ใช่เงินที่แพลตฟอร์มโอน

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือบันทึกรายได้เท่ากับยอดที่แพลตฟอร์มโอนเข้าบัญชี ยอดนั้นถูกหักค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน และค่าบริการอื่นไปแล้ว ถ้าบริษัทเป็นผู้ขายสินค้าเอง สิ่งที่ถูกต้องคือ

  • บันทึก ยอดขายเต็มจำนวนตามราคาที่ลูกค้าจ่าย เป็นรายได้
  • บันทึก ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มเป็นค่าใช้จ่าย โดยมีใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จจากแพลตฟอร์มเป็นหลักฐาน
  • กระทบยอดทุกเดือน: ยอดขาย − ค่าธรรมเนียม − คืนเงินลูกค้า = เงินที่ได้รับโอน ส่วนต่างที่อธิบายไม่ได้ต้องหาสาเหตุ

ภาษีที่ต้องจ่ายอาจออกมาเท่ากันทั้งสองวิธี เพราะรายได้กับค่าใช้จ่ายหายไปเท่ากัน แต่ยอดขายในงบจะต่ำกว่าข้อมูลที่แพลตฟอร์มส่งให้สรรพากร และที่สำคัญกว่านั้น เกณฑ์ทางภาษีหลายตัวนับจากยอดขาย ไม่ได้นับจากเงินที่ได้รับโอน

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

บริษัทเสียภาษีจากกำไรสุทธิ ไม่ใช่จากยอดขาย สำหรับ SME ที่มีทุนชำระแล้วไม่เกิน 5 ล้านบาท และรายได้จากการขายสินค้าและให้บริการไม่เกิน 30 ล้านบาท อัตราเป็นขั้นบันได

กำไรสุทธิ (บาท) อัตราภาษี
0 – 300,000 ยกเว้น
300,001 – 3,000,000 15%
เกิน 3,000,000 20%

บริษัทที่ไม่เข้าเงื่อนไข SME เสีย 20% ของกำไรสุทธิทั้งจำนวน เกณฑ์ 30 ล้านบาทนับจากรายได้จากการขาย จึงต้องใช้ยอดขายเต็มจำนวน ไม่ใช่ยอดที่ได้รับโอน

ค่าใช้จ่ายที่ร้านออนไลน์มักลืมหักหรือหักไม่ได้เพราะไม่มีเอกสาร ได้แก่ ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม ค่าโฆษณา ค่าบรรจุภัณฑ์ ค่าขนส่ง และค่าตอบแทนนักรีวิวหรือนายหน้า ทุกรายการต้องมีหลักฐานการจ่ายในนามบริษัท และต้องเป็นรายจ่ายเพื่อกิจการตามมาตรา 65 ตรี ส่วนสินค้าคงเหลือต้องตรวจนับและตีราคาทุกสิ้นรอบบัญชี เพราะต้นทุนขายคำนวณจากสินค้าที่ขายออกไปจริง ไม่ใช่จากยอดที่ซื้อเข้ามา

ภาษีมูลค่าเพิ่ม: นับ 1.8 ล้านบาทจากยอดขาย

ผู้ประกอบการที่ขายสินค้าหรือให้บริการเป็นปกติธุระและมีรายรับเกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ต้องยื่นคำขอจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มภายใน 30 วันนับแต่วันที่มีรายรับเกิน รายรับในที่นี้คือมูลค่าการขาย จึงต้องดูยอดขายเต็มจำนวน

ตัวอย่างสมมติ ร้านที่ยอดขายทั้งปี 1,900,000 บาท ถ้าค่าธรรมเนียมรวมราว 10% เงินที่ได้รับโอนจะเหลือประมาณ 1,710,000 บาท ถ้าดูแค่ยอดโอนจะคิดว่ายังไม่ถึงเกณฑ์ ทั้งที่ยอดขายเกิน 1.8 ล้านบาทไปแล้ว การจดทะเบียนช้าทำให้ต้องรับภาระภาษีขายที่ไม่ได้เรียกเก็บจากลูกค้า และอาจมีเบี้ยปรับและเงินเพิ่ม

อัตราและสิ่งที่ต้องทำเมื่อจดทะเบียนแล้ว

  • อัตรา 7% (รวมภาษีท้องถิ่น) เป็นอัตราที่ลดจากอัตราตามกฎหมาย 10% และต่ออายุเป็นรอบ ๆ คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ให้ขยายต่อถึงวันที่ 30 กันยายน 2570 ตามข่าวกรมสรรพากร ปชส. 18/2569 ควรติดตามประกาศก่อนครบกำหนดทุกปี
  • ออกใบกำกับภาษีทุกครั้งที่ขาย และยื่นแบบ ภ.พ.30 ทุกเดือน แม้เดือนนั้นจะไม่มียอดขาย
  • ภาษีขายคำนวณจากราคาสินค้าเต็มจำนวน ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มหักไปไม่ได้ทำให้ฐานภาษีขายลดลง
  • ภาษีซื้อจากค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่จดทะเบียนในไทย ค่าสินค้า และค่าบรรจุภัณฑ์ นำมาหักได้เมื่อมีใบกำกับภาษีเต็มรูปที่ระบุชื่อและเลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัท ให้ตั้งข้อมูลบริษัทในบัญชีร้านค้าให้ครบ เพื่อให้ใบกำกับภาษีออกในนามบริษัท
  • ผู้ประกอบการจดทะเบียนที่ขายสินค้าต้องทำรายงานสินค้าและวัตถุดิบตามมาตรา 87 ร้านออนไลน์ที่มีสินค้าหลายร้อยรายการควรใช้ระบบที่ตัดสต็อกตามคำสั่งซื้อ

ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มและการหักภาษี ณ ที่จ่าย

เมื่อบริษัทจ่ายค่าบริการให้นิติบุคคลในไทย ตามหลักทั่วไปผู้จ่ายมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่าย อัตราสำหรับค่าบริการคือ 3% และค่าโฆษณาคือ 2% แล้วยื่นแบบ ภ.ง.ด.53 แต่มาร์เก็ตเพลสส่วนใหญ่หักค่าธรรมเนียมออกจากยอดขายก่อนโอนเงินให้ร้านค้า บริษัทจึงไม่ได้เป็นคนจ่ายเงินออกไปเหมือนการจ่ายค่าบริการทั่วไป

วิธีปฏิบัติจึงขึ้นกับเงื่อนไขของแต่ละแพลตฟอร์ม สิ่งที่ควรทำคือ

  1. อ่านคู่มือหรือศูนย์ช่วยเหลือของแพลตฟอร์มเรื่องภาษีหัก ณ ที่จ่ายสำหรับผู้ขายที่เป็นนิติบุคคล
  2. ดาวน์โหลดใบกำกับภาษีหรือใบเสร็จค่าธรรมเนียมทุกเดือน และเก็บรวมกับรายงานยอดขาย
  3. ให้ผู้ทำบัญชียืนยันว่าบริษัทต้องหัก ณ ที่จ่ายหรือไม่ อย่างไร แล้วทำแบบเดียวกันทุกเดือน

ค่าตอบแทนที่จ่ายให้นักรีวิวหรือนายหน้าที่เป็นบุคคลในไทยโดยตรง เป็นการจ่ายเงินออกจากบริษัทตามปกติ ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายตามประเภทเงินได้ และออกหนังสือรับรองการหักภาษีให้ผู้รับ

ค่าโฆษณาที่จ่ายให้บริษัทต่างประเทศ

ค่าโฆษณาบนโซเชียลมีเดียและเสิร์ชเอนจินจำนวนมากเรียกเก็บโดยบริษัทในต่างประเทศ ภาษีมูลค่าเพิ่มของบริการกลุ่มนี้ขึ้นกับว่าบริษัทผู้ซื้อจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหรือไม่

  • บริษัทที่ยังไม่จดทะเบียน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2564 พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลรัษฎากร (ฉบับที่ 53) พ.ศ. 2564 ให้ผู้ให้บริการทางอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเป็นผู้เสียภาษีจากการให้บริการแก่ผู้ใช้ที่ไม่ใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียน ภาษีนี้รวมอยู่ในค่าบริการ และบริษัทนำมาเป็นภาษีซื้อไม่ได้
  • บริษัทที่จดทะเบียนแล้ว ผู้จ่ายเงินมีหน้าที่นำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนผู้ให้บริการด้วยแบบ ภ.พ.36 ตามคำสั่งกรมสรรพากรที่ ป.104/2544 ภายใน 7 วันนับแต่วันสิ้นเดือนที่จ่ายเงิน แล้วนำภาษีที่นำส่งไปเป็นภาษีซื้อในเดือนภาษีที่ยื่น ภ.พ.36 ได้ ผลสุทธิจึงมักเป็นศูนย์ แต่ถ้าไม่ยื่น บริษัทจะเสียสิทธิ์ภาษีซื้อและอาจมีเงินเพิ่ม

ให้ตั้งเลขประจำตัวผู้เสียภาษีและชื่อบริษัทในบัญชีโฆษณาให้ตรงกับข้อมูลที่จดทะเบียน และดาวน์โหลดใบแจ้งหนี้ทุกเดือน ถ้ามีคนในทีมใช้บัตรเครดิตส่วนตัวจ่ายค่าโฆษณา ให้เปลี่ยนเป็นช่องทางจ่ายของบริษัท

ตัวอย่างคำนวณทั้งปี

ตัวอย่างสมมติ บริษัทแห่งหนึ่งขายสินค้าผ่านมาร์เก็ตเพลส จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแล้ว และเข้าเงื่อนไข SME ตัวเลขทั้งปีเป็นดังนี้ (สมมติว่าสินค้าที่ซื้อเข้ามาขายออกหมดในปี และค่าใช้จ่ายอื่นไม่มีภาษีซื้อ)

รายการ บาท
ยอดที่ลูกค้าจ่าย (รวม VAT) 3,210,000
ยอดขายก่อน VAT (รายได้ในงบ) 3,000,000
ภาษีขาย 7% 210,000
ค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 360,000 + VAT 25,200 385,200
เงินที่แพลตฟอร์มโอนเข้าบัญชีบริษัท 2,824,800
ต้นทุนสินค้า 1,650,000 + VAT 115,500 1,765,500
ค่าโฆษณาต่างประเทศ (นำส่ง ภ.พ.36 อีก 21,000) 300,000
ค่าใช้จ่ายอื่น (พนักงาน บรรจุภัณฑ์ ค่าเช่า) 600,000

ภาษีมูลค่าเพิ่มทั้งปี

ภาษีขาย 210,000 − ภาษีซื้อ (25,200 + 115,500 + 21,000) = ภาษีที่ต้องชำระสุทธิ 48,300 บาท

ภาษีเงินได้นิติบุคคล

กำไรสุทธิ = 3,000,000 − 1,650,000 − 360,000 − 300,000 − 600,000 = 390,000 บาท

ภาษี = 300,000 บาทแรกยกเว้น + (90,000 × 15%) = 13,500 บาท

ถ้าบริษัทนี้บันทึกรายได้จากยอดโอน 2,824,800 บาท (ก่อน VAT 2,640,000 บาท) และไม่บันทึกค่าธรรมเนียม รายได้ในงบจะต่ำกว่าความจริง 360,000 บาท แม้กำไรจะเท่าเดิม แต่ยอดขายจะไม่ตรงกับข้อมูลของแพลตฟอร์ม และภาษีขายในแบบ ภ.พ.30 จะคำนวณจากฐานที่ผิด

กราฟแท่งแนวนอนเป็นพันบาทจากตัวอย่างสมมติ ยอดที่ลูกค้าจ่ายรวม VAT 3,210 ยอดขายก่อน VAT ที่ต้องบันทึกเป็นรายได้ 3,000 และเงินที่แพลตฟอร์มโอนเข้าบัญชี 2,825 ซึ่งเป็นแท่งสีดำ
เงินที่ได้รับโอนน้อยกว่ายอดที่ลูกค้าจ่าย 385,200 บาท ซึ่งคือค่าธรรมเนียมรวม VAT ต้องบันทึกเป็นค่าใช้จ่ายแยก ไม่ใช่หักออกจากรายได้

เช็กลิสต์สำหรับเริ่มทำให้ถูก

  1. ย้ายบัญชีร้านค้าทุกแพลตฟอร์มให้เป็นชื่อบริษัท ผูกกับบัญชีธนาคารของบริษัท และใส่เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของบริษัท
  2. หยุดรับเงินค่าสินค้าของบริษัทเข้าบัญชีส่วนตัว ถ้ามีลูกค้าโอนผิดบัญชี ให้โอนเข้าบัญชีบริษัทและบันทึกไว้
  3. ทุกสิ้นเดือน ดาวน์โหลดรายงานยอดขาย รายงานการโอนเงิน และใบกำกับภาษีค่าธรรมเนียมของทุกแพลตฟอร์ม
  4. กระทบยอดขาย ค่าธรรมเนียม การคืนเงิน และเงินที่ได้รับโอนให้ตรงกันทุกเดือน
  5. ติดตามยอดขายสะสมเทียบเกณฑ์ 1.8 ล้านบาท ถ้าใกล้ถึงให้เตรียมจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มก่อน
  6. ถ้าจดทะเบียนแล้ว ยื่น ภ.พ.36 สำหรับค่าโฆษณาต่างประเทศทุกเดือนที่มีการจ่าย
  7. ตรวจนับสต็อกอย่างน้อยทุกสิ้นปี และให้ผู้ทำบัญชีตรวจเงื่อนไขภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับแพลตฟอร์มที่ใช้

กฎภาษีในบทความนี้เป็นหลักทั่วไป ณ เดือนตุลาคม 2569 กรณีที่มีรายละเอียดเฉพาะ เช่น ขายสินค้าที่ได้รับยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม ขายให้ลูกค้าต่างประเทศ หรือรับฝากขายแทนผู้อื่น ควรปรึกษาผู้ทำบัญชีหรือที่ปรึกษาภาษี

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี