เช่าหรือซื้อ: เทียบต้นทุนจริงของเครื่องจักรและรถด้วยเงินสดหลังภาษี

ซื้อสด กู้ซื้อ เช่าซื้อ หรือเช่าระยะยาว เทียบด้วยมูลค่าปัจจุบันของเงินสดหลังภาษี พร้อมกฎค่าเสื่อมราคา เพดานรถยนต์นั่ง ภาษีซื้อ และตัวอย่างเครื่องจักร 2 ล้านบาท

ตัวเลข 4.8% ขนาดใหญ่บนพื้นฟ้าลายตาราง ข้างแท่งกราฟสามแท่ง แท่งแรกสีดำเตี้ยที่สุด
ในบทความนี้
  1. ทางเลือกจริงมีสี่แบบ
  2. บัญชีมองสัญญาเช่าอย่างไร
  3. ภาษีที่ทำให้ผลต่างกัน
  4. วิธีเทียบ: มูลค่าปัจจุบันของเงินสดหลังภาษี
  5. ตัวอย่าง: เครื่องจักร 2 ล้านบาท ซื้อหรือเช่าห้าปี
  6. เรื่องที่ไม่อยู่ในตัวเลข
  7. เริ่มจากตรงไหน

ถึงเวลาต้องมีเครื่องจักรใหม่หรือรถอีกคัน คำถามแรกที่เจ้าของกิจการเจอคือจะซื้อขาด กู้ซื้อ เช่าซื้อ หรือเช่าระยะยาว ผู้ขายแต่ละทางมักเทียบให้ดูแค่ค่างวดต่อเดือน ซึ่งไม่ได้บอกว่าทางไหนถูกกว่าจริง เพราะค่างวดไม่รวมภาษีที่ประหยัดได้ ค่าซ่อมบำรุง มูลค่าขายต่อเมื่อเลิกใช้ และจังหวะเวลาที่เงินออกจากบริษัท

บทความนี้แยกทางเลือกที่มีจริง อธิบายกฎภาษีและบัญชีที่ทำให้ผลต่างกัน แล้วเทียบด้วยวิธีเดียวที่ยุติธรรม คือมูลค่าปัจจุบันของเงินสดหลังภาษี พร้อมตัวอย่างเครื่องจักร 2 ล้านบาทที่คำนวณให้ดูทุกบรรทัด

ทางเลือกจริงมีสี่แบบ

ทางเลือก กรรมสิทธิ์ เงินสดวันแรก ใครรับความเสี่ยงมูลค่าขายต่อ
ซื้อด้วยเงินสด เป็นของบริษัททันที จ่ายเต็มราคา บริษัท
กู้ธนาคารมาซื้อ เป็นของบริษัททันที (มักจำนองหรือจำนำเป็นหลักประกัน) เงินดาวน์ตามที่ธนาคารกำหนด บริษัท
เช่าซื้อ (Hire Purchase) โอนเมื่อจ่ายครบทุกงวด เงินดาวน์ บริษัท
เช่าดำเนินงาน (Operating Lease) หรือเช่าระยะยาว ไม่โอน คืนของเมื่อครบสัญญา ค่าเช่างวดแรกหรือเงินประกัน ผู้ให้เช่า

สามแบบแรกมีเนื้อแท้เหมือนกัน คือบริษัทเป็นเจ้าของและรับทั้งประโยชน์และความเสี่ยงของสินทรัพย์ ต่างกันแค่ว่าเงินมาจากไหน แบบที่สี่ต่างออกไปจริง เพราะผู้ให้เช่ารับความเสี่ยงว่าของจะเหลือมูลค่าเท่าไรเมื่อครบสัญญา และหลายสัญญารวมค่าซ่อมบำรุงหรือประกันภัยไว้ในค่าเช่าด้วย

คำว่า "ลีสซิ่ง" ในตลาดไทยใช้เรียกได้หลายแบบ บางสัญญามีสิทธิซื้อคืนในราคาต่ำมากเมื่อครบกำหนด ซึ่งในทางบัญชีใกล้กับการซื้อมากกว่าการเช่า จึงต้องอ่านเงื่อนไขในสัญญา ไม่ใช่ดูจากชื่อ

บัญชีมองสัญญาเช่าอย่างไร

SME ส่วนใหญ่ใช้มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (TFRS for NPAEs) ฉบับปรับปรุง 2565 บทที่ 14 แบ่งสัญญาเช่าเป็นสองประเภท

  • สัญญาเช่าเงินทุน (Finance Lease) คือสัญญาที่โอนความเสี่ยงและผลตอบแทนของความเป็นเจ้าของทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมดมาให้ผู้เช่า (ย่อหน้า 14.2) ตัวอย่างข้อบ่งชี้ในย่อหน้า 14.23 ได้แก่ กรรมสิทธิ์โอนเมื่อครบสัญญาเหมือนสัญญาเช่าซื้อ สิทธิซื้อในราคาไม่เกินราว 5% ของมูลค่ายุติธรรม อายุสัญญาราว 80% ของอายุเชิงเศรษฐกิจขึ้นไป หรือมูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าขั้นต่ำราว 90% ของมูลค่ายุติธรรมขึ้นไป
  • สัญญาเช่าดำเนินงาน (Operating Lease) คือสัญญาเช่าที่ไม่ใช่สัญญาเช่าเงินทุน (ย่อหน้า 14.3)

สองประเภทนี้ขึ้นงบต่างกันมาก สัญญาเช่าเงินทุนต้องบันทึกเป็นสินทรัพย์และหนี้สินตั้งแต่วันเริ่มสัญญา ด้วยมูลค่ายุติธรรมของสินทรัพย์หรือมูลค่าปัจจุบันของค่าเช่าขั้นต่ำแล้วแต่จำนวนใดต่ำกว่า (ย่อหน้า 14.30) ค่างวดแต่ละงวดแยกเป็นดอกเบี้ยกับเงินต้น (ย่อหน้า 14.32) และคิดค่าเสื่อมราคาเหมือนของที่ซื้อเอง (ย่อหน้า 14.34) ส่วนสัญญาเช่าดำเนินงานบันทึกค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่ายแบบเส้นตรง ไม่รวมค่าบริการอย่างค่าประกันภัยและค่าบำรุงรักษา (ย่อหน้า 14.38) แล้วเปิดเผยค่าเช่าขั้นต่ำที่ต้องจ่ายในอนาคตไว้ในหมายเหตุ (ย่อหน้า 14.39)

ผลในทางปฏิบัติคือ เช่าซื้อทำให้หนี้สินในงบเพิ่มขึ้นเหมือนกู้เงิน ถ้าบริษัทมีเงื่อนไขเงินกู้กับธนาคาร เช่น อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนไม่เกินเกณฑ์ ควรคำนวณก่อนเซ็นว่ายังอยู่ในเกณฑ์หรือไม่ สัญญาเช่าดำเนินงานไม่เพิ่มหนี้สินในงบตาม TFRS for NPAEs แต่ธนาคารที่อ่านหมายเหตุก็เห็นภาระค่าเช่าที่ผูกพันไว้อยู่ดี

ภาษีที่ทำให้ผลต่างกัน

ซื้อหรือเช่าซื้อ: หักผ่านค่าเสื่อมราคา

  • อัตราสูงสุด เครื่องจักร รถ และทรัพย์สินอื่นที่เสื่อมราคาได้ หักได้ไม่เกินปีละ 20% ของราคาทุน (พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 มาตรา 4)
  • ค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นสำหรับ SME บริษัทที่มีสินทรัพย์ถาวรไม่รวมที่ดินไม่เกิน 200 ล้านบาทและลูกจ้างไม่เกิน 200 คน หักเครื่องจักรได้ 40% ของราคาทุนในวันที่ได้มา ส่วนที่เหลือหักตามเกณฑ์ปกติ (มาตรา 4 ฉ) ทำให้ประหยัดภาษีเร็วขึ้น
  • เช่าซื้อ ใช้ราคาที่ต้องชำระทั้งหมดเป็นราคาทุน แต่ค่าเสื่อมราคาที่หักในแต่ละรอบบัญชีต้องไม่เกินค่างวดที่ต้องชำระในรอบนั้น (มาตรา 7) ประโยชน์ทางภาษีจึงมาไม่เร็วกว่าเงินที่จ่ายออกไป
  • ดอกเบี้ยเงินกู้ ที่จ่ายเพื่อกิจการเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ตามปกติ

เช่า: หักค่าเช่าเป็นค่าใช้จ่าย

ค่าเช่าเครื่องจักรที่ใช้ในกิจการหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ตามจำนวนที่จ่าย ข้อต่างสำคัญคือเมื่อเลิกใช้ บริษัทไม่มีของเหลือไว้ขาย จึงไม่ได้เงินขายต่อ และไม่ต้องเสียภาษีจากกำไรที่ขายต่อด้วย

รถยนต์นั่งมีเพดานเฉพาะ

รถยนต์นั่งหรือรถยนต์โดยสารไม่เกิน 10 ที่นั่ง มีกฎแยกที่ทำให้การเทียบเปลี่ยนไป

  • ซื้อหรือเช่าซื้อ หักค่าเสื่อมราคาได้จากราคาทุนเฉพาะส่วนที่ไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อคัน (พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 145 มาตรา 5)
  • เช่า หักค่าเช่าได้ไม่เกินคันละ 36,000 บาทต่อเดือน หรือ 1,200 บาทต่อวันถ้าเช่ารายวัน ส่วนที่เกินหักไม่ได้ (พระราชกฤษฎีกาฉบับที่ 315 มาตรา 4 (2))
  • ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการซื้อ เช่าซื้อ หรือเช่ารถกลุ่มนี้เป็นภาษีซื้อต้องห้าม นำไปหักภาษีขายไม่ได้ (ประกาศอธิบดีกรมสรรพากรเกี่ยวกับภาษีมูลค่าเพิ่ม ฉบับที่ 42 ข้อ 2 (1)) ภาษีซื้อนั้นจึงกลายเป็นต้นทุนจริงของบริษัท ข้อยกเว้นมีสำหรับกิจการขายรถและกิจการให้เช่ารถของตนเอง

ตัวอย่างสมมติ ถ้าเช่ารถยนต์นั่งเดือนละ 45,000 บาท ส่วนที่เกินเพดาน 9,000 บาทต่อเดือน หรือ 108,000 บาทต่อปี หักภาษีไม่ได้ ถ้าซื้อรถราคา 1,500,000 บาท ส่วน 500,000 บาทที่เกินเพดานก็หักค่าเสื่อมราคาไม่ได้เช่นกัน เมื่อเทียบรถยนต์นั่งจึงต้องใส่ส่วนที่หักไม่ได้ของทั้งสองทางเข้าไปในตาราง ไม่ใช่ใส่ค่าใช้จ่ายเต็มจำนวน

เครื่องจักรที่ใช้ในกิจการที่จดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีซื้อขอเครดิตได้ตามปกติ ตัวอย่างด้านล่างจึงคิดราคาก่อนภาษีมูลค่าเพิ่ม

วิธีเทียบ: มูลค่าปัจจุบันของเงินสดหลังภาษี

การเทียบที่ยุติธรรมต้องตอบว่า ถ้านับเงินสดทุกบาทที่ออกและเข้าตลอดอายุการใช้งาน หลังหักภาษีที่ประหยัดได้ แล้วปรับเป็นเงินวันนี้ ทางไหนจ่ายน้อยกว่ากัน ทำได้ในสเปรดชีตห้าขั้น

  1. เขียนเงินสดของแต่ละทางเป็นรายปี ตั้งแต่ปีที่ 0 (วันเริ่ม) จนครบอายุการใช้งาน
  2. ใส่ภาษีที่ประหยัดได้ = ค่าใช้จ่ายที่หักภาษีได้ × อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ทั้งค่าเสื่อมราคา ค่าเช่า ค่าซ่อม และดอกเบี้ย
  3. ใส่เงินขายต่อเมื่อเลิกใช้ หักภาษีจากกำไรที่ขายต่อ
  4. คิดลดด้วยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หลังภาษีของบริษัท เพราะการเช่ามีความเสี่ยงใกล้กับการกู้เงิน
  5. ทางที่มูลค่าปัจจุบันของต้นทุนต่ำกว่าคือทางที่ถูกกว่า จากนั้นค่อยพิจารณาเรื่องที่ไม่ใช่ตัวเงิน

อัตราคิดลดหลังภาษี = อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ × (1 − อัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล)
มูลค่าปัจจุบัน = เงินสดปีที่ n ÷ (1 + อัตราคิดลด) ยกกำลัง n

ทางเลือก "กู้ธนาคารมาซื้อ" ไม่ต้องใส่ค่างวดเงินกู้ลงไป เพราะการคิดลดด้วยอัตราดอกเบี้ยหลังภาษีได้นับต้นทุนของเงินที่ใช้ซื้อไว้แล้ว ถ้าใส่ทั้งค่างวดและคิดลดอีกรอบจะนับซ้ำ

ตัวอย่าง: เครื่องจักร 2 ล้านบาท ซื้อหรือเช่าห้าปี

ตัวอย่างสมมติ บริษัทผลิตต้องการเครื่องจักรราคา 2,000,000 บาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ใช้งานห้าปี สมมติฐานมีดังนี้

  • ซื้อ จ่ายวันแรก 2,000,000 บาท ค่าซ่อมบำรุงปีละ 60,000 บาท หักค่าเสื่อมราคาทางภาษีปีละ 20% หรือ 400,000 บาท ครบห้าปีขายต่อได้ 300,000 บาท
  • เช่าดำเนินงาน สัญญาห้าปี ค่าเช่าปีละ 500,000 บาท จ่ายต้นปี รวมค่าซ่อมบำรุงแล้ว ครบสัญญาคืนเครื่อง
  • บริษัทเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลอัตรา 20% ซึ่งเป็นอัตราทั่วไป (SME ที่เข้าเกณฑ์อัตราลดหลั่นให้ใช้อัตราของตัวเอง) และได้ผลภาษีปลายปี ดอกเบี้ยเงินกู้ 6% อัตราคิดลดหลังภาษีจึงเป็น 6% × (1 − 20%) = 4.8%

เพื่อให้อ่านง่าย ตัวอย่างนี้ไม่คิดค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นของ SME และไม่คิดมูลค่าขั้นต่ำที่ต้องเหลือไว้ทางภาษี ซึ่งมีผลน้อยมาก

เงินสดหลังภาษีต่อปี (บาท)
ปีที่ ซื้อ เช่า
0 −2,000,000 −500,000
1–4 (ปีละ) 32,000 −400,000
5 272,000 100,000
รวมไม่คิดลด −1,600,000 −2,000,000
มูลค่าปัจจุบันที่ 4.8% −1,670,840 −1,845,891

ที่มาของตัวเลข ฝั่งซื้อปีที่ 1–4 จ่ายค่าซ่อม 60,000 บาท แต่ประหยัดภาษีจากค่าซ่อม 12,000 บาท และจากค่าเสื่อมราคา 80,000 บาท เงินสดสุทธิจึงเป็นบวก 32,000 บาท ปีที่ 5 ได้เพิ่มจากการขายต่อ 300,000 บาท หักภาษีจากกำไรที่ขาย 60,000 บาท เหลือ 240,000 บาท ฝั่งเช่า จ่ายค่าเช่าต้นปีละ 500,000 บาท และได้ภาษีคืนปลายปีละ 100,000 บาท

ผลคือการซื้อถูกกว่าราว 175,000 บาทในมูลค่าปัจจุบัน แต่คำตอบนี้ขึ้นกับสมมติฐานสองตัวมากที่สุด

กราฟแท่งมูลค่าปัจจุบันของต้นทุนหลังภาษี ซื้อและขายต่อได้ 300,000 บาท 1.67 ล้านบาท ซื้อแต่ขายต่อไม่ได้ 1.86 ล้านบาท เช่าปีละ 500,000 บาท 1.85 ล้านบาท
ถ้าขายต่อไม่ได้เลย การซื้อแพงกว่าการเช่าเล็กน้อย มูลค่าขายต่อจึงเป็นตัวแปรที่ต้องประเมินให้ดีที่สุด
  • มูลค่าขายต่อ ถ้าเครื่องขายไม่ได้เลยเมื่อครบห้าปี ต้นทุนของการซื้อขึ้นเป็น 1,860,687 บาท แพงกว่าเช่าเล็กน้อย จุดที่สองทางเท่ากันคือมูลค่าขายต่อราว 23,000 บาท ของที่ล้าสมัยเร็ว เช่น อุปกรณ์ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนทุกสองสามปี ควรประเมินมูลค่าขายต่อแบบระวัง
  • ค่าเช่า ค่าเช่าที่ทำให้สองทางเท่ากันคือราวปีละ 452,000 บาท ตัวเลขนี้ใช้เป็นเพดานตอนต่อรองกับผู้ให้เช่าได้ทันที

เรื่องที่ไม่อยู่ในตัวเลข

  • เงินสดวันแรก การซื้อใช้เงิน 2,000,000 บาทในวันเดียว การเช่าใช้ 500,000 บาท ถ้าบริษัทมีเงินสดจำกัด หรือเงินก้อนนั้นสร้างผลตอบแทนได้สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในธุรกิจหลัก การเช่าอาจคุ้มกว่าที่ตัวเลขบอก
  • ความยืดหยุ่น สัญญาเช่าส่วนใหญ่บอกเลิกก่อนกำหนดไม่ได้หรือมีค่าปรับ อ่านเงื่อนไขการเลิกสัญญา ค่าเสียหาย และสภาพที่ต้องส่งคืนให้ครบก่อนเซ็น
  • ความเสี่ยงล้าสมัย การเช่าย้ายความเสี่ยงนี้ไปให้ผู้ให้เช่า ซึ่งผู้ให้เช่าคิดราคาไว้ในค่าเช่าแล้ว
  • งานดูแล สัญญาที่รวมค่าซ่อมบำรุงลดภาระทีมเล็ก แต่ต้องดูระดับบริการ เช่น เครื่องเสียแล้วซ่อมภายในกี่วัน
  • วงเงินกับธนาคาร เช่าซื้อและเงินกู้เพิ่มหนี้สินในงบ ซึ่งอาจกระทบวงเงินที่จะขอในอนาคต

เริ่มจากตรงไหน

  1. ขอใบเสนอราคาทุกทางพร้อมกัน ราคาซื้อสด เงื่อนไขเช่าซื้อ และสัญญาเช่า ให้เห็นค่างวด จำนวนงวด และสิ่งที่รวมในค่าเช่า
  2. ถามผู้ทำบัญชีว่าสัญญาเช่าเป็นประเภทไหน ตามเกณฑ์ในย่อหน้า 14.23 และกระทบอัตราส่วนที่ธนาคารใช้หรือไม่
  3. ตรวจกฎภาษีเฉพาะของสิ่งที่จะได้มา ถ้าเป็นรถยนต์นั่ง ให้คิดเพดาน 1,000,000 บาท เพดานค่าเช่า 36,000 บาทต่อเดือน และภาษีซื้อที่ขอคืนไม่ได้ ถ้าเป็นเครื่องจักร ให้ถามว่าบริษัทเข้าเกณฑ์ค่าเสื่อมราคาเบื้องต้นของ SME หรือไม่
  4. ทำตารางเงินสดหลังภาษีตามตัวอย่าง แล้วลองเปลี่ยนมูลค่าขายต่อและค่าเช่าดูว่าคำตอบพลิกที่จุดไหน
  5. ใช้จุดเท่ากันเป็นตัวต่อรอง ถ้าค่าเช่าสูงกว่าจุดเท่ากัน ให้ต่อรองลงหรือเลือกซื้อ ถ้ามูลค่าขายต่อไม่แน่นอนมาก การเช่าคือการซื้อความแน่นอนนั้น

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ใช่คำแนะนำทางบัญชีหรือภาษีสำหรับกรณีเฉพาะ ข้อมูลกฎหมายและมาตรฐาน ณ เดือนตุลาคม 2569

แหล่งข้อมูล

เกี่ยวกับ Unigin Ventures

Venture Capital ที่ลงทุนใน Startup และ SME ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มประเทศ CLMV พร้อมสนับสนุนด้านคำปรึกษาธุรกิจ บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี

รู้จักเรา

บทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการเรียนรู้ ไม่ใช่คำแนะนำด้านการลงทุน กฎหมาย บัญชี หรือภาษีสำหรับกรณีของท่านโดยเฉพาะ กฎหมายและอัตราภาษีอาจเปลี่ยนแปลงได้ โปรดตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

Unigin Ventures

มีธุรกิจที่อยากเติบโตไปอีกขั้น?

Unigin Ventures ลงทุนและสนับสนุน Startup และ SME ทั้งเงินทุน คำปรึกษาด้านการเงิน บัญชี กฎหมาย และเทคโนโลยี