ธุรกรรมกับบริษัทในเครือ: เกณฑ์ 50% แบบรายงาน Transfer Pricing และเอกสารที่ต้องเตรียม

เจ้าของคนเดียวถือหุ้นสองบริษัทตั้งแต่ 50% ขึ้นไปก็ถือว่ามีความสัมพันธ์กันแล้ว สรุปใครต้องยื่น Disclosure Form ค่าปรับ เอกสารราคาโอน และทำไม SME รายได้ไม่ถึง 200 ล้านก็ต้องตั้งราคาให้ถูก

ตัวเลข 50% ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างภาพลายเส้นเครือข่ายจุดเชื่อมโยงกันที่มีจุดสีดำหนึ่งจุด
ในบทความนี้
  1. บริษัทแบบไหนถือว่ามีความสัมพันธ์กัน
  2. ใครต้องยื่นแบบรายงานประจำปี (Disclosure Form)
  3. เมื่อกรมสรรพากรขอเอกสารราคาโอน
  4. รายได้ไม่ถึง 200 ล้าน ก็ยังต้องตั้งราคาให้ถูก
  5. เริ่มจากตรงไหน

เจ้าของกิจการไทยจำนวนมากมีบริษัทมากกว่าหนึ่งแห่ง เช่น โรงงานกับบริษัทขาย บริษัทที่ทำธุรกิจกับบริษัทที่ถือตึก หรือบริษัทไทยที่มีบริษัทแม่อยู่ต่างประเทศ เงินและสินค้าวิ่งไปมาระหว่างกันทุกเดือน และหลายครั้งราคาก็ตั้งกันเองโดยไม่ได้ต่อรองจริงจัง ในสายตากรมสรรพากร รายการเหล่านี้คือธุรกรรมระหว่างกิจการที่มีความสัมพันธ์กัน และราคาที่ตั้งไว้เป็นตัวตัดสินว่ากำไรไปตกอยู่ที่บริษัทไหน

บทความนี้อธิบายว่าบริษัทแบบไหนถือว่ามีความสัมพันธ์กันตามประมวลรัษฎากร เมื่อไรต้องยื่นแบบรายงานประจำปี (Disclosure Form) ถ้ากรมสรรพากรขอเอกสารราคาโอน (Transfer Pricing) ต้องเตรียมอะไร และทำไมบริษัทที่รายได้ไม่ถึงเกณฑ์ยื่นแบบก็ยังต้องตั้งราคาระหว่างกันให้ถูก

บริษัทแบบไหนถือว่ามีความสัมพันธ์กัน

มาตรา 71 ทวิ วรรคสอง แห่งประมวลรัษฎากร ให้ความหมายของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กันว่า เป็นนิติบุคคลตั้งแต่สองแห่งขึ้นไปที่เกี่ยวพันกันในลักษณะใดลักษณะหนึ่งต่อไปนี้

  1. ถือหุ้นกันโดยตรงหรือโดยอ้อม นิติบุคคลหนึ่งถือหุ้นหรือเป็นหุ้นส่วนในอีกแห่งไม่น้อยกว่า 50% ของทุนทั้งหมด
  2. มีผู้ถือหุ้นคนเดียวกัน ผู้ถือหุ้นหรือหุ้นส่วนที่ถือหุ้นในนิติบุคคลหนึ่งไม่น้อยกว่า 50% ของทุนทั้งหมด ถือหุ้นในอีกแห่งไม่น้อยกว่า 50% ด้วย ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม
  3. สัมพันธ์กันด้านทุน การจัดการ หรือการควบคุม จนนิติบุคคลหนึ่งดำเนินการโดยอิสระจากอีกแห่งไม่ได้ ตามที่กฎกระทรวงกำหนด

ข้อสองคือข้อที่เจ้าของกิจการมักมองข้าม ถ้าคุณถือหุ้นบริษัท ก 60% และบริษัท ข 70% สองบริษัทนี้มีความสัมพันธ์กันทันที แม้ทั้งคู่จะไม่ได้ถือหุ้นของอีกฝ่ายเลยแม้แต่หุ้นเดียว

คำอธิบายประกอบการกรอกแบบรายงานของกรมสรรพากรกำหนดวิธีนับไว้สองข้อ คือ นับหุ้นทั้งหมดโดยไม่แยกประเภทหุ้น และนับการถือหุ้นโดยอ้อมตามสัดส่วนการถือหุ้น ดูตัวอย่างสมมติ

A ถือหุ้น B 80% และ B ถือหุ้น C 70%
A ถือหุ้น C โดยอ้อม = 80% × 70% = 56% ไม่น้อยกว่า 50% จึงถือว่า A กับ C มีความสัมพันธ์กัน
ถ้า A ถือหุ้น B 60% และ B ถือหุ้น C 60% จะได้ 60% × 60% = 36% สายการถือหุ้นนี้อย่างเดียวไม่ทำให้ A กับ C มีความสัมพันธ์กัน

สำหรับข้อสาม คำถาม-คำตอบเรื่องแบบรายงานของกรมสรรพากรระบุว่า ณ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2565 ยังไม่มีกฎกระทรวงกำหนดลักษณะความสัมพันธ์ด้านการควบคุม บริษัทที่เกี่ยวพันกันด้านการควบคุมอย่างเดียวจึงยังไม่อยู่ในบังคับของมาตรา 71 ทวิ และ 71 ตรี ควรตรวจสถานะล่าสุดก่อนใช้ข้อนี้

ใครต้องยื่นแบบรายงานประจำปี (Disclosure Form)

มาตรา 71 ตรี กำหนดให้บริษัทที่มีความสัมพันธ์กันจัดทำรายงานข้อมูลบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันและมูลค่ารวมของธุรกรรมระหว่างกันในแต่ละรอบระยะเวลาบัญชี ตามแบบที่อธิบดีกำหนด ส่วนกฎกระทรวง ฉบับที่ 370 (พ.ศ. 2563) ยกเว้นให้บริษัทที่มีรายได้ในรอบบัญชีไม่เกิน 200 ล้านบาท สรุปแล้ว บริษัทต้องยื่นเมื่อเข้าครบสามข้อ

  • เป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร
  • มีความสัมพันธ์กับนิติบุคคลอื่นตามมาตรา 71 ทวิ วรรคสอง
  • มีรายได้ทั้งหมดตามงบกำไรขาดทุนของรอบบัญชีนั้นมากกว่า 200 ล้านบาท โดยดูจากงบการเงินของบริษัทที่ยื่นเอง ไม่ใช่ยอดรวมทั้งกลุ่ม และไม่นับรายการกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จอื่น

มีสองเรื่องที่คนยื่นครั้งแรกมักพลาด กฎหมายให้ยื่นรายงาน ไม่ว่าความสัมพันธ์จะมีอยู่ตลอดรอบบัญชีหรือไม่ และไม่ว่าปีนั้นจะมีธุรกรรมระหว่างกันหรือไม่ และแบบรายงานต้องแสดงทั้งบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันในประเทศไทยและในต่างประเทศ

ในแบบรายงานต้องกรอกอะไร

แบบรายงานให้ระบุรายชื่อบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันทีละราย พร้อมมูลค่ารวมของธุรกรรมแยกตามประเภท ตามคำอธิบายของกรมสรรพากร ประเภทธุรกรรมได้แก่ รายได้จากการประกอบกิจการ รายได้อื่น การซื้อวัตถุดิบหรือสินค้า การซื้อที่ดิน อาคารและอุปกรณ์ ค่าสิทธิ เงินกู้ยืมและเงินให้กู้ยืม (กรอกยอดเงินต้นรวมดอกเบี้ยทบต้นที่คงเหลือ ณ วันสิ้นรอบบัญชี) นอกจากนี้ยังถามเรื่องผู้จัดทำงบการเงินรวม การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการโอนทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตนให้บริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน

กำหนดยื่น ช่องทาง และค่าปรับ

  • กำหนดยื่น ยื่นพร้อมแบบแสดงรายการภาษีเงินได้นิติบุคคลตามมาตรา 69 ภายใน 150 วันนับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชี
  • ช่องทาง ยื่นทางอินเทอร์เน็ตผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร เอกสารของกรมระบุว่าขยายเวลาให้ผู้ยื่นออนไลน์อีก 8 วัน เป็น 158 วัน ให้ตรวจประกาศขยายเวลาของปีนั้น ส่วนการยื่นกระดาษทำได้เฉพาะเมื่อทำหนังสือแจ้งเหตุที่ยื่นออนไลน์ไม่ได้
  • ค่าปรับ มาตรา 35 ตรี กำหนดโทษปรับไม่เกิน 200,000 บาท กรณีไม่ยื่น ยื่นเกินกำหนดโดยไม่มีเหตุอันสมควร หรือแสดงข้อมูลไม่ถูกต้องครบถ้วน

เอกสารของกรมสรรพากรเรื่องแบบรายงานกำหนดอัตราเปรียบเทียบปรับกรณียื่นเกินกำหนด สำหรับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2563 ไว้ดังนี้

กราฟแท่งค่าปรับกรณียื่นแบบรายงาน Disclosure Form เกินกำหนด เกินไม่เกิน 7 วัน 50,000 บาท เกิน 7 วัน 100,000 บาท และเจ้าหน้าที่ตรวจพบ 200,000 บาท
ยื่นช้าเพียงวันเดียวก็มีค่าปรับ 50,000 บาท ถ้ารอจนเจ้าหน้าที่ตรวจพบ ค่าปรับขึ้นไปเต็ม 200,000 บาท

เมื่อกรมสรรพากรขอเอกสารราคาโอน

แบบรายงานประจำปีเป็นเครื่องมือคัดกรองความเสี่ยง การวิเคราะห์ละเอียดจะตามมาทีหลังถ้ากรมสรรพากรขอ มาตรา 71 ตรี วรรคสอง กำหนดว่า

  • ภายใน 5 ปีนับแต่วันที่ยื่นแบบรายงาน เจ้าพนักงานประเมินโดยอนุมัติอธิบดีอาจส่งหนังสือแจ้งให้ยื่นเอกสารหรือหลักฐานที่ใช้วิเคราะห์ราคาระหว่างบริษัทที่มีความสัมพันธ์กัน
  • ต้องยื่นภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ ถ้ามีเหตุจำเป็นอธิบดีขยายเวลาให้ได้ แต่รวมแล้วไม่เกิน 120 วัน
  • ถ้าเป็นหนังสือแจ้งครั้งแรกของบริษัท มีเวลา 180 วัน

ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 407) ซึ่งใช้กับรอบบัญชีที่เริ่มในหรือหลังวันที่ 1 มกราคม 2564 กำหนดว่าเอกสารต้องมีอะไร ต้องทำเป็นภาษาไทย และแบ่งเป็นสามส่วน

  1. ข้อมูลบริษัท ลักษณะธุรกิจ ผังองค์กรและจำนวนพนักงาน ห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) คู่ค้าและคู่แข่งสำคัญ โครงสร้างบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันที่ทำธุรกรรมด้วย การปรับโครงสร้างธุรกิจ และการโอนทรัพย์สินที่ไม่มีตัวตน
  2. ข้อมูลธุรกรรมแต่ละประเภท คู่สัญญาและประเทศของคู่สัญญา มูลค่า นโยบายและสมมติฐานการตั้งราคา รายการและสาระสำคัญของสัญญา บทวิเคราะห์หน้าที่งาน สินทรัพย์ และความเสี่ยง ข้อมูลทางการเงินที่ใช้ วิธีกำหนดราคาที่เลือกพร้อมเหตุผลที่ไม่เลือกวิธีอื่น และรายการธุรกรรมหรือบริษัทอิสระที่ใช้เทียบเคียง
  3. เอกสารอื่น ตามที่เจ้าพนักงานประเมินระบุ

ประกาศฉบับนี้ยอมให้บางบริษัทไม่ต้องยื่นข้อมูลธุรกรรมหรือบริษัทที่ใช้เทียบเคียง เช่น บริษัทที่มีรายได้ไม่เกิน 500 ล้านบาท ไม่มีธุรกรรมกับบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันในต่างประเทศ หรือกับบริษัทที่เสียภาษีในอัตราต่างกัน และเข้าเงื่อนไขอื่นตามประกาศครบถ้วน

รายได้ไม่ถึง 200 ล้าน ก็ยังต้องตั้งราคาให้ถูก

ข้อยกเว้น 200 ล้านบาทใช้กับหน้าที่ยื่นรายงานและเอกสารตามมาตรา 71 ตรี เท่านั้น ไม่ได้ยกเว้นหลักเรื่องราคา

  • มาตรา 71 ทวิ ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินปรับรายได้และรายจ่ายของบริษัทที่มีความสัมพันธ์กันให้เท่ากับที่บริษัทอิสระจะตกลงกัน เมื่อเงื่อนไขการค้าหรือการเงินระหว่างกันแตกต่างไปจนเชื่อได้ว่ามีการถ่ายโอนกำไร กฎกระทรวง ฉบับที่ 369 (พ.ศ. 2563) ให้เทียบกับธุรกรรมแบบเดียวกันที่บริษัททำกับคู่ค้าอิสระก่อน ถ้าไม่มีจึงใช้ธุรกรรมลักษณะเดียวกันของบริษัทอื่นทั้งในและต่างประเทศ
  • มาตรา 65 ทวิ (4) ใช้กับทุกบริษัท ไม่ว่าจะมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ ถ้าโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือให้กู้ยืมเงินโดยไม่มีค่าตอบแทน หรือต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินตามราคาตลาดในวันนั้น

กรณีที่เจอบ่อยที่สุดคือให้บริษัทพี่น้องกู้เงินโดยไม่คิดดอกเบี้ย ตัวอย่างสมมติ บริษัท ก ให้บริษัทในเครือกู้ 5,000,000 บาท เป็นเวลาหนึ่งปีโดยไม่คิดดอกเบี้ย และสมมติว่าเจ้าพนักงานประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดที่ 5% ต่อปี

ดอกเบี้ยที่ถูกประเมิน = 5,000,000 × 5% = 250,000 บาท เป็นรายได้เพิ่มของบริษัท ก
ภาษีเงินได้นิติบุคคล 20% = 50,000 บาท
บวกเงินเพิ่มและเบี้ยปรับตามประมวลรัษฎากร และดอกเบี้ยนี้อาจต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะด้วย

การประเมินมักกระทบฝั่งเดียว บริษัท ก เสียภาษีจากดอกเบี้ยที่ไม่เคยได้รับ ขณะที่บริษัทผู้กู้อาจไม่มีรายจ่ายดอกเบี้ยมาหัก เพราะไม่เคยจ่ายจริง ส่วนกรณีที่ถูกปรับปรุงตามมาตรา 71 ทวิ แล้วทำให้บริษัทเสียภาษีเกิน มาตรานี้ให้สิทธิยื่นคำร้องขอคืนภายในสามปีนับแต่วันสุดท้ายของกำหนดยื่นรายการ หรือภายใน 60 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการปรับปรุงเป็นหนังสือ ตามระเบียบที่อธิบดีกำหนด

เริ่มจากตรงไหน

  1. วาดผังกลุ่มบริษัท รายชื่อบริษัทและห้างหุ้นส่วนทุกแห่งที่คุณ ครอบครัว หรือบริษัทของคุณถือหุ้น พร้อมสัดส่วน รวมการถือโดยอ้อม แล้วทำเครื่องหมายทุกคู่ที่ถึง 50%
  2. ไล่รายการเงินที่วิ่งระหว่างกัน ขายสินค้า ค่าบริการ ค่าบริหารจัดการ ค่าเช่า ค่าสิทธิ เงินกู้ และการค้ำประกัน จดราคาและที่มาของราคาไว้
  3. เขียนนโยบายราคาของแต่ละรายการ หน้าเดียวพอ บอกว่าราคาอิงจากอะไร เช่น ราคาที่ขายลูกค้าภายนอก ต้นทุนบวกกำไรตามอัตราที่ระบุ หรืออัตราดอกเบี้ยตลาด แล้วทำเป็นสัญญาที่ลงนามจริง
  4. เคลียร์เงินกู้ที่ไม่คิดดอกเบี้ย คิดดอกเบี้ยในอัตราที่อธิบายได้ หรือบันทึกเหตุผลทางธุรกิจที่สมควรไว้ให้ชัด
  5. ตรวจเส้น 200 ล้านบาททุกปี ถ้ามีบริษัทไหนในกลุ่มรายได้เกิน ให้ใส่แบบรายงานไว้ในปฏิทินปิดงบสิ้นปี และเริ่มเก็บเอกสารตามประกาศฉบับที่ 407 เป็นภาษาไทยก่อนหนังสือแจ้งจะมาถึง

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางภาษีสำหรับกรณีเฉพาะ ข้อมูลกฎหมาย ณ เดือนตุลาคม 2569

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี